เหล่าเชลยศึกจำนวนมากถูกจับกุมเข้าไปในเมือง ส่วนชุดเกราะและอาวุธที่ทิ้งไว้ในสนามรบ หลังจากที่ได้รับการจัดหมวดหมู่และจำแนกประเภทแล้ว ก็ถูกขนไปไว้ในรถม้าทั้งหกคันที่เหล่าโร้กสาวนั่งก่อนหน้านี้ รวมไปถึงชุดเกราะที่ชำรุดและเศษดาบ ประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยเทศกิจของเมืองแซมบอร์ดเก่งกาจคู่ควรกับชื่อหน่วยจริงๆ พวกเขาแทบจะพลิกทุ่งหญ้าค้นอาวุธ ค้นแล้วค้นอีกเป็สิบๆ ครั้งกว่าจะยอมเลิกรา แม้แต่ลูกธนูหักๆ ก็ไม่มีเหลือ
าในครั้งนี้ เมืองแซมบอร์ดเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างมหาศาล
นอกจากจะได้รับชุดเกราะหนักล้ำค่าห้าสิบกว่าชุดแล้ว ยังมีโล่คุณภาพดีอีกนับร้อยอัน หอกยาวสองร้อยด้าม ดาบั์สามร้อยกว่าเล่ม และเกราะโซ่ถักอีกแปดสิบกว่าชุด ด้วยอุปกรณ์พวกนี้ เพียงพอสำหรับเหล่าทหารของเมืองแซมบอร์ดในปัจจุบัน ส่วนพวกชุดเกราะและอาวุธที่ชำรุดจะถูกลำเลียงไปทีู่เาด้านหลังของเมืองแซมบอร์ดเพื่อให้ช่างตีเหล็กที่อยู่ที่นั่นจัดการซ่อมแซมหรือหลอมสร้างใหม่ และยังสามารถผลิตอุปกรณ์และเครื่องใช้อื่นๆ ได้อีกเป็จำนวนมาก อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความขาดแคลนแร่เหล็กของเมืองแซมบอร์ดได้ชั่วคราว
ในขณะที่เหล่าทหารของเมืองแซมบอร์ดกำลังวุ่นวาย ซุนเฟยก็ขี่สุนัขั์สีดำพาพวกเด็กๆ ที่กำลังตื่นเต้นพูดคุยหยอกล้อกันกลับเข้าไปในเมือง
ที่หน้าประตูเมือง ประชาชนเมืองแซมบอร์ดแทบจะทนรอไม่ไหวที่จะวิ่งออกมาต้อนรับ เหล่าสาวๆ ต่างก็หยิบดอกไม้สดมาโปรยไปบนท้องถนนที่เหล่าทหารเดินผ่าน ประชาชนต่างะโออกมาเป็คำๆ เดียวกันว่า ‘องค์าาอเล็กซานเดอร์ทรงพระเจริญ’ เสียงของพวกเขาดังกึกก้องประหนึ่งคลื่นั์กระแทกโขดหิน ดังก้องจนะเืไปทั่วกำแพงเมืองที่เก่าแก่ พวกเด็กๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ ซุนเฟยก็พากันยืดอกตรงอย่างภาคภูมิใจ เพราะพวกเขาเป็พยานที่เห็นเมืองแซมบอร์ดได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
'ลมกรดทมิฬ' เองก็รู้สึกภูมิใจไม่แพ้พวกเด็กๆ
