ครั้นสวี่เซี่ยงฮวาว่างสายโทรศัพท์ สวี่เจียหยางตัวน้อยที่ยืนรออยู่ข้างขาพลันร้องโวยวายด้วยความน้อยใจ “ผมยังไม่ได้คุยกับแม่เลย!”
สวี่เซี่ยงฮวาเหลือบตามองลูกชายตัวน้อยที่ทำท่าจะร้องไห้ แล้วหันไปมองลูกสาวที่สีหน้าเรียบเฉย พลางรู้สึกว่าเด็กคนนี้ช่างเข้าใจอะไรต่อมิอะไร
“แม่ไปตลาดซื้อของน่ะ ไม่อยู่บ้านหรอก” เขาตอบ
“แล้วแม่จะกลับเมื่อไหร่ครับ?” สวี่เจียหยางถามย้ำ
“อีกนานเลยลูก เอาไว้คราวหน้าค่อยโทร.หาแม่ใหม่ดีไหม?” สวี่เซี่ยงฮวารีบอุ้มลูกชายที่ปากคว่ำจะห้อยหม้อน้ำมันลงมาเสียให้ได้ “พ่อจะพาพวกเราไปซื้อของที่ห้างดีไหมเอ่ย ถั่วเขียวอบครั้งก่อนอร่อยไหม พ่อจะซื้อให้เยอะ ๆ เลย กลับบ้านไปกินกันดีไหม?”
สวี่เจียหยางพยายามอย่างหนักที่จะดึงความสนใจของตัวเองออกจากถั่วเขียวอบ ดวงตาคลอหน่วย “ผมไม่เอาถั่วเขียวอบ ผมอยากได้แม่!”
“ถ้าอย่างนั้นนายรอโทรศัพท์อยู่ที่นี่นะ ฉันจะไปซื้อถั่วเขียวอบกับพ่อก่อน ดีไหม?” สวี่ชิงเจียเอ่ยเสนอด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เอา!” สวี่เจียหยางโอบคอสวี่เซี่ยงฮวาแน่นราวกับกลัวถูกทิ้ง จากนั้นซบหน้าเล็ก ๆ ลงที่คอของสวี่เซี่ยงฮวาแล้วถูไถ “ผมจะไปด้วย!”
สวี่เซี่ยงฮวาหัวเราะแล้วมองลูกสาว “ไปตามป้าหงของลูกสิ”
สวี่ชิงเจียรับคำแล้ววิ่งออกไป พลันเห็นสวี่เจียคังพิงผนัง ดวงตาแดงก่ำ พอเห็นเธอ เขาก็รีบเช็ดตาแล้วหันหลังให้
สวี่ชิงเจียอึ้งไปครู่หนึ่ง หัวใจพลันเจ็บแปลบ สวี่เจียคังมักจะร่าเริง แจ่มใส และมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ จนผู้คนมักจะมองข้ามไปว่าเขามีครอบครัวที่โชคร้ายเพียงใด
สวี่ชิงเจียเดินเข้าไปจับมือของเขาแล้วเขย่าเบา ๆ เอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน “พี่รองยังมีอาม่า ยังมีพ่อ แล้วก็ยังมีฉันกับเจียหยาง พวกเราจะอยู่ข้างพี่ตลอดไปนะ”
สวี่เจียคังสูดจมูกฟืดฟาด ก่อนจะขยี้ผมของสวี่ชิงเจียจนยุ่งเหยิง
สวี่ชิงเจียรีบเตะเขาด้วยท่าทางที่แกล้งทำเป็ดุดัน “ผมเปียฉันหลุดหมดแล้ว!”
สวี่เจียคังที่ถูกเตะไปหนึ่งทีแกล้งทำเป็โกรธ “เด็กผู้หญิงอะไรดุร้ายนัก ระวังจะไม่ได้แต่งงานนะ”
“ไม่แต่ง! เป็สาวแก่กินข้าวพี่ ดื่มน้ำพี่นี่แหละ!”
