ยามราตรีในฤดูหนาวมีหยาดฝนโปรยปราย เมื่อรุ่งขึ้นฝนก็หยุดตก ทว่ากลับเย็นฉ่ำเป็อย่างยิ่ง
ใน่ต้นของเหมันตฤดู ถึงแม้ว่าทางภาคใต้นั้นอุณหภูมิจะไม่ได้ลดต่ำจนเหลือศูนย์ พื้นดินมิได้เคลือบด้วยน้ำแข็ง ลมมิได้พัดพาบาดผิวเช่นภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ทว่าเพียงมีหยาดฝนโปรยปรายสักครั้งก็จะไม่เห็นแสงอาทิตย์อีก อากาศจะแปรเปลี่ยนเป็หนาวเหน็บเย็นชื้น พาให้คนรู้สึกว่าผ้าห่มที่ใช้ห่มในยามราตรีนั้นชื้นแฉะ เสื้อผ้าที่ซักล้างก็มิอาจแห้งภายในสองสามวัน
ด้วยสภาพอากาศเช่นนี้ มีชาวบ้านน้อยคนนักที่จะออกไปทำงานั้แ่เช้าจรดค่ำ ทุกคนมักจะรอให้ถึงยามเที่ยงตรงที่อุณหภูมิอุ่นขึ้นมาหน่อยค่อยออกจากบ้านไปท้องนา
หลายปีที่ผ่านมา เพื่อเอาชีวิตให้รอดผ่านฤดูหนาวคนในหมู่บ้านหวังจึงมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีอายุต่ำกว่าสามขวบ ผู้ใหญ่จะกลัวเหลือเกินว่าลูกหลานจะต้องลมเย็นจนป่วยไข้ หากตัวร้อนเมื่อใดย่อมเป็อันตรายถึงชีวิต
ปีนี้ชาวบ้านหมู่บ้านหวังต้องขอบคุณพรจากหลี่ชิงชิง ด้วยอาศัยเงินมากมายที่ได้จากการขายพริกสับดอง ทุกคนจึงมีเสื้อกันหนาวที่ช่วยเก็บอุณหภูมิให้ร่างกายอบอุ่น ต่อให้อยู่ในบ้านมิได้จุดเตาผิงเพื่อเพิ่มความร้อน ก็สามารถอยู่ได้โดยไม่รู้สึกหนาวเย็นเลยสักนิด
คนที่มิได้ขาดแคลนอาหารก็มักจะได้หั่นเนื้อกินปลาอยู่เป็ประจำ ชีวิตความเป็อยู่ของเขามิได้ด้อยไปกว่าตระกูลคหบดีในตำบลเลย
หวังต้าเหน่าไต้ถูกบิดาของเขานามหวังเอ้อร์สั่งให้ไปซื้อเนื้อสัตว์พร้อมสุราในตำบลชิงอวี๋
มิใช่เพราะหวังเอ้อร์ตะกละ แต่เป็เพราะวันนี้ว่าที่พ่อตาและพี่เขยในอนาคตของหวังต้าเหน่าไต้จะมาเยือน เพื่อหารือเื่มงคลระหว่างสองตระกูล
หวังต้าเหน่าไต้สวมชุดกางเกงขายาวผ้าฝ้ายสีเทาใหม่กว่าเจ็ดส่วน ชายหนุ่มเกรงว่าจะถูกฝนจึงสวมหมวกงอบเอาไว้ด้วย มือซ้ายถือตะกร้าที่ด้านในบรรจุหมูสามชั้นหนักสามจินเอาไว้ รวมถึงสุราหนึ่งไหและน้ำตาลถุงเล็ก
เพิ่งจะเดินถึงทางเข้าประตูหมู่บ้าน ก็พบกับบุรุษในชุดคลุมตัวยาวสีน้ำเงินเข้มสองคนกำลังออกมาจากหมู่บ้าน พวกเขาลากล่อไปพลางปากก็สบถด่าไปด้วย
“มารดามันเถิด ไอ้สารเลวหม่าชิงได้กว้านซื้อพริกสับดองจากคนในหมู่บ้านหวังไปจนหมดแล้ว!”
“หากก้นของเขามีหาง มารดาของเขาคงฉลาดยิ่งกว่าลิง!”
