พี่น้องฝาแฝดสองตระกูลเร่งกลับเข้าเมืองหลวง จุดมุ่งหมายคือจวนตระกูลหยาง ซึ่งพวกเขาต้องนำเื่สำคัญที่เพิ่งพานพบ กลับไปหารือกับบิดามารดาเป็การด่วน
ทั้งสี่คนพร้อมผู้ติดตามผ่านเข้าประตูเมืองในปลายยามเซิน ก่อนที่ทหารจะทำการปิดตูประเมืองอย่างเฉียดฉิว เสียงกีบเท้าม้าหยุดลงที่หน้าจวนฉางิ ผู้ติดตามปล่อยให้เ้านายเดินตัวปลิวเข้าจวน ส่วนตนเองนำม้าไปเก็บให้เรียบร้อยค่อยตามไปทีหลัง
หยางเฟิ่งเซียนไม่พูดพร่ำทำเพลง นางเรียกบ่าวคนหนึ่งมาสอบถามว่ายามนี้บิดามารดาอยู่ทีใด “นี่เ้าน่ะ รู้หรือไม่ว่าท่านพ่อ ท่านแม่ของข้าอยู่ที่เรือนใหญ่หรืออยู่ที่ห้องตำรา”
“เรียนคุณหนูนายน้อยกับฮูหยินเพิ่งกลับมาถึงเรือนใหญ่ขอรับ”
“อืม ขอบใจมากเ้าไปทำงานต่อเถิด”
หยางเฟิ่งเซียนหันไปพยักหน้าให้พี่ชายทั้งสาม เมื่อรู้ว่าบิดามารดาหรือน้าสาวกับน้าเขยอยู่ที่ใด จึงเดินไปยังเรือนใหญ่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมกันทุกคน และในหัวของแต่ละคนต่างกำลังคิดหาวิธีต่าง ๆ มากมาย ว่าจะจัดการกับคนตระกูลฉีเช่นไรหากเดินทางไปถึงแคว้นหนานหยาง
อู๋ซูเห็นบุตรฝาแฝดของเ้านายตนเอง เดินเข้ามาพร้อมญาติผู้พี่ด้วยสีหน้าผิดไปจากทุกวัน จึงรีบเปิดประตูเรือนไว้รอและเข้าไปรายงานเ้านาย ที่เพิ่งกลับมาถึงจวนได้เพียงสองเค่อ
“นายน้อย ฮูหยิน คุณชายกับคุณหนูกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ ด้านหลังยังมีคุณชายฟงทั้งสองติดตามมาด้วย เพียงแต่สีหน้าของทุกคนดูแปลกยิ่งนักขอรับ”
หยางไท่ิกับซูอันถึงกับเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกัน เมื่อได้ยินอู๋ซูบอกว่าบุตรหลานของตน กำลังมาพบด้วยสีหน้าแปลกไปกว่าทุกวัน
“เ้าว่าอันใดนะอู๋ซู ลูก ๆ ของข้ากับหลานชายทำสีหน้าแปลก ๆ งั้นหรือ”
ซูอันมิได้แสดงท่าทีใกับสิ่งที่อู๋ซูพูดมากนัก นางเพียงสงสัยเสียมากกว่าว่าวันนี้เด็ก ๆ ทั้งสี่คน ออกนอกเมืองไปจัดการคู่แค้นจากสองตระกูล แล้วพบเจอเหตุการณ์อันใดที่นั่นหรือไม่
“ท่านพี่อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปเลยเ้าค่ะ รอพวกเด็ก ๆ มาบอกเล่าให้ฟัง ย่อมรู้สาเหตุของสีหน้าที่อู๋ซู๋เห็นอย่างแน่นอน”