สวี่เจียคังถอนหายใจด้วยความกังวล “ถ้าอย่างนั้นฉันต้องตั้งใจหาเงินแล้ว ไม่อย่างนั้นคงเลี้ยงเธอไม่ไหว เพราะเธอช่างกินซะเหลือเกิน”
สวี่ชิงเจียจ้องตาเขาแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้ พอเห็นว่าเขามีรอยยิ้มในดวงตา จึงเอ่ยว่า “ฉันจะไปหาป้าหงเพื่อจ่ายเงิน”
“เดินตรงไป แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะเจอห้องน้ำ” สวี่เจียคังชี้ทางให้
สวี่ชิงเจียยิ้มให้เขาแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เมื่อใกล้ถึงห้องน้ำ เธอก็หยุดชะงัก
หงเหมยถอนหายใจยาว “ฉันเดาว่าเมียของสวี่เซี่ยงฮวาคงจะ... เอาแน่เอานอนไม่ได้แล้ว”
การนินทาคนลับหลังแล้วถูกลูกสาวของคนคนนั้นได้ยินช่างน่าอึดอัดเสียจริง สวี่ชิงเจียหันปลายเท้ากลับเพื่อที่จะปรากฏตัวใหม่อีกครั้ง แต่ทันทีที่หันหลังกลับ เธอก็ได้ยินหงเหมยพูดต่อว่า “ก่อนที่สวี่เซี่ยงฮวาจะไปทำงาน เขาทิ้งข้อความไว้ให้ฉันว่า ถ้าเมียเขาโทร.มา ให้บอกว่าเขาไปทำงานต่างจังหวัด และให้เธอรออยู่ที่นั่นตอนเก้าโมงเช้าของวันที่ 28 หรือ 29
แต่หลายวันนี้ฉันไม่ได้รับโทรศัพท์เลยสักสาย เมื่อวานเขามาถาม ฉันก็รู้สึกอึดอัดแทบตาย เธอว่าถ้าเธอตั้งใจจริง กลับไปตั้งหลายวันแล้ว ไม่น่าจะโทร.มาเลยสักสายเดียว”
เหยาฉินสีหน้ามืดครึ้มลงเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “บางทีอาจจะมีเื่อะไรบางอย่างขวางอยู่ก็ได้”
“ขวางอยู่เหรอ? โทรศัพท์ไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง ยุ่งจนไม่มีเวลาแค่นั้นเลยเหรอ” หงเหมยพูดแล้วรู้สึกอึดอัดในใจ “พูดง่าย ๆ ก็คืออยากจะเตะสวี่เซี่ยงฮวาทิ้งไปนั่นแหละ ฉันจำได้ว่าครอบครัวของเมียสวี่เซี่ยงฮวาเป็ครอบครัวของเ้าหน้าที่ เธอเองก็เป็นักเรียนมัธยมปลาย แถมยังสวย อายุไม่มากด้วย การหาคนใหม่ในเมืองหลวงเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่คงไม่ใช่เื่ยาก จะมาสนใจคนจากเมืองเล็ก ๆ อย่างพวกเราได้อย่างไร”
“ลำบากสวี่เซี่ยงฮวาต้องอุ้มลูกมาโทรศัพท์ ผู้หญิงเวลาใจร้ายนี่โเี้กว่าผู้ชายเสียอีก” หงเหมยรู้สึกประหลาดใจ “เมืองหลวงมันดีขนาดนั้นเลยหรือ? เงินเดือนของสวี่เซี่ยงฮวาถึงแม้จะอยู่ในเมืองหลวงก็ไม่ถือว่าน้อยนะ พวกเขาที่วิ่งรถขนส่งยังสามารถหารายได้เสริมได้อีก รายได้ต่อเดือนไม่น้อยเลยใช่ไหมเหยาฉิน?”
ทันทีที่พูดจบ หงเหมยก็เสียใจแทบอยากจะตบปากตัวเอง
สามีที่เสียชีวิตไปแล้วของเหยาฉินก็เคยอยู่ในทีมขนส่ง แต่เขาโชคร้าย สามปีก่อนออกไปส่งของในชนบทห่างไกลแล้วถูกปล้น
ยุคนั้นความสงบเรียบร้อยดีขึ้นมาก ตอนกลางคืนไม่ปิดประตูก็ไม่ต้องกลัวขโมย แต่ในบางพื้นที่ที่ยากจนจนแทบบ้า กฎหมายและศีลธรรมก็เป็แค่เื่ไร้สาระ กำลังจะอดตายอยู่แล้ว ใครจะไปสนใจเื่พวกนั้น
เดิมทีพวกโจรก็แค่้าเงิน แต่สามีของเหยาฉินเป็คนอารมณ์ร้อน เกิดการปะทะกันขึ้น เขาถูกจอบทุบศีรษะแตกไปครึ่งซีก เสียชีวิตคาที่
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ตอนที่ศพถูกนำกลับมา เหยาฉินที่รีบวิ่งลงบันไดเกิดพลาดท่ากลิ้งลงไป ทำให้ลูกน้อยในครรภ์สองเดือนต้องหลุดไป
หงเหมยมองเธออย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะไปสะกิดแผลใจของเธอเข้า
เหยาฉินยิ้มแย้ม ดูเหมือนไม่ได้คิดอะไรมาก “เมืองหลวงย่อมดีกว่าแน่นอน ที่นี่ของเรา เมืองเล็ก ๆ มีเงินก็ใช้ไม่หมด เงินเดือนห้าสิบหยวนกับร้อยหยวน ชีวิตก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่เมืองใหญ่ต่างออกไป อย่างเซี่ยงไฮ้ หน้าหนาวยังซื้อแตงโมกินได้เลย พวกเราที่นี่ทำได้ไหมล่ะ?”
