“...!”
“อะไร นี่แกกล้าจ้องหน้าฉันเหรอ ฉันอุตส่าห์เอาวัตถุดิบให้แท้ๆ เป็แค่ ‘เด็กต้องสาป’อย่ามาจ้องหน้าฉันนะ!”
“อึก…”
หลังถูกเ้าของร้านข่มขู่ ไคม์เก็บวัตถุดิบที่ตกพื้นใส่ถุง
แม้จะเปื้อนดินหรือจะขายไม่ออกจนขึ้นรา… สำหรับไคม์แล้วก็เป็วัตถุดิบอันล้ำค่าทั้งสิ้น ถ้าไม่กินก็ไม่มีชีวิตรอด
ไคม์พยายามอดกลั้นต่อคำเหยียดหยาม เก็บวัตถุดิบทั้งหลาย แล้วรีบเดินไปจากตรงนั้น
ไคม์ถูกคำนินทาทำร้ายจิตใจตลอดทางเดินออกหมู่บ้าน เขาเดินต่อไปยังทางเดินของสัตว์ป่า
เขาเจ็บระบมไปทั้งตัว ขณะที่เดินอยู่ คำถามเดิมๆ ก็แวบขึ้นมาในหัว
(ทำไม… เพราะอะไรกัน ทำไมผมต้องเจออะไรแบบนี้อยู่คนเดียว…)
ไคม์เริ่มใช้ชีวิตในกระท่อมแห่งนี้ั้แ่เมื่อ 1 ปีที่แล้ว ในตอนแรกชายชราที่อาศัยอยู่ที่นี่คอยดูแลไคม์ ทว่า… 3 เดือนต่อมา ชายชราล้มป่วยแล้วเสียชีวิตไป ั้แ่นั้นเป็ต้นมาไคม์ก็อยู่คนเดียวมาตลอด
แค่ออกจากหมู่บ้านไปหาวัตถุดิบก็ถูกผู้คนคิดร้ายใส่ ยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแท้ๆ แต่วันคืนที่ต้องทนฟังเสียงที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายก็ยังดำเนินต่อไป
“ทำไมผมถึงเกิดมาเป็ ‘เด็กต้องสาป’ กันนะ ผมทำอะไรผิดเหรอ…”
ถึงจะบ่นพึมพำก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ั้แ่เกิดมา ไคม์เป็ “เด็กต้องสาป” มาตลอด และหลังจากนี้ก็คงจะเป็อย่างนั้นต่อไป
ต้องอยู่ตัวคนเดียวโดยไม่มีใครเหลียวมองไปตลอด
“แค่ก แค่ก…!”
ทันได้นั้น ไคม์เจ็บหน้าอกจนทำถุงอาหารหล่นลงพื้น พอเอามือปิดปากแล้วไอถี่ๆ… เืเหลวข้นก็เลอะฝ่ามือเขา
เมื่อเืที่เปื้อนฝ่ามือหยดลงพื้น ก็มีเสียง “ซ่า” เหมือนมีอะไรบางอย่างถูกเผาและส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ เขาก้มมองลงพื้น ก็พบว่าก้อนกรวดที่ตกอยู่บนพื้นละลายราวกับถูกน้ำกรดกัดกร่อน
“คำสาปพิษอย่างนั้นเหรอ…”
ั้แ่เกิดมาร่างกายของไคม์ก็ถูก ‘คำสาปแห่งพิษ’ เล่นงาน บางครั้งไคม์ก็ไอเป็เืเหมือนเมื่อครู่นี้ เืที่เจือปนไปด้วยพิษนั้นมีพิษรุนแรงขนาดละลายหินได้
(เพราะอย่างนี้เราถึงถูกไล่ออกจากบ้าน บ้านที่เลี้ยงดูเรามาั้แ่เกิด โดนไล่ตะเพิดหลังจากคุณแม่จากไป…)
