เมื่อศิษย์ทั้งเจ็ดคนแยกย้ายจากไป หานิจึงสั่งให้ระบบสลายพลัง พร้อมก้าวออกมายังโลกภายนอก ก่อนที่เขาจะหายตัวไปในความว่างเปล่ามาโผล่ที่เบื้องหน้าของยอดเขา พร้อมเห็นชายชราคนหนึ่ง
"เ้าหนู ท่านเ้านิกายเรียกประชุมด่วน"
เสียงทุ้มห้วนสั้นดังขึ้นจากชายชราร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยของาแ เขาคือฉีหลานคง ผู้าุโผู้พิทักษ์ที่ยังเหลืออยู่จากหายนะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำะ
หานิยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับ “ยังไม่ตายอีกเหรอตาแก่”
ฉีหลานคงยิ้มออกมา “ปากแบบเ้าน่าจะไม่มีทางอายุยืนเท่ากับข้าได้หรอก”
ทั้งสองคนหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นทั้งสองก็ทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังยอดเขาของเ้านิกายอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกันอีกฟากหนึ่ง ศิษย์ทั้งเจ็ดของหานิก็ได้เดินทางไปที่ กระท่อมแห่งการต่อสู้ สถานที่ฝึกฝนจำลองการต่อสู้เสมือนจริง ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขา
กวนจื่อซวนกับเย่ลี่อินที่เพิ่งได้รับพลังใหม่ต่างยังคงตกตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พวกเขารู้สึกได้ว่าพลังของตนในตอนนี้ มันเหนือกว่าเมื่อครั้งที่พวกเขายังอยู่ในระดับการบ่มเพาะเดิมเสียอีก
ในระหว่างทางไปยังกระท่อมแห่งการต่อสู้ เล่ยเฉินเดินนำหน้าทุกคนพร้อมอธิบายให้ศิษย์น้องทั้งสองคนฟังถึงกลไกของสถานที่แห่งนี้ว่า มันทำงานอย่างไง วัตถุประสงค์ของมันคืออะไร
หลังจากนั้นพวกเขาทั้ง 7 คนก็เข้าไปในกระท่อมแห่งการจำลอง และเมื่อถึงเวลาต้องเลือกระดับการต่อสู้ ทั้งกวนจื่อซวนและเย่ลี่อินก็ตัดสินใจเลือก ระดับยากที่สุดโดยไม่ลังเล โดยที่พวกเขาทั้ง 2 คนได้รับคำแนะนำจากหรงหลี่เซียนที่ยิ้มอยู่อย่างพึงพอใจเื้ั
วินาทีถัดมา ร่างของพวกเขาก็ถูกแสงดูดกลืนเข้าสู่สนามการต่อสู้จำลอง
ทันทีที่ภาพภายในปรากฏขึ้น กวนจื่อซวนก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ตรงหน้าของเด็กชายอายุประมาณสิบปี แต่อันตรายที่เขาััได้จากอีกฝ่ายกลับไม่สมกับอายุของเขาแม้แต่น้อย
กวนจื่อซวนไม่ลังเล เขาพุ่งเข้าไปเตะหานิที่คออย่างรวดเร็ว
ทว่า...
หานิในภาพจำลองเพียงแค่ก้มหลบ ก่อนจะกระโจนสวนขึ้นมาใช้หัวโหม่งเข้าไปเต็มคางของกวนจื่อซวน เสียงกระดูกลั่นดังขึ้น สติของกวนจื่อซวนเริ่มหายไปก่อนที่เสียง ก๊อก! ของกระดูกคอที่บิดผิดรูปจะดังขึ้น ทันใดนั้นราวกับโลกทั้งใบของกวนจื่อซวนจะดับวูบและมืดมิดลงไปในพริบตา
ฝั่งของเย่ลี่อินก็ไม่ต่างกัน นางถูกสังหารด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีโอกาสแม้แต่จะตอบโต้ การโจมตีของหานิที่ปรากฏในภาพจำลองนั้นมันแม่นยำและรวดเร็วยิ่งกว่าที่นางในสภาพที่ไม่มีการบ่มเพาะจะตามทันได้
ทั้งสองคนถูกส่งออกจากห้องจำลองแทบจะพร้อมกัน