“ซื้อแตงโมหน้าหนาวทำไม!” หงเหมยหัวเราะ
เหยาฉินยิ้ม เธอเคยทำงานในแผนกจัดซื้อ เคยไปเมืองใหญ่มาหลายแห่ง จึงเข้าใจความรู้สึกของเหล่าปัญญาชนที่พยายามแทรกตัวเข้าเมือง
สวี่ชิงเจียที่แอบฟังอยู่รู้สึกอึดอัดใจ ก่อนหน้านี้เธอพอจะเดาเื่ราวได้จากคำพูดของสวี่เซี่ยงฮวา
ความรู้สึกที่อยากจะก้าวไปข้างหน้าก็พอเข้าใจได้ แต่การจากไปแบบไร้การติดต่อก็ดูจะใจร้ายเกินไป
ถึงแม้จะอยากแยกทางกัน ก็ควรจะพูดให้ชัดเจน สวี่เซี่ยงฮวาไม่ใช่คนที่จะตอแยไม่เลิกรา ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ปล่อยฉินฮุ่ยหรูไป การปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่ในสภาพที่ไม่มีอะไรชัดเจนเช่นนี้ช่างขาดความรับผิดชอบเสียจริง
ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็ต้องสอบถามให้ชัดเจน
ถ้าอยากจะอยู่ด้วยกัน ก็ต้องพยายามร่วมกัน หากต้องอดทนอีกไม่กี่ปี จนกระทั่งมีการปฏิรูปและเปิดประเทศ ด้วยความสามารถของสวี่เซี่ยงฮวา การย้ายไปเมืองหลวงก็ไม่น่าจะยาก เธอรู้แนวโน้มคร่าว ๆ ของโลกในอีกสี่สิบปีข้างหน้า อย่างน้อยก็น่าจะมีประโยชน์บ้าง
ถ้าไม่อยากอยู่ด้วยกัน สวี่เซี่ยงฮวาจะได้หมดหวังอย่างแท้จริง ไม่ต้องแขวนค้างอยู่เช่นนี้ให้เสียเวลา
สวี่ชิงเจียถูหน้าเบา ๆ แล้วย่องออกไปได้สักพักหนึ่ง ก่อนจะะโว่า “ป้าหงคะ?” แล้วจึงเดินเข้าไป
“เอ๊ะ!” หงเหมยรีบตอบรับ
สวี่ชิงเจียจึงมองสำรวจเหยาฉินที่อยู่ข้างหงเหมยอย่างละเอียด เธอสวมเสื้อโค้ตผ้าสักหลาดสีน้ำเงิน กางเกงกำมะหยี่สีดำ ผ้าพันคอสีแดงสดที่คอช่างสะดุดตาเป็อย่างยิ่ง
มาอยู่ที่นี่หลายวัน นี่เป็ครั้งแรกที่เธอเห็นสีสันสดใสเช่นนี้
เหยาฉินก็มองสวี่ชิงเจียเช่นกัน และสังเกตเห็นาแบนใบหน้าของเธอ อดไม่ได้ที่จะถาม สวี่ชิงเจียก็ชินแล้ว ใครเห็นเธอก็ต้องถาม เธอก็ตอบกลับไปว่าหกล้ม
“ป้าหงคะ พ่อหนูโทร.เสร็จแล้วค่ะ”
“โอ้โอ้” หงเหมยยกกระติกน้ำร้อนกลับไป
เมื่อเข้ามาในห้องทำงาน เหยาฉินหยิบขนมเจียงหมีสองชิ้นออกจากลิ้นชักโต๊ะทำงานแล้วยื่นให้
หลังจากสวี่เซี่ยงฮวาพยักหน้า สวี่ชิงเจียจึงรับมาพร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณค่ะคุณป้า”
สวี่เจียหยางก็กล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
เหยาฉินลูบศีรษะของสวี่ชิงเจียพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เป็ไรจ้ะ”
สวี่เซี่ยงฮวาหัวเราะกับทั้งสองคน “พวกคุณทำงานต่อไปนะครับ ผมไปก่อน”
หลังจากพยักหน้าให้ สวี่เซี่ยงฮวาพาลูก ๆ ออกไป
เหยาฉินค่อย ๆ หยิบหนังสือออกมาจากลิ้นชักแล้วล็อกลิ้นชักอีกครั้ง “พี่เหมยคะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็กลับบ้านแล้วนะคะ”
“ช่างเป็คนมีการศึกษาเสียจริง มาเพื่อหนังสือเล่มเดียวโดยเฉพาะ” หงเหมยมองหนังสือในมือของเหยาฉินแล้วล้อเล่น “เธอจะขี่จักรยานกลับ หรือนั่งรถกลับ?”
“นั่งรถดีกว่าค่ะ อากาศหนาวเกินไป แถมของก็เยอะด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นก็รถคันเดียวกับสวี่เซี่ยงฮวาน่ะสิ” บ้านเดิมของเหยาฉินกับสวี่เซี่ยงฮวาอยู่ในชุมชนหงเหอเดียวกัน พ่อของเธอก็เป็เลขาธิการชุมชนด้วย
หงเหมยตบโต๊ะเสียงดัง ทำให้เหยาฉินหันไปมอง “เมื่อกี้ทำไมไม่บอกเร็วกว่านี้เล่า ให้สวี่เซี่ยงฮวาช่วยยกของให้หน่อยสิ!” หลังจากแท้งลูกไป ร่างกายของเหยาฉินก็ไม่ค่อยดีนัก ไม่อย่างนั้นเธอก็คงไม่ขอลาออกจากแผนกจัดซื้อที่ได้ค่าตอบแทนดี แล้วมาอยู่แผนกสหภาพแรงงานที่สบาย ๆ แห่งนี้ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะดูแลเธอเป็พิเศษ