“นั่นสินะ มีเพียงไม่กี่ครั้งที่เด็กทั้งสี่คนจะมีสีหน้าเคร่งเครียด หากมิใช่เื่เกี่ยวกับการค้าผ้าไหม คงหนีไม่พ้นเื่คนที่อิจฉาริษยา”
สองสามีภรรยานั่งรออยู่ไม่นาน ฝาแฝดทั้งสี่คนก็ก้าวเท้าเข้ามาในเรือนพร้อม ๆ กัน และสีหน้าของพวกเขาก็เป็อย่างที่อู๋ซูพูดจริง ๆ
“ลูกคารวะท่านพ่อ ท่านแม่ขอรับ /เ้าค่ะ”
“คารวะท่านน้า ท่านน้าเขยขอรับ /ขอรับ”
“อืม เซียนเอ๋อร์มานั่งข้าง ๆ พ่อนี่มา ส่วนพวกเ้าสามคนเลือกนั่งกันตามสบายนะ”
หยางเฟิ่งเซียนนั่งลงตรงกลางระหว่างบิดามารดา ด้วยสีหน้าที่ยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิม หยางไท่ิยังไม่ทันได้เอ่ยอันใด กลับเป็ซูอันที่เอ่ยถามบุตรสาวออกมาก่อนสามี
“เอาล่ะ พวกเ้าจะบอกได้หรือยังว่ามีเื่อันใดเกิดขึ้น แต่ละคนถึงได้ทำสีหน้าโกรธแค้นประหนึ่งอยากสังหารคนเช่นนี้ หรือว่าคนที่พวกเ้าตามไปจัดการลงมือไม่สำเร็จกระนั้นหรือ”
ปึก! “ท่านแม่เ้าคะลูกกับพวกพี่ ๆ จะลงมือไม่สำเร็จได้อย่างไร เพียงแต่ภายหลังจากจบเื่นั้นแล้ว จะเรียกว่าบังเอิญหรือโชคดีก็ไม่อาจทราบได้ ขณะที่นั่งรอเวลากลับเข้าเมืองหลวง มีคนกลุ่มหนึ่งแวะพักอยู่อีกด้านของป่าทึบ และสิ่งที่คนกลุ่มนี้ได้พูดคุยกัน คือการตามหาท่านแม่เพื่อ้าสูตรลับการทอผ้าไหมของตระกูลจินเ้าค่ะ”
หยางซิวหรงที่ใบหน้ายังคงเรียบนิ่ง แต่ดวงตากลับมิได้นิ่งอย่างใบหน้า “ท่านพ่อมิได้มีเพียงเื่สูตรลับการทอผ้าไหมเท่านั้น เื่นี้เป็แค่ฉากบังหน้าของคนที่อยู่เื้ั พวกเขาหวังใช้สูตรการทอผ้าไหมในการหาเงิน เพื่อใช้ซื้อเสบียงจำนวนมากให้กับกองทัพ จากนั้นจะส่งกองทัพมาบุกยึดแคว้นเป่ยชางขอรับ”
“เ้าว่าอะไรนะอาหรง ใครคือคนที่้ายึดแคว้นเป่ยชาง มันเป็ใครถึงได้บังอาจ้าทั้งสองอย่างเช่นนี้!”
ฟงเสวี่ยหลินช่วยยืนยันเื่ที่ญาติผู้น้องบอกกับน้าหญิงของตน “ท่านน้าเขยที่เซียนเอ๋อร์กับอาหรงพูดมาล้วนเป็เื่จริงขอรับ พวกเราจับตัวคนกลุ่มนั้นและเค้นเอาความจริงแล้ว คนที่อยู่เื้ัเื่ดังกล่าวเป็ตระกูลฉี ผู้นำตระกูลอยู่ในตำแหน่งเสนาบดีกรมขุนนาง ส่วนอีกคนเป็สนมคนโปรดของฮ่องเต้แคว้นหนานหยางขอรับ”
