สี่พี่น้องพร้อมผู้ติดตามที่นั่งพักยังไม่ทันขยับตัว พวกเขากลับได้ยินเสียงคนกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังขี่ม้ามาทางลำธารเพื่อหยุดพักการเดินทาง แต่บทสนทนาที่ทุกคนได้ยินกลับสร้างความขุ่นเคือง และเกิดความอาฆาตในใจของทุกคนทันที
“นี่หวนเจิงเ้าแน่ใจนะว่าข่าวที่ได้รับจากเมืองผู่เถียน เื่ที่ว่าผู้ที่คิดค้นลวดลายอันวิจิตรงดงามบนผืนผ้าไหม นางย้ายมาอยู่จวนของสามีในเมืองหลวงน่ะ”
หวนเจิงมิได้มองสหายเพียงแค่ตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “กัวเฉินเ้าคิดว่าการสืบข่าวของกัวไห่เป็เื่โกหกหรือ เ้าทำงานร่วมกันมานานหลายปีถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่เชื่อว่าข่าวที่กัวไห่ได้มาเป็เื่จริง”
“เพราะครั้งนี้เ้ามิได้ไปสืบข่าวด้วยตนเอง จึงคิดว่าข่าวจากสหายเป็เื่โกหกกระมัง กัวเฉินหากเ้าอยากทำหน้าที่สืบข่าว เหตุใดไม่บอกหัวหน้าั้แ่แรกล่ะ” ฉายเกาผู้หมั่นไส้กัวเฉินที่มักจะอวดเก่งอยู่บ่อยครั้ง ถึงกับประชดประชันให้กับท่าที่ของกัวเฉินในเื่นี้
“ฉายเกาเ้าหมายความว่าอย่างไร ที่ข้าพูดเช่นนั้นก็แค่เป็ห่วงกัวไห่ เกรงจะถูกข่าวลวงจากชาวบ้านมิได้มีเจตนาอื่น”
หวนเจิงไม่อยากให้เกิดการทะเลาะกันเอง เขาจำเป็ต้องหยุดการถกเถียงโดยเร็ว “พอได้แล้ว แยกย้ายกันไปหาหญ้าและพาม้าไปกินน้ำซะ พวกเราจะหยุดพักที่นี่เพียงหนึ่งเค่อ เพราะต้องเร่งเดินทางเข้าเมืองหลวงก่อนฟ้ามืด”
“ขอรับหัวหน้า /ขอรับ หึ”
ส่วนคนอีกกลุ่มที่อยู่ด้านหลังป่าทึบ สีหน้าแต่ละคนยามนี้บ่งบอกว่า กำลังมีคนยื่นมือเข้ามายุ่งกับตระกูลของมารดา โดยเฉพาะหยางเฟิ่งเซียนที่ถูกพี่ชายจับตัวไว้แน่น
‘หนอยย เ้าพวกสารเลวคิดจะแย่งชิงสูตรลับของท่านแม่ข้า พวกเ้าอยากตายไม่เหลือร่างให้ฝังแล้วใช่ไหม’
‘น้องเล็ก ๆ อย่าเพิ่งใจร้อนเลยนะ พวกเราก็โกรธไม่น้อยไปกว่าเ้าเช่นกัน แต่ข้อมูลเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอ เราต้องเค้นเอาชื่อผู้บงการมาให้ได้เสียก่อน จากนั้นกลับไปปรึกษากับท่านพ่อท่านแม่ ว่าควรจัดการเื่นี้อย่างไรดีหรือไม่’
‘ใช่แล้วเซียนเอ๋อร์อาหรงพูดถูก หากรีบร้อนสังหารพวกมันละก็ เราจะไม่รู้เลยว่าใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้ เอาเป็ว่าพวกพี่จะไปจับตัวพวกมันเอง แล้วพาตัวมาให้เ้าไต่สวนเค้นความจริงเป็อย่างไร เ้าจะใช้วิธีการทรมานเช่นไรล้วนตามใจเ้า’
‘ฟู่ ก็ได้เ้าค่ะ พวกท่านอย่าลงมือจนเชลยเจ็บหนัก ไม่เช่นนั้นข้าคงไต่สวนไม่สนุกกันพอดี’