“เดิมทีข้ากับเ้าเหน็ดเหนื่อยจากการค้นหามาสองวันกว่าจะดั้นด้นมาจนถึงหมู่บ้านแห่งนี้ได้ ผู้ใดจะรู้ว่าเื่จะจบแค่นี้ เสียแรงที่พยายามไปสองวันอย่างเสียเปล่า”
“นางแพศยาหลี่ซื่อผู้นั้นก็เช่นกัน นางต้องสมรู้ร่วมคิดกับไอ้สารเลวหม่าชิงเป็แน่ เฮอะ หลี่ซื่อมีตำรับใหม่ๆ อันใดก็เอาแต่ขายให้แค่หม่าชิง ข้าว่านะ ความสัมพันธ์ของหลี่ซื่อกับหม่าชิงต้องมีลับลมคมใน ไม่บริสุทธิ์ใจเป็แน่!”
“รอให้ข้ากลับเข้าเมืองไปรายงานนายท่านเสียก่อนเถิดว่าหลี่ซื่อคือภรรยาเก็บของหม่าชิง ที่การค้าของหม่าชิงประสบความสำเร็จเช่นนี้ก็เพราะว่าเขาใช้ร่างกายของตนเองแลกมา”
บุรุษสองคนนี้มีคิ้วตาที่เ้าเล่ห์ราวกับหนู แค่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่ามิใช่คนดีอันใด ปากก็ยังสกปรกเกินจะกล่าวอีกด้วย
หวังต้าเหน่าไต้ตั้งใจฟังอย่างละเอียด สุดท้ายเมื่อสรุปได้ว่าคนที่พวกเขากำลังด่าเหมือนจะเป็หลี่ชิงชิง วินาทีนั้นโทสะพลันพุ่งขึ้นสมอง เตรียมที่จะด่ากลับทันที
บุรุษทั้งสองเดินผ่านหวังต้าเหน่าไต้ไป เมื่อยกเท้าดันร่างตัวเองขึ้นล่อได้ก็เตรียมจะจากไปทันที
“พวกเ้ากล้าวิพากษ์วิจารณ์คนในหมู่บ้านของเรากลางวันแสกๆ! ไร้ยางอาย!” หวังต้าเหน่าไต้เห็นว่าทั้งสองกำลังจะหนีไป ชายหนุ่มก็วางตะกร้าลงบนพื้น คว้าหินสองก้อนขึ้นมาอย่างสะเปะสะปะ ก่อนจะเขวี้ยงใส่แผ่นหลังของสองคนนั้นทันที
“โอ๊ย!” หลังของบุรุษคนหนึ่งถูกหินขนาดเท่ากำปั้นตกกระทบ
ส่วนหินอีกก้อนนั้นไพล่ไปถูกขาขวาของล่อที่กำลังวิ่งเหยาะๆ อยู่ เ้าล่อกรีดร้องด้วยความเ็ปและเสียขวัญ มันวิ่งทะยานไปข้างหน้าทันที
“กล้าตีข้าหรือ?”
“ไอ้สารเลวที่ไหนกล้าตีล่อของข้า!”
ยามที่หวังต้าเหน่าไต้เห็นว่าหนึ่งในสองคนนั้นเลี้ยวล่อกลับมาเพื่อท้าตีกับเขา ชายหนุ่มก็หาได้กลัวไม่ เขาหันหน้าวิ่งโร่เข้าไปในหมู่บ้านพลางร้องะโว่า “ช่วยด้วย มีคนชั่วลอบทำร้ายคนอื่น!”
ส่วนบุรุษอีกคน ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะหยุดล่อที่กำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่งให้กลับมาได้ ทว่ายามที่กลับมาก็ต้องพบว่ามีบุรุษร่างกำยำวิ่งออกมาจากบ้านสองหลังที่อยู่บริเวณหน้าประตูหมู่บ้าน พร้อมจอบและเสียมครบมือ ชายที่ขี่ล่อผวาใจนะโเสียงสูงว่า “วีรบุรุษย่อมไม่ยอมเสียเปรียบอย่างสูญเปล่า พวกเรา รีบหนีเร็วเข้า!”