อีกอย่างน้าชายของเธอก็เป็เ้าหน้าที่ที่มีอำนาจจริงในคณะกรรมการปฏิวัติ ทุกคนก็เลยพยายามเข้าข้างเธอไม่มากก็น้อย หากไม่มีความสัมพันธ์นี้ เธอก็คงไม่สามารถพักอยู่ในห้องชุดสองห้องนอนที่ได้มาตอนแต่งงานได้จนถึงวันนี้ ต้องรู้ว่าบ้านนั้นหายากขนาดไหน แต่ก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องบ้านของเธอเลย
เหยาฉินหยุดครู่หนึ่ง “ไม่จำเป็ต้องรบกวนหัวหน้าทีมสวี่หรอกค่ะ เขามีลูกตั้งสามคน คงมีของเยอะแยะเหมือนกัน”
หงเหมยคิดดูแล้วก็เลิกความคิดที่จะวิ่งตามสวี่เซี่ยงฮวาไป “เอาไว้ให้คุณจางที่บ้านฉันไปส่งเธอที่สถานีรถไฟก็แล้วกัน”
---
กล่าวถึงสวี่เซี่ยงฮวาและคณะ ก่อนหน้านี้สวี่เจียหยางที่เคยร้องไห้คร่ำครวญได้ถูกขนมดึงความสนใจไปเรียบร้อยแล้ว เขากำลังเคี้ยวขนมเจียงหมีแล้วพึมพำอยากจะซื้อนั่นซื้อนี่
สวี่เซี่ยงฮวาตามใจทุกอย่าง ขอแค่เขาอย่าร้องไห้
สวี่ชิงเจียและสวี่เจียคังที่เดินตามหลังไปนั้นดูเหมือนจะเดินอย่างเชื่องช้า แต่ละคนต่างมีความกังวลอยู่ในใจ คนหนึ่งกังวลเื่แม่ อีกคนกังวลเื่พ่อ
สวี่เจียคังหันศีรษะไปมองสวี่ชิงเจียที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วมองสวี่เซี่ยงฮวาที่เดินอยู่ข้างหน้า เขาก็รู้สึกสงสารในทันที
เขาเดินเตร่อยู่ทุกวัน ได้ยินเื่ซุบซิบนินทามากมาย และรู้สึกว่าเื่ของคุณอาสี่นี้ค่อนข้างคลุมเครือ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสาร จึงเอื้อมมือไปจับมือน้อย ๆ ของลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ในถุงมือ
สวี่ชิงเจียใ แม้จะไม่ชินแต่ก็ไม่ได้สะบัดออก เมื่อเห็นว่าเขาแอบร้องไห้ เธอก็ตัดสินใจที่จะเป็พี่สาวที่ปรึกษาให้เขาด้วยความเต็มใจ
ประมาณสิบกว่านาทีต่อมา ห้างสรรพสินค้าก็ปรากฏแก่สายตา อำเภอแห่งนี้ไม่ใหญ่จริง ๆ ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงก็เดินได้ทั่ว
ที่เรียกว่าห้างสรรพสินค้านั้นเป็อาคารสามชั้นเก่า ๆ ที่ผนังด้านนอกลอกหลุดไปมาก ดูค่อนข้างโทรม แน่นอนว่านี่คือสายตาของสวี่ชิงเจียที่คุ้นเคยกับตึกสูงระฟ้า แต่ในสายตาของคนท้องถิ่น ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ดูยิ่งใหญ่และหรูหรามาก การเดินเข้าไปยังต้องใช้ความกล้าหาญ หากเพียงแค่มองดูแต่ไม่ซื้อ พนักงานขายก็อาจจะทำตาขาวใส่จนเธอแทบตายได้
เมื่อเข้าไปในห้างสรรพสินค้า ความร้อนก็โอบล้อมเข้ามา ไม่ใช่เครื่องปรับอากาศ แต่เป็ไออุ่นจากผู้คน
ทุกเคาน์เตอร์มีคนแน่นขนัด พูดคุยกันเสียงดังอึกทึกครึกโครม
“อย่าเบียดกันสิ ถ้าเบียดจนของเสียหายจะให้ชดใช้คืนนะ!” พนักงานขายหลังเคาน์เตอร์ะโด้วยความไม่พอใจ ท่าทางเหมือนกำลังฝึกหลานชาย ผู้ที่ถูกะโใส่กลับไม่โกรธ กลับต้องยิ้มตอบด้วยซ้ำ
พนักงานขายในยุคนั้นช่างแข็งกร้าวเสียจริง ไม่พอใจก็ไม่ขายให้ เธอจะทำอะไรได้? เธอไม่กลัวขายไม่ได้ แต่คุณต้องกังวลว่าจะซื้อไม่ได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เช่นนี้ก็คงอยู่ได้ไม่นาน อีกไม่กี่ปี ผู้ที่ใช้เงินก็จะกลายเป็พระเ้า
ท่ามกลางความคิดที่ฟุ้งซ่าน สวี่เซี่ยงฮวาก็พาลูก ๆ ทั้งสามคนตรงไปที่ชั้นบนสุด
“พี่สี่” โจวหงจวินเดินออกมาจากห้องทำงานอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่เมื่อเห็นหน้าตาของสวี่ชิงเจีย เขาก็ชะงักไป “เจียเจีย นี่มันอะไรกัน?”