เ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้มีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดมาก แทบไม่ต่างจากมนุษย์ ด้วยดวงตาที่สดใสและรอยยิ้ม ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกว่ามันเหมือนบุรุษคนหนึ่งที่มีรูปร่างสูงใหญ่และองอาจเหมือนพวกดร็อกบา ยามที่เผชิญหน้ากับเหล่าประชาชนเมืองแซมบอร์ด มันทำตัวซื่อๆ น่ารัก ไม่มีท่าทางดุร้ายหรือเหี้ยมโหดเหมือนตอนที่เผชิญหน้ากับเหล่าข้าศึก ตอนนี้ประชาชนเมืองแซมบอร์ดต่างคุ้นเคยกับเ้าสุนัขั์สีดำนี้เป็อย่างดี เพราะมันไม่เคยอยู่ห่างจากองค์าาอเล็กซานเดอร์เลย บวกกับความสามารถในการต่อสู้และความเฉลียวฉลาดที่สัตว์เลี้ยงตัวนี้ได้แสดงออกมาในสนามรบ ทำให้ประชาชนเริ่มชอบมันมากขึ้น และเริ่มเรียกขานมันว่า 'สุนัขของพระเ้า'
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับ ซุนเฟยมองเห็นคู่หมั้นสาวและสาวน้อยผมทองเจ็มม่ากำลังรีบวิ่งเข้ามา
ก่อนหน้านี้พวกนางทั้งสองคนอยู่ด้วยกันกับแม่ชีอาคาร่าทีู่เาด้านหลัง เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับน้ำยาและสมุนไพร แม้ในระหว่างนั้นเอเลน่าจะเกิดความผิดปกติในร่างกายขึ้นมา แต่หลังจากที่ซุนเฟยปรากฏตัวออกมาและพาเอเลน่ากลับไปที่เมือง ทำให้พวกนางรู้สึกวางใจ จากนั้นนางและพวกเด็กผู้หญิงจาก ‘โรงเรียนแซมบอร์ด’ จึงใช้เวลาเรียนกับแม่ชีอาคาร่าต่ออีกหนึ่งชั่วโมง เมื่อแม่ชีอาคาร่ากลับไปที่โลก Diablo พวกนางจึงพากันลงมาจากูเา ถึงได้รู้ข่าวว่ามีกองทัพพันธมิตรยกทัพมาประชิดเมือง ทั้งสองคนจึงรีบวิ่งมาที่หน้าเมือง แม้จะได้ยินว่าาสิ้นสุดแล้วและชัยชนะเป็ของเมืองแซมบอร์ด แต่แองเจล่าก็ยังรู้สึกไม่วางใจอยู่ดี
ซุนเฟยหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะะโลงมาจากหลังของสุนัขั์สีดำ ไม่สนใจสายตาของคนรอบข้าง เขาอุ้มคู่หมั้นสาวไปวางบนหลังของ 'ลมกรดทมิฬ' แองเจล่าที่งดงามราวกับเทพธิดาก็รู้สึกเขินอาย ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงโห่ร้องของชาวเมือง มือข้างหนึ่งจูงเจ็มม่า อีกข้างหนึ่งประคองร่างแองเจล่าก่อนจะพากันเดินกลับไปที่พระราชวัง พระอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลังพวกเขาก็ฉายแสงยืดเงาของพวกเขาให้ยาวขึ้น ทำให้พวกเขาดูอบอุ่นและสวยงามเหมือนภาพวาด