เมื่อกลับมายังภายนอก สายตาพวกเขากวาดมองไปรอบตัว… ทว่าไม่พบใครเลย บรรยากาศเงียบงันไร้ซึ่งเสียงพูดคุยหรือฝีเท้า พวกเขายืนนิ่งพร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความใ พวกเขามองหน้ากันพร้อมสายตาของทั้ง 2 คนที่จับจ้องไปที่กันและกัน โดยพวกเขารู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายก็ได้รับประสบการณ์แบบเดียวกันมาแน่นอน แต่ก่อนที่ทั้งสองคนจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกกันก็ต้องหยุดลงเอาไว้ก่อน
เมื่อ จู่ๆ ภาพจำลองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ แสดงให้เห็นภาพของศิษย์พี่อีกห้าคนที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับคู่ต่อสู้ของตนภายในการต่อสู้จำลองเช่นเดียวกัน
ความแข็งแกร่ง ความเร็ว และทักษะมากมายถูกใช้ออกมาในการต่อสู้ครั้งนี้ที่ไม่ใช่การเอาชนะแต่มันคือการฆ่าอีกฝ่ายเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด ภาพเบื้องหน้าทำให้เย่ลี่อินกับกวนจื่อซวนได้แต่มองด้วยความใและนิ่งเงียบ
ภาพของการต่อสู้ถูกฉายผ่านม่านพลังขนาดั์กลางลานจำลอง ราวกับโลกอีกใบที่กำลังลุกไหม้ด้วยไฟาอันดุเดือด เย่ลี่อินและกวนจื่อซวนหยุดยืนมองอย่างแน่นิ่ง ไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงเสียงของดาบ พลังิญญา และการปะทะที่ดังกึกก้องสะท้อนในหัวใจของพวกเขาเท่านั้น
ศิษย์พี่ของพวกเขา ล้วนอยู่ในระดับที่ 4 ของกระท่อมแห่งการต่อสู้ ในระดับที่ 4 หานิที่อยู่ในระดับิญญาแรกเริ่มขั้นที่ 9 เป็คู่ต่อสู้ให้กับพวกเขา
เล่ยเฉินกำลังลอยตัวกลางอากาศ ถูกดาบแสงนับร้อยเล่มพุ่งเข้าใส่ทุกวินาที ดาบทุกเล่มล้วนเล็งไปที่จุดตายของเล่ยเฉินเท่านั้น แต่เล่ยเฉินยังคงประคองร่างหลบหลีกได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมสวนกลับด้วยวิชาดาบที่ฟันทะลุผ่านดาบแสงของหานิ ทุกการเคลื่อนไหวแม่นยำ และเปี่ยมไปด้วยความรวดเร็ว ทั้งสองแลกการโจมตีกันไปมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
ด้านหรงหลี่เซียน ร่างกายของนางแผ่รัศมีของัทองออกมาเต็มพื้นที่จำลอง กรงเล็บของนางไล่ฉีกอากาศอย่างบ้าคลั่ง แต่นางกลับไม่อาจแตะต้องปลายเสื้อของหานิได้เลย เพราะเขาไม่ได้สู้ในระยะประชิด เขาแค่หนีและจู่โจมจากระยะไกลด้วยดาบแห่งแสงเรื่อยๆ แต่ความเร็วของหรงหลี่เซียนก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ กรงเล็บขนาดใหญ่ของนางตวัดตรงเข้าใส่กลางอกของหานิ แต่หานิก็กลายเป็แสงและเตะสวนไปที่คอของหรงหลี่เซียนทันที
ขณะเดียวกัน ซูไป๋หนิงสร้างหอกน้ำแข็งจากอากาศอันแหลมคมพุ่งเสียบทะลุร่างหานิ แต่หานิก็โจมตีสวนด้วยการแทงดาบแห่งแสงเข้าที่กลางหัวของนาง ซึ่งส่งผลให้ร่างของนางกระตุกจากความเ็ปไปครู่หนึ่งก่อนที่นางจะตัดสินใจแช่แข็งทั้งร่างของนางเพื่อไม่ให้ตัวเองตาย แต่มันก็ทำให้นางเคลื่อนไหวช้ากว่าหานิเล็กน้อย เพราะก่อนที่น้ำแข็งของนางจะได้ะเิร่างของหานิ หานิก็ได้แบ่งหัวของนางออกเป็สองส่วนแล้วและมันก็จบลงด้วยการที่ซูไป๋หนิงสิ้นใจไปก่อนเพียงเสี้ยวลมหายใจ