ปัง! “ฮ่องเต้สุนัขหยวนเจี้ยน! ช่างหูเบาเชื่อคำพูดสตรีเ้าเล่ห์ไม่ลืมหูลืมตา สูตรลับการทอผ้าไหมก็อยากได้ เห็นแคว้นเป่ยชางราษฎรกินดีอยู่ดีก็อยาก เหตุใดแคว้นหวู่ถึงไม่ยึดครองหนานหยางไปเสีย ปล่อยให้พวกมันได้ลืมตาอ้าปาก เพื่อคิดบุกเป่ยชางของพวกเราได้อย่างไร” หยางไท่ิที่เคยไปสืบเื่ของแคว้นหนานหยางที่ชายแดน นึกเสียดาแทนแคว้นหวู่ยิ่งนัก ที่ไม่ยึดหนานหยางเป็เมืองขึ้นไปเสีย
ฟงเหยาเหวินคิดในมุมมองอย่างคนบัณฑิต “หลานคิดว่าที่แคว้นหวู่ไม่ยึดเอาหนานหยางเป็เมืองขึ้น เพราะเห็นแก่ราษฎรที่ต้องเดือดร้อนจากศึกา และคิดว่าฮ่องเต้แห่งหนานหยาง จะคิดได้เื่การปกครองบ้านเมืองให้ดีก็เป็ได้ขอรับ”
ซูอันที่นั่งฟังความเห็นของทุกคน ที่พูดถึงเื่ที่มีตระกูลของตนเข้าไปเกี่ยวข้อง และยังเกี่ยวโยงไปถึงการทำาระหว่างแคว้น เื่านางย่อมปล่อยให้ราชสำนักตัดสินใจ แต่คนที่คิดเข้ามายุ่งกับตระกูลจินของนาง อย่าได้อยู่อย่างมีความสุข
“สันดรนั้นขุดง่ายแต่สันดานชั่วนั้นคงขุดไม่ขึ้นแล้ว คนโง่ย่อมตกเป็เหยื่อของฉลาดอยู่วันยังค่ำ บุรุษแม้จะคิดว่าตนนั้นฉลาดล้ำ แต่สุดท้ายยังพ่ายแพ้ให้กับมารยาของสตรีอยู่ดี
ท่านพี่ท่านกับอาหลินนำเื่แคว้นหนานหยาง รีบเข้าวังหลวงไปถวายรายงานต่อฝ่าาเถิด แม้ยามนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวทางทหาร แต่ควรมีรับสั่งไปถึงแม่ทัพประจำชายแดน ให้ตรึงกำลังและเฝ้าระวังไว้ย่อมดีกว่าไม่ป้องกันนะเ้าคะ
ส่วนตระกูลฉีของเสนาบดีกรมขุนนาง รวมถึงบุตรสาวที่เป็ถึงกุ้ยเฟยนางนั้น คนแถวนี้คงอยากไปจัดการด้วยตนเองกระมัง แม่พูดถูกหรือไม่เล่าอาหรง เซียนเอ๋อร์”
หยางซิวหรงมิได้ตอบมารดาแต่เขากลับมองไปที่น้องสาว เพื่อยกหน้าที่การตัดสินใจเื่นี้ให้กับนาง และแน่นอนว่าหยางเฟิ่งเซียนไม่มีทางปฏิเสธ
“ลูกกับพี่ใหญ่จะเดินทางไปแคว้นหนานหยาง และลงมือจัดการกับตระกูลฉีด้วยตนเองเ้าค่ะ เพราะพี่เสวี่ยหลินคงต้องรับผิดชอบด้านทหาร ส่วนการค้าผ้าไหมก็ต้องฝากพี่เหยาเหวิน ช่วยดูแลแทนพวกเราสองคนไปก่อนนะเ้าคะ”
หยางไท่ิได้ยินว่าบุตรสาวคนงาม ้าเดินทางไปแคว้นหนานหยางก็คิดเอ่ยห้าม แม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าบุตรสาวมีนิสัยเหมือนมารดามากเพียงใด
“แต่ว่าเซียนเอ๋อร์เื่นี้มันอันตรายเกินไปหรือไม่ลูกพ่อ หากอีกฝ่ายมีอำนาจและกำลังคนมากกว่า พวกเ้าจะหลบหนีกลับมาได้อย่างไร พ่อว่า...”