เขาไม่รอสหายร่วมงานเลยแม้แต่น้อย หันล่อกลับไปได้ก็วิ่งหนีนำไปก่อนทันที
สหายอีกคนของเขาย่อมไม่กล้าต่อกรกับชาวบ้านสกุลหวังอยู่แล้ว ชายหนุ่มรีบร้อนกลับหัวล่อ สั่งให้มันวิ่งเข้าถนนเส้นหลัก ไม่เหลียวกลับมามองแม้แต่หางตา
หวังต้าเหน่าไต้เกรงว่าล่อจะเตะคนจนาเ็เอาได้ เขาจึงไม่กล้าไล่ตามไป ทว่ายังคงเขวี้ยงหินใส่ชายคนนั้น ครานี้โยนโดนหลังศีรษะของบุรุษคนนั้นเข้าพอดิบพอดี รุนแรงจนชายคนนั้นกรีดเสียงร้องดังลั่นอย่างน่าอนาถ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านจนเกือบจะตกจากล่อแล้ว
หวังต้าเหน่าไต้ะโด้วยความภาคภูมิใจว่า “สมน้ำหน้า!”
ยามที่ชาวบ้านตามมาสมทบ ทั้งสองคนนั้นก็ขี่ล่อหนีไปจนถึงถนนสายหลักแล้ว จะให้ไล่ตามไปตอนนั้นก็ตามไม่ทันแล้ว
หวังต้าเหน่าไต้เอ่ยด้วยความโกรธว่า “บุรุษสองคนเมื่อครู่ด่าสะใภ้สกุลหลี่ของบ้านข้า ด่าได้หยาบคายและไม่เข้าหูยิ่ง”
“เ้าหมายถึงหลี่ซื่อหรือ?”
“ใช่ ข้าได้ยินพวกเขาบอกว่าหลี่ซื่อขายพริกสับดอง... ออกไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว” หวังต้าเหน่าไต้ย่อมไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าหากเอ่ยโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีจะเป็การทำลายชื่อเสียงของหลี่ชิงชิงเข้า จึงไม่ได้เอ่ยนามของหม่าชิงต่อหน้าทุกคน
สายตาของชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์เต็มไปด้วยความงุนงง “พริกสับดองหรือ?”
ยามนั้นเองก็ปรากฏร่างของชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นมา สีหน้าของพวกเขาฉายแววตึงเครียด “เมื่อครู่ข้าเห็นสองคนนั้นไปที่บ้านของหวังเจากับหวังฉิว”
“หวังเจากับหวังฉิวรู้จักพวกเขาหรือ?”
“หลี่ซื่อมิได้ช่วยหวังเจาและหวังฉิวขายพริกสับดอง ดังนั้นเขาก็เลยรวมหัวกันด่าหลี่ซื่อกับคนนอกหมู่บ้านสองคนนั้นหรือ?”
“หวังเจา หวังฉิวนี่นับเป็ตัวอันใดกัน หากไม่มีหลี่ซื่อแล้ว แม้แต่พริกสับดองคือสิ่งใด พวกเขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ!”
“ไป พวกเราไปที่บ้านของหวังเจา หวังฉิวแล้วถามให้รู้เื่กัน!”
เหล่าชาวบ้านยกย่องหลี่ชิงชิงให้เป็ดั่งผู้มีพระคุณสูงสุด ดังนั้นแล้วพวกเขาจะยอมทนมองชื่อเสียงของนางถูกทำลายจนยับเยินได้อย่างไร สุดท้ายเหล่าชาวบ้านจึงพกความโกรธบุกไปหาหวังเจาหวังฉิวถึงบ้าน
ในเวลานั้นหวังเจากำลังหุงข้าวทำอาหาร มิใช่ว่าเขาหย่าขาดจากภรรยาแล้วหรอกหรือ ชายหนุ่มจึงต้องเป็ทั้งบิดาและมารดาให้กับบุตร เมื่อได้ยินเจตนาของชาวบ้านที่บุกมาหา เขาก็เอ่ยตอบด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีนักว่า “ข้าไม่รู้จักพวกเขา ไม่รู้ว่าพวกเขาไปฟังข่าวจากผู้ใดมาว่าบ้านข้ามีพริกสับดอง สองคนนั้นยินดีจะจ่ายให้ข้าถึงยี่สิบเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจิน ทว่าพริกสับดองของข้าถูกขายด้วยราคาที่ต่ำกว่าจนหมดเกลี้ยงไปก่อนหน้านั้นแล้ว พวกเขาฟังจบก็เบือนหน้าจากไปทันที ทำไมหรือ พวกเ้าจะมาหัวเราะเยาะที่ข้าขายพริกสับดองในราคาถูกอีกแล้วใช่หรือไม่?”