‘รับคำสั่งขอรับคุณหนูหยาง’
ยามนี้บุรุษเืร้อนทั้งเจ็ดคน ได้แยกออกเป็สองกลุ่มเพื่อล้อมพวกหวนเจิง ที่กำลังนั่งพักจากการเดินทางมาไกล ยังไม่ทันหายเหนื่อยก็ต้องรีบรวมตัวกัน เมื่อเห็นว่ามีแขกมาเยือนโดยไม่ทราบสาเหตุ
พรึบ! พรึบ! ชิ้ง ชิ้ง
หยางซิวหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเ็า “หึ ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนจากต่างแคว้น”
“พวกเ้าคิดจะทำอะไร เหตุใดถึงพาคนมาล้อมพวกข้าไว้เช่นนี้ ข้ามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักพวกเ้ามาก่อน” หวนเจิงที่จับดาบในมือไว้แน่น ถามกลับหยางซิวหรงอย่างสงสัย
“ถูกต้องระหว่างพวกเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่บังเอิญว่าเื่ที่พวกเ้าเพิ่งพูดไปมันเกี่ยวกับพวกข้าโดยตรง ดังนั้นข้ากับน้องชายจึงอยากมาทำความรู้จักกับเ้าเสียหน่อย” ฟงเสวี่ยหลินเป็ผู้ตอบหวนเจิง
ฟงเหยาเหวินที่คอยสังเกตสายตาท่าทางของกลุ่มหวนเจิง เมื่อเห็นว่ากัวเฉินคิดจะขยับตัวก็รีบเอ่ยข่มขู่อีกฝ่ายเสียก่อน
“เ้าอย่าได้คิดขยับเพื่อหาทางหลบหนี เพราะนอกจากดาบที่อยู่ในมือพวกข้าแล้ว ยังมีอาวุธลับที่สามารถสังหารเ้าได้ในพริบตา หรือถ้าอยากตายก็ลองดูได้ข้ายินดีใช้มันให้พวกเ้าได้เห็นเอง”
หวนเจิงที่ยังคิดทบทวนคำพูดของฟงเสวี่ยหลิน ที่เพิ่งบอกว่ามีส่วนเกี่ยวกับผ้าไหม ยิ่งสร้างความสงสัยปนอยากรู้เพิ่มขึ้นไปอีก “พวกเ้าได้ยินสิ่งที่พวกข้าพูดคุยกันทั้งหมดเช่นนั้นหรือ แล้วพวกเ้าเกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลจิน”
“คำตอบที่เ้าอยากได้มีคนอีกผู้หนึ่ง กำลังรอพบเพื่อ้าสอบถามเื่บางอย่าง และคนผู้นั้นจะเป็คนตอบคำถามของเ้าเอง ทุกคนอย่าเสียเวลาไปมากกว่านี้ ถ้าจับเป็ไม่ได้ก็สังหารทิ้งซะ” หยางซิวหรงไม่อยากให้น้องสาวรอนานไปกว่านี้ มิเช่นนั้นโทสะของนางที่มีคงตามมาเป็แน่
“ได้เลยอาหรงพวกข้าสองคนคันไม้คันมือมานานแล้ว อาเหวินเ้าอยากจัดการคนไหนเลือกได้ตามใจ แต่ไอ้ตัวหัวหน้าข้าจองแล้วนะ”
“เหอะ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าอยากจัดการผู้ใด เช่นนั้นข้าขอจัดการเ้านั่นก็แล้วกัน ดูท่าทางน่าหมั่นไส้เสียเหลือเกิน”
กัวเฉินเมื่อมีคนมาโอ้อวดความเก่งกาจต่อหน้าตน ยิ่งสร้างความไม่พอใจและกระตุ้นให้มีโทสะได้ง่าย
“หนอยยย คิดจะจับตัวพวกข้าเช่นนั้นหรือ ถ้าพวกเ้าคิดว่าตนเองมีฝือมือก็เข้ามา อย่ามัวเก่งแต่ปากอยู่เลย”
“ได้ ขอข้าชมฝีมือเ้าสักหน่อยเถิด ย๊า!”