“ท่านพี่เ้าคะ ท่านอย่าลืมการสังหารคนของข้า ที่เกิดขึ้นในแคว้นหยวนซิ่งในยามนั้นสิเ้าคะ”
[ใช่ ๆ ๆ นายท่านจะดูถูกอาวุธที่จีจี้หามาไม่ได้นะ ลองมีใครกล้าลงมือกับคุณชายและคุณหนูของจีจี้ดูสิ ทั้งแคว้นจีจี้จะส่งะเิให้คุณหนูทำลายให้ราบก็ยังได้นะ หึ]
“อ้อ พี่ลืมไปได้อย่างไรนะ หากมีอาวุธร้ายแรงเ่าั้ของอันอัน พวกลูก ๆ ย่อมไม่ถูกจัดการได้โดยง่าย แต่ถึงอย่างไรพวกลูกสองคนก็ต้องระวังตัว คิดการอันใดควรรอบคอบให้มาก เข้าใจหรือไม่”
ซูอันพูดเื่กิจการของตระกูลจินกับบุตรทั้งสอง จนฉุกคิดขึ้นได้เื่เครื่องมือสื่อสารทางไกล แม้จะมั่นใจในฝีมือทั้งสองคน แต่ความเป็ห่วงย่อมของบิดามารดาย่อมเป็เื่ปกติ
“เื่การค้าพวกลูกไม่ต้องห่วงแม่จะช่วยดูแลให้ชั่วคราว เพราะอีกไม่กี่วันพี่เหยาเหวินของพวกเ้า จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งขุนนางจากฝ่าาแล้ว จะให้มาคอยดูแลเื่การค้าคงไม่เหมาะนัก
ถึงแม่จะอนุญาตให้พวกลูกไปแคว้นหนานหยางได้ แต่แม่ก็ยังเป็ห่วงพวกเ้าอยู่ดี ประเดี๋ยวแม่ลองถามจีจี้ดูสักหน่อย ว่ามีอุปกรณ์ไว้ติดต่อสื่อสารระยะไกลหรือไม่ จีจี้เ้าคงได้ยินเื่ที่ข้าพูดแล้ว ลองค้นหาให้ข้าว่ามีสิ่งที่สามารถนำมาใช้ได้บางไหม”
[นายหญิงจีจี้เตรียมไว้ั้แ่ได้ยินท่านพูดประโยคแรกแล้วเ้าค่ะ นั่นก็คือป้ายหยกขนาดเล็กปุ่มตรงกลางเป็อำพันสีแดง มีไว้กดเพื่อพูดคุยผ่านหยกสื่อสาร ไม่ว่าจะอยู่ไกลถึงต่างแคว้นก็สามารถพูดคุยได้ตลอดเวลา หากคุณชายกับคุณหนูมีเื่อยากปรึกษากับนายหญิง ย่อมใช้วิธีตามที่จีจี้บอกไปเ้าค่ะ]
จีจี้ไม่พูดเปล่าแต่ส่งป้ายหยกสื่อสารออกมาบนโต๊ะ เพื่อเป็การยืนยันว่านี่คืออุปกรณ์สื่อสารที่ตนหามาได้ เมื่อหยางเฟิ่งเซียนหยิบขึ้นมาถือไว้หนึ่งชิ้น ส่วนอีกชิ้นอยู่ในมือของซูอัน จากนั้นจึงได้ทดลองพูดคุยผ่านป้ายหยกต่อหน้าทุกคน
“เซียนเอ๋อร์ ๆ”
“ว้าววว ท่านแม่นี่มันวิเศษเกินไปแล้วเ้าค่ะ ผู้ช่วยของท่านแม่ช่างเก่งกาจยิ่งนัก หากมีเ้าสิ่งนี้พวกท่านก็ไม่ต้องทนคิดถึงลูกกับพี่ใหญ่แล้วนะเ้าคะ”
หยางซิวหรงกับคนสองพี่น้องตระกูลฟง ยังอดตะลึงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ แม้ก่อนหน้าจะได้รับแหวนมิติกันไปแล้วก็ตาม แต่ครั้งนี้ย่อมแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ซูอันยื่นป้ายหยกในมือของตนให้บุตรชาย และไม่ลืมกำชับเื่การดูแลน้องสาวของเขา “อาหรงเ้ารับไปสิ วันนี้พวกลูกเตรียมสัมภาระให้เรียบร้อยเสีย พรุ่งนี้จะได้ออกเดินทางแต่เช้า จัดการทุกอย่างได้เร็วย่อมเป็เื่ดีที่สุด”