เมื่อเดินผ่าน ‘โรงเรียนแซมบอร์ด’ ซุนเฟยก็ให้พวกเด็กๆ ที่อยู่ด้านหลังแยกย้าย แน่นอนว่าซุนเฟยได้มอบ ‘การบ้าน’ ให้พวกเด็กๆ กลับไปทำด้วย พวกเขาจะต้องไปรับปากกาขนนกและหนังสัตว์ในโรงเรียน และแต่ละคนจะต้องส่งบทความ ‘ความรู้ที่ได้รับจากา’ ในชั่วโมงเรียนวันถัดไป ซุนเฟยแทบจะอดใจรอไม่ไหว เขาอยากให้พวกเด็กๆ โตขึ้นพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ และกลายเป็ผู้มีพร์ในเมืองแซมบอร์ด เมืองแซมบอร์ดตอนนี้ขาดแคลนเหล่าผู้มีพร์มาก
ตลอดทางกลับพระราชวังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม เมื่อกลับมาถึงพระราชวัง ซุนเฟยก็เริ่มคำนวณส่วนได้ส่วนเสียของาในวันนี้ ก่อนจะจดลงบนแผ่นหนังสัตว์ นี่เป็นิสัยที่ถูกปลูกฝังมาั้แ่เด็กๆ ของซุนเฟย ไม่ว่าเขาจะค้นพบอะไรหรือคิดอะไรจะต้องจดบันทึกไว้เสมอ มันเป็อีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น
เป็อีก่เวลาหนึ่งที่แสนวุ่นวาย
จวบจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า มื้อเย็นจึงเริ่มต้นขึ้น
มื้อเย็นวันนี้อุดมสมบูรณ์มาก ด้วยสติปัญญาอันชาญฉลาดของแองเจล่า ทำให้นางค้นพบว่าซุนเฟยไม่ค่อยชอบอาหารของพระราชวัง แม้กระทั่งคอยสังเกตว่าซุนเฟยชอบกินอะไรหรือไม่ชอบอะไร หลายครั้งที่ซุนเฟยหลุดปากพูดอย่างไม่ได้ตั้งใจเกี่ยวกับอาหารกินเล่นบางอย่างของโลกเก่า ดังนั้นตอนนี้อาหารค่ำของซุนเฟยคือความรับผิดชอบของทั้งนางและเจ็มม่า ทำให้ซุนเฟยมีความสุขกับการกินมาก
“อเล็กซานเดอร์ พี่เอเลน่านางเป็อย่างไรบ้าง?” ในระหว่างรับประทานอาหารค่ำ จู่ๆ แองเจล่าก็ถามขึ้นมา
หัวใจของซุนเฟยกระตุกเล็กน้อย เมื่อหวนคิดถึงฉากวาบหวิวในห้องหิน เขาเริ่มคิดว่าประสาทััที่หกของคู่หมั้นสาวของตัวเองช่างน่ากลัว ซุนเฟยลอบมองแองเจล่าด้วยความหวาดผวา ทว่ากลับมองเห็นเพียงดวงตาใสซื่อที่เต็มไปด้วยความกังวลใจ ซุนเฟยจึงเข้าใจแล้วว่าตัวเองคิดมากไป ในใจก็รู้สึกละอายขึ้นมา ซุนเฟยยิ้มก่อนจะตอบกลับไปว่า “นางดีขึ้นมากแล้ว เอเลน่ามีปัญหาเล็กน้อยในระหว่างการฝึกเวทมนตร์ จึงถูกเวทมนตร์ต่อต้าน แต่โชคดีที่พบปัญหาได้เร็ว จึงสามารถช่วยขยายช่องทางเวทมนตร์ได้ ตอนนี้นางไม่เป็อะไรแล้ว”
แองเจล่ายกมือจับปอยผมทัดหูตัวเอง ดวงตากลมโตฉายแววดีใจ ก่อนจะยกมือขึ้นมากุมตรงหน้าอกแล้วพูดว่า “ขอบคุณพระเ้า ดีจริงๆ ตอนที่ร่างของพี่เอเลน่าเต็มไปด้วยเื ข้าใแทบแย่! พวกเรากังวลว่านางจะเป็อะไรไป!”
ซุนเฟยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะคีบผักกิน
เื่ที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับเอเลน่า ไม่ช้าก็เร็วต้องบอกให้แองเจล่ารู้ ซุนเฟยคิดไว้ั้แ่แรกแล้วว่าจะไม่ปกปิดเื่นี้ เพราะมันไม่ยุติธรรมต่อเอเลน่าและแองเจล่า
เขาชอบแองเจล่า เขาชอบความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของสาวน้อยคนนี้ แต่เขาก็ไม่รู้ตัวว่า ตัวเองก็แอบชอบเอเลน่าเช่นกัน เขาชอบทหารรับจ้างสาวคนนี้ที่เพียงแค่สบตาก็รู้ใจว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในระหว่างการต่อสู้ สำหรับซุนเฟยแล้ว ั้แ่สมัยที่อยู่โลกเก่า เขาเป็เพียงโอตาคุหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีแรงต้านทานสาวๆ สวยๆ การที่ได้อยู่ร่วมกับสาวงามทั้งสองคนที่เป็เหมือน ‘เทพธิดาของโอตาคุ’ มาเป็เวลานาน มันทำให้เขาเกิดความสนิทสนมจนพัฒนาไปเกินกว่านั้นโดยที่เขาเองก็ควบคุมมันไม่ได้ เดิมทีเขาคิดว่า ั้แ่ที่เขาได้เป็แองเจล่ามาเป็คู่หมั้น พวกเขาทั้งสองคนจะใช้เวลาที่เหลือของชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะเกิดเื่แบบนี้ขึ้น ซุนเฟยรู้สึกราวกับว่าเสียงลึกลับในโลก Diablo จงใจให้เกิดเื่แบบนี้ขึ้น
วันนี้ไม่ใช่โอกาสที่ดีที่ควรจะพูด ซุนเฟยตัดสินใจที่จะยังไม่บอกชั่วคราว ไว้หาโอกาสดีๆ บอกเื่นี้กับแองเจล่าอีกที
เมื่อทานอาหารเย็นเสร็จ ซุนเฟยไม่รู้สึกง่วงนอนเลยสักนิด ทันใดนั้นเขาก็พลันนึกขึ้นอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะพาแองเจล่าไปที่คอกม้าหลวง
ม้าศึกและเฟลมมิ่ง บีตส์ที่ถูกจับในวันนี้ต่างถูกต้อนเข้าไปในคอกม้าหลวง ในที่สุดคอกม้าที่ว่างเปล่ามาโดยตลอดก็พลันคึกคักขึ้นมา ข้ารับใช้ในวังมีไม่มากนัก มีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น ดังนั้น ตอนนี้พวกเขาจึงไม่ว่างตามมาด้วย ซุนเฟยพาแองเจล่าที่ชื่นชอบสัตว์อย่างมากมาที่นี่ เพื่อทำการปลอบขวัญเหล่าม้าศึกและเฟลมมิ่ง บีตส์ที่อยู่ในอาการหวาดกลัวให้ผ่อนคลาย
“ระวังนะ ตอนนี้พวกเขายังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ได้ จึงอยู่ในภาวะโมโหและฉุนเฉียว อาจทำให้าเ็ได้”
ซุนเฟยร้องเตือนออกมา เขาให้ข้ารับใช้หลายคนคอยคุ้มครองแองเจล่า ส่วนตัวเองเดินเข้าไปยังส่วนตรงกลางคอกม้าหลวง ที่นี่มีเฟลมมิ่ง บีตส์กว่าหกสิบตัวถูกขังไว้
เขาเริ่มตรวจสอบ 'สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์' ที่เป็ลูกหลานของม้าป่าและยูนิคอร์น
ลักษณะภายนอกของเฟลมมิ่ง บีตส์กับม้าไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไร เพียงแต่รูปร่างสูงใหญ่กว่า ร่างกายเต็มไปด้วยเกล็ดที่ติดแน่นกับิั และเกล็ดตรงบริเวณรอบๆ กีบเท้าทั้งสี่ดูละเอียดกว่าส่วนอื่นๆ ดวงตาของมันจะแดงก่ำเวลาที่มันโกรธหรือตึงเครียด ฟันของมันคมกริบ และมีนิสัยก้าวร้าว ร่างของมันเต็มไปด้วยลายเส้นที่สวยงาม และที่สำคัญพวกมันสามารถบรรทุกสิ่งของได้มากกว่าม้าธรรมดาทั่วไปถึงสามสี่เท่า มันเป็สัตว์อสูรระดับสี่ เหมาะที่จะเป็ม้าศึกให้กับเหล่าทหารม้าเกราะหนัก