เมื่อฟงเหยาเหวินหยิบพัดเหล็กของตนขึ้นมา ก็หมุนตัวสะบัดอาวุธลับที่ซ่อนอยู่พุ่งไปหากัวเฉิน แม้อีกฝ่ายจะปัดป้องอาวุธลับได้แต่ฟงเหยาเหวินก็เข้ามาประชิดตัว ต่อด้วยการใช้หมัด เท้า เข่า ศอกอย่างต่อเนื่อง จนกัวเฉินจับทิศทางการต่อสู้ไม่ทัน เขาาเ็จากการถูกต่อยตีที่จุดสำคัญตามร่างกาย และเป็คนแรกที่ถูกจับโดยไม่เสียเื
ส่วนหยางซิวหรงใช้ดาบสั้นในการจู่โจมฉายเถา เพียงแค่สิบกว่ากระบวนท่าฉายเถาก็ได้แผลลึกไปสามสี่แผล เพราะหยางซิวหรงลงมือรวดเร็วและรุนแรง จนฉายเถาคาดเดาทิศทางไม่ทัน สุดท้ายถูกดาบสั้นของหยางซิวหรงมาจ่อที่คอของตนแล้ว
ทางด้านผู้ติดตามของเ้านายทั้งสี่คน มิได้เกี่ยงว่าใครต้องจัดการลูกน้องของหวนเจิง เนื่องจากโม่หานกับโม่เหยาขอลงมือเอง และให้หลี่เจินกับจ้าวหยูเตรียมเชือกมามัดคนกลุ่มนี้
ในส่วนของฟงเสวี่ยหลินผู้ใช้ดาบยาว เข้าปะทะกับหวนเจิงที่ฝีมือพอสูสี เพียงแต่ฟงเสวี่ยหลินได้เปรียบหวนเจิงเล็กน้อย ด้วยท่วงท่าการต่อสู้ที่ซูอันได้สอนไว้ั้แ่ยังเด็ก
ซึ่งเขานำมันผสมผสานกับวรยุทธ์ ทำให้ฝ่ายหวนเจิงงุนงงกับการออกท่าทาง จึงพลาดการรับมือฟงเสวี่ยหลินไปหลายครั้ง และความคมของดาบในมือฟงเสวี่ยหลิน ก็สร้างาแฉกรรจ์จนหวนเจิงทรุดลงกับพื้น หากเขายังฝืนต่อสู้อาจตายเพราะเสียเืมากได้
“เฮ้อ ข้ายังไม่ทันเหนื่อยเ้าพวกนี้ก็แพ้เสียแล้ว แต่ก็ดีเซียนเอ๋อร์จะได้ไม่รอนาน ป่านนี้คงรอพวกเราจนเริ่มหงุดหงิดแล้วกระมัง”
หยางซิวหรงก็คิดเห็นเช่นเดียวกับฟงเสวี่ยหลิน “หลี่เจิน จ้าวหยู ให้โม่หานกับโม่เหยาช่วยเอาคนพวกนี้ไปพบคุณหนู ขืนชักช้านางอาจสังหารใครสังคนเพื่อระบายอารมณ์ก็เป็ได้”
“ขอรับคุณชาย /ขอรับคุณชายหยาง”
หยางเฟิ่งเซียนที่นั่งรออยู่จนเบื่อ นางกำลังจะไปตามเหล่าพี่ชาย แต่พวกเขากลับมาพร้อมบุคคลต้องสงสัยเสียก่อน จึงต้องถอยกลับไปนั่งเก้าอี้ผ้าที่จีจี้ใส่ไว้ให้มิติเช่นเดิม “หึ หากพวกท่านกลับมาช้ากว่านี้อีกแค่นิดเดียว ข้าจะเดินไปตามด้วยตนเองแล้วนะเ้าคะ หรือที่ชักช้าเป็เพราะคนกลุ่มนี้ฝืมือร้ายกาจหรือไม่เ้าคะ”
หยางซิวหรงรีบเข้าไปปลอบน้องสาว เพื่อให้นางคลายโทสะก่อนจะทำการไต่สวนเค้นเอาความลับ “น้องเล็กอย่าได้โมโหไปเลยนะ พวกพี่ย่อมลงมือสุดความสามารถ แต่เราย่อมไม่ประมาทคู่ต่อสู้ใช่หรือไม่เล่า”
พวกหวนเจิงที่ถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าอย่างไม่เต็มใจ ภายหลังได้ยินว่ามีสตรีอยู่ที่แห่งนี้และเสียงของนางยังไพเราะ จึงอยากเห็นว่าใบหน้าของสตรีผู้นี้จะงดงามหรือไม่
เพียงแค่คนทั้งห้าเงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้าพร้อม ๆ กัน กลับต้องตะลึงกับความงดงาม แต่หยางเฟิ่งเซียนมิได้มีเพียงความงดงาม ท่าทางที่นั่งเหยียดหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ สง่างามดั่งนางพญาหงส์ที่มีอำนาจก็มิปาน
หวนเจิงคิดว่าหยางเฟิ่งเซียนคงเป็คุณหนูเอาแต่ใจทั่วไป ที่มีนิสัยร้ายกาจแต่สิ่งที่เขาคิดกลับผิดมหันต์ เพราะคำพูดที่เปล่งออกมาช่างเ็าจนขนหัวลุก
“เ้าคงเป็หัวหน้าของคนพวกนี้กระมัง ข้าให้เวลาเ้าพูดเื่สูตรการทอผ้าไหมเพียงหนึ่งจิบชา จงสารภาพมาให้หมดว่าเป็ผู้ใด ที่้าสูตรลับนี้จากตระกูลจิน หากครบหนึ่งจิบชายังไม่ยอมพูด ข้าจะสังหารลูกน้องของเ้าทีละคน เริ่มได้”
แต่ยังคงเป็กัวเฉินที่พูดจาได้น่าหมั่นไส้ และมันยิ่งทำให้หยางเฟิ่งเซียนรำคาญจนไม่อยากฟัง “หัวหน้าท่านคงไม่คิดจะสารภาพจริง ๆ หรอกนะ ก็แค่คุณหนูในห้องหอเอาแต่ใจ นางก็แค่พูดจาข่มขู่ท่านเท่านั้น มิได้คิดจะลงมือทำอย่างที่นางพะ...”