วันคืนของหวังฉิวเองก็หาได้ผ่านไปอย่างง่ายดายนัก ก่อนที่ภรรยาของเขาจะหย่าขาด นางได้ลอบขโมยเงินจากบ้านไปจนหมดเกลี้ยง ยามนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวของหวังฉิวไม่ได้มีเงินมากนัก เขาต้องเลี้ยงทั้งลูก ทั้งยังต้องผ่านฤดูหนาวนี้ไปให้ได้ ดังนั้นแม้แต่ข้าวสวยธรรมดาเขาก็มิอาจได้กิน อาหารที่ต้มอยู่ในหม้อก็เป็เพียงโจ๊กใสๆ เท่านั้น
คำตอบของหวังฉิวเหมือนกับหวังเจา ทว่าเขากลับตอบตัวตนของชายผู้ขี่ล่อสองคนนั้นได้ “พวกเขามาจากเมืองเซียง หัวหน้าของพวกเขาแซ่หู และเปิดเหลาอาหารใหญ่อยู่ในเมืองเซียง”
ทันทีที่ทุกคนได้ยินก็ได้รู้ว่าพวกเขามาจากเมืองเซียง
แม้แต่คนในเมืองเซียงก็รู้จักพริกสับดองแล้วหรือ?
พริกสับดองที่พวกเขาทำสามารถขายได้ในราคายี่สิบเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจินเชียวหรือ?
“เป็ไปไม่ได้ที่จะขายได้เงินมากมายขนาดนี้ สองคนนั้นต้องหลอกหวังเจากับหวังฉิวแน่”
“หนึ่งจินราคายี่สิบเหรียญทองแดง แพงกว่าเนื้อไก่อีกหรือ? ข้าไม่เชื่อ”
หวังต้าเหน่าไต้ยืนกรานอย่างเด็ดเดี่ยว “พวกเขามิอาจซื้อพริกสับดองได้สำเร็จ จึงะเิโทสะใส่พี่สะใภ้หลี่ของข้า เดิมทีพวกเขาก็มิใช่คนดีอันใด!”
“ไม่ผิด ข้าว่าเื่นี้ต้องบอกให้หลี่ซื่อรู้ ให้นางได้รู้และเตรียมใจเอาไว้ก่อน”
“เราต้องไปแจ้งผู้นำตระกูลด้วย หลี่ซื่อช่วยพวกเราหาเงินได้มากขนาดนี้ คนนอกเห็นย่อมอิจฉาริษยาจนอยากจะทำร้ายนางได้”
หวังต้าเหน่าไต้เอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง “ไป พวกเราไปบ้านท่านลุงห้ากันเถิด”
ทุกคนพากันเดินตามไปทันที
พวกเขารู้สึกว่าไม่เพียงแต่ต้องแจ้งหลี่ซื่อเท่านั้น เื่นี้ยังต้องบอกให้คนในสกุลหวังทุกคนได้ทราบด้วย หลี่ซื่อเป็สะใภ้ของครอบครัวตระกูลหวัง หวังเฮ่ามิได้พำนักที่บ้านในระยะยาว ดังนั้นพวกเขาย่อมมิอาจทำให้ครอบครัวตระกูลหวังเข้าใจในตัวหลี่ซื่อผิด มิอาจทำให้วันคืนในสกุลหวังของหลี่ซื่อแปรเปลี่ยนเป็เลวร้ายได้
กระทั่งมาถึงบ้านตระกูลหวัง หวังต้าเหน่าไต้ก็ทวนบทสนทนาระหว่างบุรุษสองคนนั้นให้นางฟังอีกครั้ง
“ที่แท้ก็คือตระกูลหูจากเมืองเซียงนี่เอง” สีหน้าของหลี่ชิงชิงแปรเปลี่ยน คิดไม่ถึงว่าสกุลหูคู่แข่งทางการค้าของหม่าชิงจะหาหมู่บ้านหวังพบได้เร็วถึงเพียงนี้