สวี่เซี่ยงฮวาจำต้องหาข้ออ้าง บ้านแตกสาแหรกขาดคงปิดบังโจวหงจวินไม่ได้ เพราะเขาเป็ลูกเขยของตระกูลสวี่ แต่เื่นี้ควรจะให้สวี่เฟินฟางเป็คนบอกเขา ไม่ใช่ให้พี่ชายอย่างเขาพูด
“เจ็บมากไหม ไม่ร้องไห้ใช่ไหม?” โจวหงจวินก้มตัวลงหยอกหลานสาว
สวี่ชิงเจียมีเส้นสีดำผุดขึ้นที่หน้าผาก “ไม่ร้องไห้ค่ะ”
“เจียเจียเก่งมาก” น้ำเสียงนั้นเหมือนกำลังหลอกเด็กน้อย
หลังจากหยอกเด็กสาวเสร็จ โจวหงจวินก็ยืนขึ้นแล้วพูดกับสวี่เซี่ยงฮวา “พี่สี่ครับ เมื่อเช้านี้มีผลไม้ชุดหนึ่งเข้ามา ผมเก็บแอปเปิลไว้สามกิโล ส้มสามกิโล และส้มโอสองลูกให้พี่” ผลไม้เป็ที่้าสูงมาก ทันทีที่วางขายก็จะถูกแย่งซื้อหมด ดังนั้นพวกเขาจึงมักจะแบ่งกันภายในก่อน แล้วค่อยนำออกมาขายบ้างเล็กน้อย อย่างเช่นผลไม้ชุดวันนี้ มีเพียงร้อยกว่ากิโลที่นำออกมาขาย และถูกแย่งซื้อหมดั้แ่เปิดประตู
“ขอบใจนะ! เท่าไหร่?” สวี่เซี่ยงฮวาถามด้วยรอยยิ้ม การมีน้องเขยทำงานในห้างสรรพสินค้าก็ดีตรงนี้ ไม่ต้องกังวลว่าจะซื้อสินค้าหายากไม่ได้ บางครั้งก็สามารถซื้อสินค้ามีตำหนิที่ไม่ต้องใช้ตั๋วได้ด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้วแม้จะเรียกว่าสินค้ามีตำหนิ แต่ก็ไม่ได้มีผลต่อการใช้งานเลยแม้แต่น้อย
โจวหงจวินถอนหายใจ “คิดเงินก็เหมือนดูถูกผมสิครับ!” อาหารทะเลที่สวี่เซี่ยงฮวานำมาให้เมื่อวานก็ไม่ได้เก็บเงินเขา แล้วเขาก็พูดอย่างดีใจว่า “เมื่อคืนผมเพิ่งได้ข่าวดีมา กำลังรอพี่ชายอยู่นี่แหละ” สวี่เซี่ยงฮวาเคยเกริ่นไว้เมื่อวานว่าจะเข้าเมืองมาซื้อของเตรียมปีใหม่
เมื่อเห็นเขามีความสุขขนาดนั้น สวี่เซี่ยงฮวาก็มองไปอย่างสนใจ
“ทางตะวันออกของเมืองมีบ้านสวนสี่เหลี่ยมหลังหนึ่งจะขาย” โจวหงจวินนำเสนอราวกับกำลังอวดสมบัติ ท้ายเสียงสูงขึ้น
สวี่เซี่ยงฮวาอึ้งไป “พูดให้ละเอียดกว่านี้หน่อยสิ” เขาฝากเพื่อน ๆ ทุกคนให้ช่วยหามาเป็เดือนแล้ว เพิ่งจะได้ยินข่าวบ้านซอมซ่อแค่ห้องเดียว ห้องเดียวจะอยู่ได้อย่างไร เขาอยากพาแม่และลูก ๆ เข้าเมืองไปอยู่สุขสบาย ไม่ใช่ไปทรมาน
โจวหงจวินที่ถูกตาแปดข้างของหนึ่งผู้ใหญ่และสามเด็กน้อยจ้องมองอย่างสงสัยก็ลูบท้ายทอย เขาไม่คิดอะไรมาก แค่รู้สึกว่าสายตาเ่าั้ช่างร้อนแรงเหลือเกิน จึงกระแอมไอแล้วพูดว่า “ผมไปดูมาแล้ว ทำเลและรูปแบบก็โอเคครับ มีห้องโถงสามห้อง ห้องข้างสองห้อง ลานบ้านประมาณสามสิบตารางเมตร แต่บ้านค่อนข้างทรุดโทรม”
โจวหงจวินทบทวนแล้วเน้นย้ำว่า “ทรุดโทรมจริง ๆ ครับ ข้างนอกฝนตกหนัก ข้างในก็ฝนตกปรอย ๆ ถ้าอยากอยู่สบายก็ต้องลงทุนซ่อมแซมครั้งใหญ่ บวกกับเ้าของตั้งราคาค่อนข้างสูง ผมคิดว่าไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่” พูดไปเขาก็ทำท่าทางให้สวี่เซี่ยงฮวาดู “ราคานี้ครับ”
เขาคิดว่าแพง เพราะบ้านที่เขาอาศัยอยู่ตอนนี้เป็บ้านพักที่ได้รับตอนแต่งงาน ไม่ได้เสียเงินเลยสักบาท บ้านของพ่อแม่เขาก็เป็บ้านที่ได้รับมาเช่นกัน ดังนั้นโจวหงจวินจึงไม่มีแิเื่การซื้อบ้านเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้เงินเป็พันหยวนเพื่อซื้อบ้านทรุดโทรมหลังหนึ่ง
แต่เขาก็รู้ว่าพี่เขยของเขาไม่ขาดเงิน ไม่เห็นเขาราคาแล้วสวี่เซี่ยงฮวาแม้แต่ขยับคิ้วเลยสักนิด
“เ้าของบ้านทำอะไร ทำไมถึงขายบ้าน?” สวี่เซี่ยงฮวาถาม