วืดด! หมับ! อัก! “อ่อก ชะ ชะ ช่วย...” ฉึก! ตุบ
หยางเฟิ่งเซียนใช้แส้หนังอย่างดี มีใบมีดปลายแหลมอยู่โดยรอบ ตวัดออกไปเกี่ยวที่คอของกัวเฉินอย่างแม่นยำ ก่อนจะกระชากกลับมาอย่างแรงและใช้เท้าเหยียบไว้ พร้อมดึงแส้ให้รัดคอกัวเฉินแน่นขึ้น จนอีกฝ่ายขาดอากาศหายใจตายตาไม่หลับทันที
“หากข้ามีลูกน้องปากสุนัขเช่นนี้ คงไม่รับเข้ามาทำงานสำคัญ ๆ เป็แน่ แม้ข้าจะเป็คุณหนูในห้องหอก็จริง แต่คุณหนูเช่นข้าไม่เหมือนผู้ใดเข้าใจเสียใหม่ เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วหากยังไม่สารภาพ ศพรายต่อไปย่อมตามมาเร็ว ๆ นี้”
คนที่เหลือในกลุ่มของหวนเจิงถึงกับตะลึง ภายหลังได้เห็นกับตาว่าสตรีที่งดงามล่มเมืองผู้นี้ ช่างมีจิตใจโเี้อำมหิตฆ่าคนตาไม่กระพริบ หวนเจิงที่กำลังชั่งใจว่าควรพูดหรือไม่ควรพูด จู่ ๆ ฉายเถาเกิดขี้ขลาดกลัวตายขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เขารีบขยับเข่าเข้าไปหาหยางเฟิ่งเซียน เพื่อเป็คนสารภาพทุกอย่างที่รับคำสั่งมา
“ข้าพูด ๆ คุณหนูขอท่านเมตตาอย่าได้สังหารข้าเลย ข้าจะบอกท่านทุกอย่างเกี่ยวกับเื่นี้ขอรับ”
“ข้ารอฟังอยู่...”
“ปะ ปะ เป็คำสั่งของใต้เท้าฉีเสนาบดีกรุมขุนนาง และพระสนมฉีกุ้ยเฟยผู้เป็บุตรสาว ซึ่งฉีกุ้ยเฟยเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ตระกูลมารดาของฉีกุ้ยเฟยก็มีโรงทอผ้าขนาดใหญ่ แต่กิจการซบเซารายได้ลดน้อยลงไปมาก เนื่องจากผู้คนหันไปสนใจผ้าไหมจากแคว้นเป่ยชาง ที่มีสีสันสดใสใช้ได้นานหลายปี
ที่ผ่านมาแคว้นเป่ยชางเจริญรุ่งเรือง และราษฎรมีความเป็อยู่ที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฉีกุ้ยเฟยจึงคอยพูดยุยงฮ่องเต้ให้ยึดแคว้นเป่ยชาง แต่ก่อนจะทำเช่นนั้นได้จำเป็ต้องใช้เงินทองจำนวนมาก เพื่อซื้อเสบียงมากักตุนให้กับกองทัพเสียก่อน นั่นจึงเป็ที่มาของภารกิจมาตามหาสูตรลับของตระกูลจินขอรับ”
“ฉายเถา! เ้าขี้ขลาดตาขาว”
“ก็ข้ายังไม่อยากตายถ้าท่านอยากตายก็ตายไปคนเดียวสิ!”