แม้ตอนนี้ไคม์จะอาศัยอยู่ที่กระท่อมในป่า แต่…ความจริงแล้ว เขาเป็ถึงบุตรชายของเ้าของที่ดินที่ปกครองอยู่ละแวกนั้น เขาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์อันกว้างใหญ่มาตลอด จนกระทั่งแม่ของเขาเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว
(ตอนที่คุณแม่ยังอยู่ ชีวิตเราสุขสบายดี เราไม่เคยโดนปาหินด้วยซ้ำ…)
คุณแม่ของไคม์เป็หนึ่งในไม่กี่คนที่คอยให้ความรักแก่ไคม์ เป็คนที่คอยส่งรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ให้ ไคม์ ผู้ที่แม้แต่พ่อหรือน้องสาวฝาแฝดของเขายังไม่กล้าเข้าใกล้
(จะว่าไปแล้ว คุณแม่ชอบพึมพำว่า “ขอโทษนะ” คุณแม่ขอโทษเื่อะไรกันนะ…)
ตอนที่คุณแม่ยังอยู่ คุณแม่ขอโทษไคม์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับสารภาพบาป แท้จริงแล้วคนที่ต้องขอโทษควรจะเป็ไคม์ที่เกิดมาเป็ “เด็กต้องสาป” แท้ๆ… คุณแม่กำลังขอโทษอะไรอยู่กันแน่นะ
“หืม…”
“กรรรร…”
พอเงยหน้าขึ้น ก็ได้ยินเสียงขู่ของหมาป่าหลายตัวแว่วจากเงาต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไปหลายเมตร หมาป่าแยกเคี้ยวอันแข็งแกร่งราวกับว่าพวกมันพร้อมจะกระโจนเข้ามาทุกเมื่อ
“หมาป่าเหรอ…พักนี้ไม่ค่อยเห็นแท้ๆ ทำไมถึงโผล่มากันนะ”
ไคม์เอียงคอฉงนก่อนจะยื่นมือที่เปื้อนเืไปยังพวกมัน
“เอ๋ง!?”
ทันใดนั้นหมาป่าส่งเสียงร้องเหมือนลูกสุนัขแล้ววิ่งหนีไป
เพียงแค่กลิ่นของเืพิษก็มีพลังมากพอที่จะไล่สัตว์ป่าหรือสัตว์อสูรได้ ละแวกนี้มีคนโดนหมาป่าทำร้ายอยู่บ่อยครั้ง แต่พอไคม์เข้ามาอาศัย พวกมันก็เลิกอาละวาด
“ผมเองก็ช่วยไล่สัตว์ป่านะ ชาวบ้านน่าจะดีกับผมมากกว่านี้หน่อย…”
ไคม์เย้ยหยันตัวเองแล้วเก็บวัตถุดิบที่ตกพื้น
(ยังไงเสีย ภายในร่างกายผมก็สกปรกกว่าดินโคลนตั้งเยอะ ร่างกายเต็มไปด้วยคำสาปพิษ ผมมาใส่ใจอะไรเอาป่านนี้เนี่ย)
ไคม์ค่อยๆ เดินไหล่ตกกลับบ้านพร้อมกับความกังวลใจที่ไม่ชัดเจนภายในใจว่า
ชีวิตเราจะถูกประณามหยามเหยียดแบบนี้ไปตลอดไหมนะ…
“หืม…”
ไคม์เดินมาถึงกระท่อมแห่งหนึ่งในป่าลึก เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนรออยู่หน้ากระท่อมโทรมๆ ที่พร้อมจะพังถล่มได้ทุกเมื่อ
เธอเป็หญิงสาวอายุราว 20 ปีต้นๆ สวมชุดแม่บ้าน ผมสีเงินยาวสลวยเป็เอกลักษณ์ แต่สิ่งที่สะดุดตายิ่งกว่านั้นก็คือหูสัตว์ป่าทรงสามเหลี่ยมที่อยู่บนหัว และหางที่ลอดใต้กระโปรงยาว
“ที…”
“อ๊ะ ท่านไคม์นี่นา กลับมาแล้วเหรอคะ!”