อีกด้านหนึ่ง ฮ่าวหยางะเิพลังเพลิงจากร่างกายออกมาแผดเผาพื้นที่เป็วงกว้าง เปลวเพลิงที่มีความร้อนมหาศาลพุ่งเข้าใส่หานิอย่างบ้าคลั่ง พื้นที่จำลองทั้งหมดสะท้อนเป็สีแดงฉานจากเพลิงของฮ่าวหยาง หานิยังคงยืนนิ่ง เขาตวัดดาบแห่งแสงสวนออกไปเพียงหนึ่งครั้ง เส้นแสงเฉือนกลางคลื่นเพลิงและตัดมันออกจนขาดสะบั้นในพริบตา ในจังหวะนั้นเองฮ่าวหยางก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวหานิแล้ว ก่อนที่เขากระแทกหอกเข้าใส่หัวใจของหานิเต็มแรง หอกนั้นแทงเข้าไปที่หัวใจของหานิเต็มๆ แต่หานิเองก็ฟันสวนไปที่คอของฮ่าวหยางเช่นกัน
ด้านเฟิ่งหวงจุนเปิดพลังแห่งความว่างเปล่า แหวกอากาศจนทุกสิ่งรอบตัวบิดเบี้ยว เขาตวัดพัดแห่งความว่างเปล่าออกไปหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นพื้นที่เบื้องหน้าราวกับถูกตัดขาดจากโลกเดิม ร่างของหานิถูกตัดผ่าน แต่ก่อนที่เฟิ่งหวงจุนจะได้รับชัยชนะ ดาบแห่งแสงเล่มหนึ่งก็พุ่งเฉียดแก้มเขาไปอย่างหวุดหวิด ตามด้วยอีกเล่ม และอีกเล่ม ตามมาติดๆ เป็สายฝนแสงที่ไม่มีทีท่าจะหยุด เขามองไปที่หานิที่ร่างกายขาดครึ่งแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมตายเขายังคงโจมตีเฟิ่งหวงจุนอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
เย่ลี่อินยืนมองภาพเบื้องหน้า สีหน้าของนางเคร่งเครียด นางเข้าใจในทันทีว่าการต่อสู้ตรงหน้านั้นไม่ใช่แค่การเอาชนะ... แต่มันคือการฆ่ากันจริงๆ ไม่มีการยั้งมือ ไม่มีความปรานี ทุกท่วงท่าเต็มไปด้วยเจตนาฆ่า ทุกการเคลื่อนไหวล้วนเล็งไปที่จุดตายเสมอ หรือไม่ก็เล็งไปที่ส่วนสำคัญอื่นของร่างกายเพื่อเพิ่มความยุ่งยากในการต่อสู้ระยะยาว
“ขอเพียงแค่สติหลุดไปเพียงเสี้ยววินาทีเดียว… หัวของใครบางคนก็อาจจะหลุดจากบ่าได้ตลอดเวลาเลย” นางพึมพำในใจ ก่อนจะกำหมัดแน่นพร้อมหลับตาลงและนึกถึงอดีต
ด้วยร่างกายแห่งความโกลาหลของนางทำให้นางมีทั้งพลังการต่อสู้ที่เหนือกว่าใครๆ และมีความเข้าใจระดับสูงสุดที่สามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็พลังแบบไหนนางก็สามารถใช้งานมันได้หมด ทำให้ในอดีตคนที่จะเป็คู่ต่อสู้ของนางได้นั้นจะต้องมีคนที่มีระดับการบ่มเพาะมากกว่านางเท่านั้น
คนรุ่นเดียวกันไม่ว่าใครจะมีร่างกายพิเศษแบบไหนหรือทรงพลังเพียงใดเมื่ออยู่ในระดับการบ่มเพาะเดียวกันก็ไม่มีใครที่จะเหมาะสมเป็คู่ต่อสู้ของนางแม้แต่คนเดียวไม่ว่าใครก็ตาม ซึ่งมันทำให้นางในอดีตรู้สึกเบื่อหน่ายเป็อย่างมากแต่เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าแล้วไฟแห่งการต่อสู้ของนางที่จางหายไปแล้วเริ่มกลับมาจุดติดได้อีกครั้งหนึ่ง
กวนจื่อซวนที่อยู่ข้างๆ ไม่ต่างกัน เขาเงียบอยู่สักพัก แต่ั์ตาเปล่งแสงแห่งความมุ่งมั่น พลังงานภายในร่างเขาเริ่มพุ่งทะยานขึ้นอย่างชัดเจน ความอับอายจากความพ่ายแพ้ก่อนหน้านี้ผสมกับความตื่นตระหนกจากภาพตรงหน้าได้จุดเปลวเพลิงบางอย่างในใจของเขาขึ้นมา
ทั้งสองไม่พูดอะไร แต่ต่างคนต่างหันกลับไปเข้าสู่การต่อสู้จำลองอีกครั้ง