สี่พี่น้องถึงกับกำมือแน่นและพยายามระงับความโกรธของตน ภายหลังได้รับรู้สิ่งที่ผู้อยู่เื้ั้าจากตระกูลมารดา
หยางซิวหรงเอ่ยกับเหล่าพี่น้อง ว่าควรทำสิ่งใดต่อไปหลังจากนี้ “ไม่คิดว่าผู้สูงศักดิ์ของแคว้นหนานหยาง จะมีความ้ายิ่งใหญ่อย่างการแคว้นเป่ยชาง เื่นี้คงต้องรีบไปพบท่านพ่อท่านแม่แล้วล่ะน้องเล็ก”
“หึ คนในแคว้นไม่มีความสามารถ ก็คิดจะใช้กำลังมาข่มเหงให้ได้มาในสิ่งที่มิใช่ของตน ฮ่องเต้สุนัขนั่นก็ช่างหูเบายิ่งนัก ก็ดี ในเมื่อพวกเ้ากล้าหาเื่ตระกูลจินข้ามแคว้นเช่นนี้ จงรอข้าอยู่ที่นั่นใช้ชีวิตที่เหลือให้ดี ก่อนตายข้าจะให้พวกเ้าได้พบนรกบนดินทุกคน!” หยางเฟิ่งเซียนย่อมเห็นด้วยที่จะนำเื่ดังกล่าวไปหารือกับบิดามารดา แต่หลังจากนั้นจะเป็อย่างไรไม่มีผู้ใดคาดเดาได้
ฟงเสวี่ยหลินเห็นว่าเวลาจะเข้ายามอู่แล้ว มีคนมาเพิ่มเกรงจะกลับไม่ทันประตูเมืองปิดเอาได้ “เช่นนั้นพวกเรารีบกลับเข้าเมืองกันเถิด จะได้เอาเ้าพวกนี้ไปมอบให้ท่านน้าซูอันด้วย แล้วพวกเราค่อยแบ่งหน้าที่กันอีกครั้ง”
“แล้วพวกเราจะพาคนพวกนี้กลับไปอย่างไรดี หากพาขึ้นหลังม้าไปย่อมเป็ที่สงสัยของผู้คนที่พบเห็น และเื่ที่พวกเราได้รับรู้จะต้องเป็ที่สนใจของคนหลายกลุ่มแน่ ๆ” ฟงเหยาเหวินเอ่ยถามวิธีการเอาตัวเชลยกลับเข้าเมืองหลวง
แต่ยังคงเป็หยางหยางเฟิ่งเซียนคนเดิม ที่เสนอทางออกให้กับเหล่าพี่ชายทั้งสามของตน “ตีให้สลบทุกคน จากนั้นใช้สิ่งที่ท่านแม่ให้มาเก็บซ่อนพวกเขาเอาไว้ เมื่อกลับไปถึงจวนค่อยนำตัวออกมาอีกครั้งเ้าค่ะ”
“ดี! /เซียนเอ๋อร์ฉลาดที่สุด! /เป็แผนที่ดี!”
สิ้นเสียงการบอกวิธีแก้ปัญหาของหยางเฟิ่งเซียน ร่างของเชลยทั้งสี่คนก็ล้มพับลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว และเป็หยางซิวหรงที่ใช้เก็บร่างที่หมดสติเข้าไปในแหวนมิติ
ผู้ติดตามของสี่พี่น้องย่อมรู้มานานแล้ว่า มารดาของสองพี่น้องตระกูลหยางมีบางอย่างที่พิเศษ ั้แ่วิธีการฝึกหน่วยคุ้มกันของตระกูลจินแล้ว ดังนั้นเื่ที่เห็นในวันนี้จึงมิได้ทำให้พวกเขาใแต่อย่างใด
และแล้วเสียงกีบเท้าของม้าศึกทั้งแปดตัว ก็วิ่งด้วยความเร็วกว่าเดิมหนึ่งเท่าตัว เนื่องจากเื่สำคัญไม่อาจเสียเวลาไปมากกว่านี้ได้ ซึ่งเป็ที่แน่นอนว่าหยางเฟิ่งเซียน ย่อมขออนุญาตกับมารดาเป็ผู้ลงมือด้วยตนเอง