เพียงแต่สัตว์อสูรค่อนข้างหายาก และมีนิสัยป่าเถื่อนยากที่จะเลี้ยงให้เชื่อง อีกทั้งยังมีอารมณ์รุนแรง ถ้าถูกคนจับเป็พวกมันจะยอมอดข้าวตาย แต่องค์าาอาณาจักรชื่อสุ่ยดันโชคดีได้รับมาในตอนที่มันยังเป็เพียงทารก ต้องผ่านการฝึกให้เชื่องมาหลายรุ่นกว่าจะได้แบบนี้ กลายเป็เฟลมมิ่ง บีตส์ที่มีความสามารถในการวิ่งและบรรทุกของหนัก และยังมีนิสัยที่ค่อนข้างอ่อนโยน ทำให้เชื่องกับพวกทหารม้า
แต่ตอนนี้ จู่ๆ พวกมันต้องมาพบกับสภาพแวดล้อมใหม่และเ้านายคนก่อนก็ไม่รู้หายไปไหน อีกทั้งบางส่วนที่ได้ปะทะกับเหล่าวีรบุรุษเหล็กก่อนหน้านี้ก็ได้รับาเ็มาไม่น้อย ทหารเมืองแซมบอร์ดทำตามคำสั่งของซุนเฟย พวกเขาพาเฟลมมิ่ง บีตส์ทั้งหมดมาขังไว้ที่นี่ จำนวนทั้งหมดห้าสิบหกสิบตัว และพวกมันทุกตัวต่างมีดวงตาสีแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าพวกมันอยู่ในสภาวะตึงเครียดและหงุดหงิด มันไม่ยอมให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้
เมื่อซุนเฟยลองเข้าไปใกล้ๆ ก็ถูกพวกมันร้องขู่และทำท่าจะเตะออกไป
ถ้าหากไปบังคับมัน อาจจะทำให้ผลกระทบแย่ลง
ซุนเฟยครุ่นคิดสักพักก่อนดวงตาจะเป็ประกาย เขารีบเปลี่ยนเป็ 'โหมดดรูอิด'
ตอนนี้ตัวละครดรูอิดมีเลเวล 21 แล้ว ทำให้เข้าใจธรรมชาติและความคิดของสัตว์ได้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้น ทันทีที่เปลี่ยนเป็ 'โหมดดรูอิด' ความรุนแรงและความวิตกกังวลของเฟลมมิ่ง บีตส์ตรงหน้าก็ค่อยๆ ลดลง ซุนเฟยเข้าใจในอารมณ์ที่แปรปรวนของเหล่าสัตว์อสูรตรงหน้าได้ มันเหมือนเด็กน้อยที่หมดหนทาง และกำลังร้องไห้ดิ้นรนอย่างเงียบๆ
ซุยเฟยใช้พลังจิตของตัวเองอย่างช้าๆ ขณะที่ค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้พวกมัน พลางแสดงท่าทีเป็มิตรและใกล้ชิด ค่อยๆ ขจัดความตื่นตัวของพวกเขา จากนั้นก็ก้าวเข้าไปทีละก้าว...
“ฝ่าา เ้าพวกนี้ยังมีอารมณ์หงุดหงิดอยู่ อย่าเข้าใกล้พวกมันนะขอรับ...”
ข้ารับใช้ที่อยู่ข้างๆ ร้องเตือนออกมา แต่พูดไม่ทันขาดคำ พวกเขาก็พากันตกตะลึง เมื่อพวกว่าเฟลมมิ่ง บีตส์ที่กำลังหงุดหงิดฉุนเฉียวไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ กลับไม่มีท่าทางโต้ตอบซุนเฟยอย่างรุนแรงเหมือนที่คิด บางตัวยังเป็ฝ่ายเข้ามาใกล้ฝ่าาเองด้วยซ้ำ ใช้ศีรษะของพวกมันคลอเคลียกับร่างของซุนเฟยประหนึ่งลูกกำลังออดอ้อนพ่อแม่ ข้ารับใช้ต่างพากันขยี้ตาของตัวเอง พวกเขาแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น นี่มันมหัศจรรย์เกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเขาลองมาหลายวิธีแล้วแต่พวกมันก็ไม่ยอมให้เข้าใกล้ แม้กระทั่งบางคนเกือบจะถูกถีบเข้าที่หน้าด้วยซ้ำ
------------------