โจวหงจวินตอบว่า “เ้าของบ้านแซ่เติ้ง เป็คนงานเตาเผาที่โรงงานอิฐและกระเบื้อง อันที่จริงบ้านหลังนี้ไม่ใช่ของพวกเขาที่สร้างขึ้นเอง แต่ตอนเกิดภัยแล้ง พ่อของเขาเอาอาหารร้อยห้าสิบกิโลกรัมแลกมา
เมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต บ้านหลังนี้ก็ตกเป็ของเขาที่เป็ลูกชายคนเดียว ปีที่แล้วแม่ของเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ว่ากันว่าเขาเป็หนี้ก้อนโต จึงต้องขายบ้านเพื่อชำระหนี้”
“ว่ากันว่า?” สวี่เซี่ยงฮวาจับน้ำเสียงแฝงของเขาได้
โจวหงจวินหัวเราะแหะๆ “ครอบครัวพวกเขามีคนน้อย พักอยู่เองสองห้อง ที่เหลือก็ให้เช่าออกไป ปีหนึ่งก็ได้ค่าเช่าแค่ไม่กี่สิบหยวนเท่านั้นเอง เ้าหนุ่มคนนี้รู้สึกไม่คุ้มค่า เลยอยากจะขาย พอขายบ้านไปแล้ว เขาไม่มีอสังหาริมทรัพย์ในชื่อ ก็สามารถยื่นขอห้องพักของรัฐได้ เมียเขาก็ทำงานโรงงานอิฐและกระเบื้องด้วย”
การพักอาศัยในบ้านของรัฐเป็เื่ปกติ คนที่ซื้อบ้านเองอย่างสวี่เซี่ยงฮวานั้นถือเป็เื่แปลก
“พี่สี่ครับ อายุงานของพี่ก็ไม่น้อยแล้ว ตำแหน่งก็ดี ถ้าขออาจจะได้ห้องเดี่ยว แต่ถ้าพี่ซื้อบ้านหลังนี้ พี่ก็จะไม่มีสิทธิ์ขอห้องพักของรัฐแล้วนะครับ” โจวหงจวินเตือนด้วยความจริงใจ
เขาจะเอาห้องเดี่ยวไปทำไม? บ้านพักของรัฐก็โอนทะเบียนบ้านไม่ได้ มีบ้านพักของรัฐแล้วก็ห้ามซื้อบ้านส่วนตัว
สวี่เซี่ยงฮวาสนใจบ้านสวนสี่เหลี่ยมนั้นมาก การที่เขามีโอกาสพบกับคนใช้เงินฟุ่มเฟือยเช่นนี้ ก็เหมือน์ประทานมาให้ หากไม่คว้าไว้ก็คงเสียดายโอกาสที่์มอบให้
“ว่างเมื่อไหร่ พาผมไปดูหน่อยสิ?” สวี่เซี่ยงฮวาอารมณ์ดีมาก การมีอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัวทำให้ทะเบียนบ้านของลูก ๆ มีทางออก
เห็นสวี่เซี่ยงฮวาตื่นเต้น โจวหงจวินก็ปิดปากอย่างรู้กาลเทศะ แล้วเสนออย่างกระตือรือร้นว่า “บ่ายนี้ผมจะลางาน แล้วพาพี่ไปดู” เขายังเสริมอีกว่า “วันนี้ผมก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”
แม้จะมีธุระ ก็ต้องไม่มีธุระ นี่คือพี่เขยของเขา พี่สี่ที่ภรรยาของเขาสนิทด้วยมากที่สุด หากเขากล้าที่จะทำให้เื่ของสวี่เซี่ยงฮวาต้องล่าช้า ภรรยาของเขาก็คงจะไล่เขาไปนอนระเบียง
นอกจากจะให้ข่าวดีแล้ว โจวหงจวินยังคอยอำนวยความสะดวกอย่างเอาใจใส่พาพวกเขาเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า พนักงานขายที่เคยดูเย่อหยิ่งก็กลายเป็คนสุภาพและเป็กันเองทันที
สวี่ชิงเจียเฝ้าสังเกตตลอดทาง และพบว่าโจวหงจวินปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเอาใจใส่และกระตือรือร้นเป็พิเศษ อดไม่ได้ที่จะชื่นชมสวี่เฟินฟางที่สอนสามีได้ดี ทัศนคติของผู้ชายที่มีต่อครอบครัวของภรรยาขึ้นอยู่กับทัศนคติที่เขามีต่อภรรยา
เมื่อมองสวี่เซี่ยงฮวา เขาก็ดูเหมือนจะเคยชินกับเื่นี้แล้ว
สวี่เซี่ยงฮวาคุ้นเคยดี สมัยที่โจวหงจวินจีบสวี่เฟินฟาง เขายังเคยแสดงท่าทีที่เอาอกเอาใจมากกว่านี้เสียอีก
โจวหงจวินและสวี่เฟินฟางเป็เพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนอาชีวะศึกษา เขาตามจีบเธออยู่สามปี คบหากันสองปี และผ่านความยากลำบากนานัปการกว่าจะได้แต่งงานกับหญิงงาม