พอรู้ว่าไคม์กลับมาบ้าน เธอก็มีสีหน้าสดใสร่าเริงขึ้น วิ่งเข้ามาหาไคม์
เธอชื่อที เป็สาวใช้ประจำตระกูลเคานต์ฮัลส์เบิร์กซึ่งเป็บ้านเกิดของไคม์ และเป็เผ่าครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ที่เรียกว่า ‘มนุษย์เสือ’ อีกทั้งเป็ “เสือขาว” ที่หายากในหมู่มนุษย์เสืออีกด้วย หูและหางสัตว์ป่าของเธอจึงมีขนสีขาวสลับดำ
ทีเป็คนรับใช้ประจำตัวของคุณแม่ที่เสียไป และเป็คนที่คอยดูแลไคม์มาั้แ่เด็ก
คนรับใช้ในตระกูลฮัลส์เบิร์กต่างเมินเฉยไคม์ แต่ทีเป็คนเดียวที่เป็มิตรกับไคม์ หลังจากไคม์ถูกไล่ออกจากคฤหาสน์ ทีก็ยังเป็ห่วงไคม์ จึงออกมาดูสภาพความเป็อยู่ของไคม์เป็ระยะ
“ไปซื้อของมาสินะคะ วันนี้เห็นกลับช้า ดิฉันเป็ห่วงมากเลยนะคะ!”
“อ๊ะ อย่าเข้ามาใกล้นะ! อย่าแตะต้องตัวผมนะ! ”
“เอ๊ะ…”
ทีเผลอตัวเข้ามากอดตามความเคยชิน พลันหยุดชะงัก
ทีชอบััตัวมาก พอเจอหน้าไคม์ทีไรก็เข้ามากอดทุกที
แต่ตอนนี้หัวไคม์เป็แผลเืออก ขืนเข้ามากอดแบบไม่ระวังตัวแบบนี้ ทีอาจจะเปื้อนเืพิษก็ได้
ทีเข้าใกล้ไคม์ด้วยรอยยิ้มเป็มิตร เมื่อเห็นาแของไคม์ เธอก็ทำหน้าสลด
“…ท่านไคม์คะ ไปได้แผลนั้นมาจากที่ไหนคะ”
“แผลนี้เหรอ… เมื่อกี้ผมหกล้มมาแล้วหัวไปกระแทกพื้นน่ะ…”
พอไคม์แก้ตัวอย่างไม่สบอารมณ์ ทีก็เบิกตาโพลง
“โกหกทั้งเพ พวกคนในหมู่บ้านเป็คนทำสินะคะ เ้าพวกนั้น… กล้าดียังไงมาทำกับคนของตระกูลฮัลส์เบิร์กอย่างท่านไคม์แบบนี้… ดิฉันจะไปสั่งสอนคนเขลาพวกนั้นเดี๋ยวนี้ละค่ะ!”
“เดี๋ยว… หยุดก่อนๆ! ผมได้ไม่เป็อะไร!”
ไคม์รีบห้ามทีซึ่งกำลังจะวิ่งพรวด
ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดเื่แบบนี้ ทีโมโหจนบุกเข้าไปในหมู่บ้าน ตีก้นเด็กๆ ในหมู่บ้านและด่าทอพ่อแม่เด็กพวกนั้น บังคับให้ขอโทษ… หลังจากวันนั้นเคานต์ฮัลส์เบิร์ก พ่อของไคม์ตำหนิทีชุดใหญ่
ผู้ใหญ่บ้านนำเื่ไปฟ้องเคานต์ฮัลส์เบิร์กว่า ทีเป็คนก่อเื่วุ่นวายใช้ความรุนแรงกับคนในหมู่บ้าน
‘หมู่บ้านนั้นอุตส่าห์รับ ‘เด็กต้องสาป’ ไม่เอาไหนไว้ให้นะ อย่าก่อเื่ไม่เข้าท่า!’
เคานต์ฮัลส์เบิร์กไม่เพียงแต่จะไม่ปกป้องไคม์ที่ถูกรังเกียจเหยียดหยามอยู่เพียงฝ่ายเดียว ยังไม่ปกป้องทีที่เป็เดือดเป็ร้อนแทนไคม์ด้วย
ในทางกลับกัน เขากลับปกป้องลูกชายของคนในหมู่บ้านแทน
“ทีโดนท่านพ่อจับตามองอยู่นะ ทีเป็คนโปรดของคุณแม่ ท่านพ่อเลยให้อภัย… แต่ขืนสร้างปัญหาเพราะเห็นแก่ผมไปมากกว่านี้ จะโดนไล่ออกจากตระกูลเคานต์เอานะ”
“แต่ว่า… ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เ้าพวกนั้นก็จะได้ใจแกล้งท่านไคม์อีกนะคะ!”