“ขอรับท่านแม่ ท่านไม่ต้องห่วงลูกจะดูแลน้องเล็กให้ดีที่สุด เมื่อจัดการตระกูลฉีแล้วจะรีบเดินทางกลับทันทีขอรับ” หยางซิวหรงรับปากมารดาอย่างหนักแน่น แต่ภายในใจเขารู้ดีว่าน้องสาวไม่ชอบให้ปกป้อง
ส่วนหลานชายทั้งสองมีหรือซูอันจะปล่อยให้น้อยใจ ในเมื่อญาติผู้น้องมีพวกเขาสองคนย่อมต้องมีด้วยเช่นกัน พอท่านน้าของตนยื่นป้ายหยกสื่อสารมาตรงหน้า ดวงตาสองคู่เปล่งประกายด้วยความดีใจอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณท่านน้าขอรับ /ขอบคุณท่านน้าที่เข้าใจพวกข้าขอรับ”
หลังจากได้ข้อสรุปเื่ของแคว้นหนานหยาง การแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนจึงตามมา ซึ่งหยางไท่ิจะทำตามที่ซูอันบอกกับตน เพื่อขอให้ฮ่องเต้มีพระวินิจฉัยเื่ชายแดนด้วยพระองค์เอง
“เอาล่ะ อาหรงกับเซียนเอ๋อร์กลับไปเตรียมสัมภาระ ส่วนพ่อกับอาหลินจะรีบไปเข้าเฝ้าฝ่าา แล้วก็เ้าอาเหวินรีบกลับไปบอกท่านปู่ รวมถึงบิดาของเ้าให้ตามเข้าวังหลวงโดยเร็วน้าเขยจะรออยู่ที่นั่น”
“ขอรับท่านพ่อ / เ้าค่ะท่านพ่อ /ขอรับท่านน้าเขย /ข้าทราบแล้วขอรับท่านน้าเขย”
หยางเฟิ่งเซียนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเกือบลืมเื่สำคัญอีกหนึ่งเื่ ยังดีที่เพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าวและหันมาหาบิดามารดา “ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกเกือบลืมไปเสียสนิทเื่ที่ลูกกับพี่ชาย ช่วยกันจับตัวคนของตระกูลฉีไว้ได้ รบกวนท่านพ่อนำตัวพวกเขาไปขังไว้ หรือจะพาไปเข้าเฝ้าเสด็จปู่เพื่อยืนยันเื่ที่เกิดขึ้นด้วยก็ได้เ้าค่ะ”
พรึบ! ตุบ พรึบ! ตุบ
“เหตุใดทุกคนถึงได้หมดสติเช่นนี้ล่ะลูก?” หยางไท่ิเอ่ยถามบุตรสาว เมื่อเห็นหวนเจิงกับลูกน้องถูกปล่อยออกจากมิติ แต่ทั้งหมดกับสลบไสลทุกคนเสียอย่างนั้น
“แหะ ๆ ๆ ลูกให้พี่ชายทุบให้สลบก่อนเก็บพวกเขาเข้ามิติเ้าค่ะ เพราะพวกลูกไม่รู้จะเอาตัวกลับมาได้อย่างไร จึงนึกถึงแหวนมิติของท่านแม่ที่มอบให้เ้าค่ะ”
“อืม ดีแล้วที่ลูกยังคิดหาทางออกได้ พวกลูกไปจัดการเื่ของตนต่อเถิด ส่วนคนพวกนี้เดี๋ยวพ่อให้อู๋ซูกับอู๋ซวนจัดการเอง”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านพ่อ”
หยางไท่ิหันไปส่งยิ้มบางให้ฮูหยินคนงาม และหันไปทางคนสนิทอย่างอู๋ซูที่ทำตามคำสั่งโดยไม่ต้องรอ จากนั้นหยางไท่ิจึงเดินตามบุตรหลานของตนออกไป
สองเื่นี้เป็เื่ใหญ่และสำคัญไม่น้อย การเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อหารือในเบื้องต้นย่อมสำคัญไม่แพ้กัน จะได้มีแผนการสำรองรับมือกับพวกขุนนางกังฉิน ที่จ้องหากินกับเงินทองของกองทัพได้ทันการณ์