สมัยที่โจวหงจวินจีบสวี่เฟินฟาง เธอเคยพูดไว้ว่า ถ้าสวี่เซี่ยงฮวาพยักหน้า เธอก็จะยอมคบกับเขา ซึ่งในสมัยนั้น การคบหากันก็หมายถึงการตกลงจะแต่งงานกันแล้ว
โจวหงจวินไม่รอช้า วิ่งไปที่โรงงานปั่นฝ้ายเพื่อปรนนิบัติสวี่เซี่ยงฮวาอย่างเอาใจใส่
หกเดือนต่อมา สวี่เซี่ยงฮวาบอกสวี่เฟินฟางว่าผู้ชายคนนี้แต่งงานด้วยได้
โจวหงจวินในที่สุดก็ได้จับมือเล็ก ๆ ของหญิงสาวที่เขารัก
หลังจากทั้งสองคบหากัน โจวหงจวินจึงรู้ว่าสวี่เฟินฟางสามารถเรียนจนจบได้ก็เพราะการสนับสนุนของสวี่เซี่ยงฮวา ไม่อย่างนั้นครอบครัวก็คงไม่ยอมให้เธอซึ่งเป็ผู้หญิงเรียนต่อไปได้ และการที่เธอสอบเข้าที่ทำการไปรษณีย์ได้ก็เป็เพราะสวี่เซี่ยงฮวาอยู่เื้ัความพยายามอย่างมาก ดังนั้นสวี่เฟินฟางจึงรักพี่ชายคนนี้มากที่สุด และฟังคำพูดของสวี่เซี่ยงฮวามากที่สุดด้วย
โจวหงจวินได้ยินสวี่เฟินฟางบ่นไม่น้อยว่า ถ้าไม่ใช่เพราะพี่สี่ของเธอ เธอคงจะเลิกเรียนแล้วอยู่บ้านทำงานบ้าน เลี้ยงหลาน และอายุสิบเจ็ดสิบแปดก็คงแต่งงานกับชาวนา และใช้ชีวิตที่ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในไร่นาไปตลอดชีวิต
ทุกครั้งที่สวี่เฟินฟางพูดถึงเื่นี้ โจวหงจวินก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น และรู้สึกขอบคุณสวี่เซี่ยงฮวามากขึ้นไปอีก
หลังจากเดินห้างเสร็จ ทุกคนต่างก็ถือของเต็มสองมือ แม้แต่สวี่เจียหยางก็นั่งกอดกล่องขนมด้วยความสุข
“เที่ยงนี้ไปกินข้าวที่บ้านผมไหมครับ ฟางฟางอยู่บ้าน” โจวหงจวินทำท่าทางน่าสงสาร “ก่อนออกจากบ้าน ฟางฟางกำชับผมไว้ว่า ถ้าไม่เชิญพวกพี่กลับไป ผมก็ไม่ต้องเข้าบ้านแล้วครับ ฟางฟางไม่ได้เจอหลาน ๆ มาพักใหญ่แล้ว คิดถึงมากครับ”
“ผมก็คิดถึงอาป้ากับน้องชายเหมือนกันครับ” ดวงตาโตของสวี่เจียหยางเต็มไปด้วยความสุข
โจวหงจวินลูบหน้าสวี่เจียหยาง “อาป้ากับหลงหลงก็คิดถึงเธอ คิดถึงจะแย่แล้ว”
สวี่เซี่ยงฮวาไม่ได้เป็คนจุกจิก ถ้าสวี่เฟินฟางอยู่กับพ่อแม่สามี เขาคงไม่ไปรบกวน เพื่อไม่ให้น้องสาวลำบากใจ แต่โจวหงจวินและสวี่เฟินฟางมีบ้านพักเป็ของตัวเอง มีแค่สามคนในครอบครัว จึงไม่ต้องกังวลมากนัก
---
สวี่เฟินฟางเป็หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งและงดงาม แม้ตอนนี้จะดูอวบอ้วนขึ้นเพราะตั้งครรภ์ แต่ก็ยังคงความงามอยู่
อันที่จริงแล้วตระกูลสวี่ไม่มีใครหน้าตาอัปลักษณ์เลยสักคน ทุกคนล้วนมีขาที่ยาว รูปร่างสมส่วน แม้ในยุคที่ยากลำบากเช่นนี้ก็ยังคงรักษาความสูงได้ดี ยีนของพวกเขานั้นช่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะรุ่นของสวี่เซี่ยงฮวา ในวัยเด็กพวกเขาเคยยากจนถึงขนาดไม่มีอะไรเลย
สวี่เฟินฟางประคองใบหน้าของสวี่ชิงเจียแล้วเอ็ดด้วยความรัก “หนูคนนี้ทำไมไม่ระวังตัวเลยนะ โชคดีที่ไม่ทิ้งรอยแผลเป็ไว้” ในบรรดาหลาน ๆ เธอเลี้ยงสวี่ชิงเจียมากที่สุด จึงมีความผูกพันลึกซึ้งที่สุด
สวี่ชิงเจียนั่งเรียบร้อย ลูบท้องกลม ๆ ของเธอ “น้องสาวน่ารักไหมคะ?” สวี่เฟินฟางที่มีลูกชายแล้วหนึ่งคน ใฝ่ฝันอยากให้ลูกในท้องเป็ลูกสาว
“ลูกสาวฉันจะไม่น่ารักได้อย่างไร!” โจวหงจวินทำท่าทางเป็พ่อที่รักลูกสาวแบบโง่ ๆ “ตอนท้องเ้าลูกชายตัวเหม็น ฟางฟางแพ้ท้องอยู่สี่เดือน แต่คราวนี้ไม่แพ้เลยสักนิด ช่างเป็เด็กน่ารักอะไรอย่างนี้ ต้องเป็ลูกสาวแน่ ๆ!”