“...ช่วยไม่ได้นี่ ก็ผมผิดเองที่เกิดมาเป็ ‘เด็กต้องสาป’ อีกอย่างถ้าผมโดนไล่ออกจากหมู่บ้านนี้อีก ผมคงไม่เหลือที่ที่จะให้ไปจริงๆ ใช่ไหมล่ะ”
“กรรร…”
ทีเห็นไคม์ทำสีหน้าหมองหม่น ก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
เธอส่งสายตาเหมือน้าจะสื่ออะไรบางอย่าง… แต่ก็กัดริมฝีปากสลัดความคิดนั้นทิ้งไปแล้วส่ายหัว
“...เดี๋ยวจะทำแผลให้นะคะ มาทางนี้ค่ะ”
“ไม่ต้อง นี่น่ะ… อืม ระวังๆ อย่าให้โดนเืนะ”
แม้ไคม์จะพยายามปฏิเสธเพื่อไม่ให้ทีััเืพิษของเขา…แต่พอเห็นความตั้งใจอันแรงกล้าที่ไม่ยอมให้ไคม์มีปากเสียงใดๆ ในแววตาของที ไคม์ก็ตามทีเข้าไปในกระท่อมแบบไม่เต็มใจ
ภายในกระท่อมไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ เป็กระท่อมสุดแสนธรรมดาที่มีเพียงพื้นไม้กระดาน
“เดี๋ยวจะล้างแผลให้นะคะ อาจจะแสบนิดนึงแต่ทนหน่อยนะคะ”
“โอ๊ย…”
ทีจับศีรษะไคม์มาซบหน้าอกแล้วจึงเริ่มทำแผลตรงท้ายทอย ใบหน้าไคม์จมเข้าไปในหน้าอกอวบอิ่มภายใต้ชุดคนรับใช้จนไคม์เขินหน้าแดง
“ท่านไคม์คะ ทนเจ็บอีกนิดนึงนะคะ”
“อือ ไม่เป็ไร เจ็บแผลนิดหน่อยแต่พอทนได้”
“อีกเดี๋ยวเราก็จะเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งนะคะ ถึงตอนนั้นเราย้ายออกจากที่แบบนี้กัน…”
“...?”
ไคม์ทำหน้าประหลาดใจเมื่อใบหน้าเขาจมลงไปในอกูเาไฟจนไม่ได้ยินเสียงกระซิบของที
ในที่สุดทีทำแผลเสร็จ ไคม์เงยหน้าขึ้นพร้อมกับสูดหายใจดัง “เฮือก”
“เอ้อ ที วันนี้มีธุระอะไรถึงมาที่นี่เหรอ”
ไคม์พูดแบบนั้นเพื่อกลบเกลื่อนความอายที่ใบหน้าตัวเองจมลงไปในหน้าอก
ถึงไม่มีธุระอะไรเป็พิเศษ ทีก็จะมาดูสภาพความเป็อยู่ของไคม์สัปดาห์ละครั้งเสมอ
จึงเป็การถามกลบเกลื่อนโดยไม่จำเป็
“กรร… จริงด้วยสินะคะ เกือบลืมไปแล้วค่ะ”
แต่ว่า ระหว่างที่กำลังทำความสะอาดอุปกรณ์ทำแผลอยู่ ทีกะพริบตาถี่ๆ ราวกับว่านึกอะไรบางอย่างออก เธอน่าจะมีธุระจริงๆ ด้วย
“คือว่าวันนี้… ดิฉันได้รับคำสั่งของนายท่านให้พาท่านไคม์ไปยังคฤหาสน์น่ะค่ะ…”
“ท่านพ่อเหรอ… แปลกจังเลย มีธุระกับผมเนี่ย”
“...อีกไม่นานจะครบรอบวันตายของนายหญิงน่ะค่ะ ก่อนถึงวันนั้น นายท่านอยากให้ท่านไคม์ไปเจอกันที่บ้านน่ะค่ะ…”