สวี่ชิงเจียมองลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยที่กำลังนั่งกินขนมกับสวี่เจียหยางอยู่ไม่ไกลด้วยความเห็นใจ ดูสิ แค่น้องสาวยังไม่คลอด เขาก็กลายเป็ “เ้าลูกชายตัวเหม็น” จาก “จักรพรรดิองค์น้อย” ไปแล้ว
อาจจะเป็เพราะเห็นท่าทางโง่ ๆ ของเขา สวี่เฟินฟางจึงเร่งเขา “รีบไปทำอาหารสิ นี่มันกี่โมงแล้ว” เธอท้องแปดเดือนแล้ว ไม่สามารถเข้าครัวได้เลย ดังนั้นอาหารสามมื้อก็ต้องไปกินที่โรงอาหารหรือบ้านสามี บางครั้งที่ทำอาหารก็เป็โจวหงจวินที่ทำ
โจวหงจวินยิ้มอย่างอารมณ์ดี “คุณก็ต้องให้ผมรินชาให้พี่สี่ดื่มก่อนสิครับ”
หลังจากรินชาอย่างรวดเร็วและชงนมข้าวสาลีให้เด็ก ๆ แล้ว โจวหงจวินก็เข้าครัวไป
สวี่ชิงเจียชูนิ้วโป้งเงียบ ๆ “ผู้ชายดีจริง ๆ!” เธอรู้สึกว่าตัวเองควรจะไปขอคำแนะนำจากสวี่เฟินฟางในภายหลัง
“ฉันจะไปช่วยคุณอา” สวี่ชิงเจียลุกขึ้น จะให้นั่งรอเฉย ๆ กินอาหารได้อย่างไร
สวี่เจียคังก็ลุกขึ้นเช่นกัน
เนื่องจากมีความสนิทสนมกัน สวี่เฟินฟางจึงไม่ได้กล่าวคำสุภาพ
หลังจากทั้งสองคนเดินจากไป สวี่เฟินฟางมองดูน้องชายสองคนที่กำลังกินอย่างมีความสุข แล้วดึงแขนสวี่เซี่ยงฮวา ชี้ให้เขาเข้าไปในห้อง
“พี่คะ บ้านที่หงจวินพูดถึง พี่อยากซื้อไหมคะ?” สวี่เฟินฟางพูดตรงไปตรงมา เธอสนับสนุนให้ซื้อ เพราะถ้าซื้อแล้วครอบครัวของพี่สี่ก็จะย้ายเข้าเมืองได้ บางทีพี่สะใภ้ก็อาจจะยอมกลับมา เธอเคยใช้ชีวิตในชนบทมาก่อน แล้วค่อยเข้ามาอยู่ในเมือง เธอจึงเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองที่นี้ดี ที่จะไม่พูดถึงอย่างอื่น แค่เื่น้ำและไฟฟ้าเท่านั้น การเคยชินกับการมีน้ำมีไฟฟ้าแล้วจะให้เธอกลับไปใช้ชีวิตในชนบท เธอก็รับไม่ได้เหมือนกัน
แม้สภาพในอำเภอฉงยังคงเทียบกับเมืองหลวงไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะที่นี่เป็บ้านไม่ใช่หรือ
ั้แ่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ เธอก็ยังคงหงุดหงิดอยู่ ทำไมบ้านถึงไม่มาเร็วกว่านี้ บางทีก็อาจจะไม่มีเื่หย่าร้างนี้เกิดขึ้นก็ได้
สวี่เซี่ยงฮวาหัวเราะแล้วพูดว่า “ไปดูสิ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะซื้อ”
สวี่เฟินฟางแสดงความยินดีออกมาอย่างชัดเจน “พี่มีเงินพอไหมคะ? ฉันมีเจ็ดร้อยหยวน พี่เอาไปใช้ก่อนได้เลยค่ะ” แม้จะถามเช่นนี้ แต่เธอก็คิดว่าพี่สี่คงมีเงินไม่พอ เพราะพี่ชายเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว จะเหลือเงินเก็บเท่าไหร่กัน
กลัวเขาจะกังวล สวี่เฟินฟางจึงรีบพูดว่า “ฉันกับหงจวินคุยกันแล้ว เขาเห็นด้วยค่ะ เรายังมีเงินเหลืออยู่ เจ็ดร้อยหยวนนี้เก็บไว้เฉย ๆ ก็ไม่ได้ใช้อยู่ดีค่ะ” เงินเดือนของสามีภรรยาคู่นี้ก็ดี ค่าใช้จ่ายก็น้อย แถมยังไม่ใช่คนใช้เงินฟุ่มเฟือย ดังนั้นทำงานมาไม่กี่ปีก็เก็บเงินได้เยอะแล้ว
สวี่เซี่ยงฮวาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เด็กสาวตัวน้อยจะให้เงินเขาใช้แล้ว เขาก็แกล้งทำเหมือนตอนหลอกคุณย่า “ตอนนี้ยังพออยู่ ถ้าไม่พอฉันจะขอยืมเธออีกที”
สวี่เฟินฟางที่คลายความกังวลลงก็ครุ่นคิดแล้วเอ่ยขึ้นว่า “พี่คะ พอซื้อบ้านเสร็จแล้ว พี่โทร.หาพี่สะใภ้หน่อยนะคะ ไม่อย่างนั้นพี่เอาเบอร์โทรศัพท์มาให้ฉัน ฉันจะคุยกับพี่สะใภ้เอง”
ด้วยความที่พี่สี่ส่งเธอเรียนมานานหลายปี ฉินฮุ่ยหรูก็ไม่เคยบ่นเลยสักคำ แถมยังสนับสนุนให้เธอเรียนต่อไป และบอกเธอว่าการเรียนดีสามารถเปลี่ยนโชคชะตาได้
สวี่เฟินฟางจึงรู้สึกว่าพี่สะใภ้ของเธอไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้น พี่ชายของเธอก็ดีกับเธอมาก แถมยังมีลูกอีกสองคน ลูกก็เป็เนื้อในตัวแม่ จะทิ้งไปง่าย ๆ ได้อย่างไร ไม่เ็ปแย่หรือ
