ชายาต่างเมือง
“หลินเจิน...เ้าคิดว่าข้าใจเร็วไปหรือไม่เล่า?”
คำถามถูกตั้งขึ้นโดยหญิงสาวเรือนร่างบอบบางในชุดเสื้อคลุมผ้าไหมบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ว่ามิใช่ปุถุชนธรรมดาทั่วไปขณะนั่งในรถม้าและมีหญิงสาวอีกนางนั่งอยู่เคียงข้างแต่การแต่งกายนั้นบอกสถานะต่ำกว่า หลินเจินเลื่อนผ้าม่านในรถเทียมม้าเพื่อมองภาพเบื้องนอกก่อนหันมาถามว่า
“เื่อะไรหรือเ้าคะ ท่านหญิงจางลี่?”
“ก็เื่ที่ข้ารับคำท่านพ่อ ตอบตกลงเดินทางมาเพื่อเป็ชายาให้อ๋องแห่งแคว้นหลู่นี่อย่างไรเล่า”
“ข้าว่าท่านคิดถูกแล้วที่เดินทางมายังแคว้นหลู่ ดู ๆ ไปบ้านนี้เมืองนี้ก็ไม่เลวเลยนะเ้าคะ”
“ข้ามิได้หมายถึงบ้านเมือง แต่ข้าหมายถึงองค์ชายหลี่เจี๋ย อ๋องแห่งรัฐหลู่ต่างหาก ข้ายังเป็กังวล มิรู้ว่าเขาเป็คนเช่นไร ใจหนึ่งข้ามิได้คิดจะจากบ้านเกิดแต่ข้าก็กลัวเหลือเกินว่าหากยังอยู่แคว้นฉี วันดีคืนดีข้างต้องกลายเป็อนุลับ ๆ ของพี่ชายข้าอย่างแน่นอน”
จางลี่ถอนหายใจ ั์ตากลมโตของนางมีประกายของความกังวลมากล้น ธิดาแห่งฉีหวนกง ผู้ปกครองรัฐฉี ซึ่งถือว่ามีอิธิพลมากกว่าแคว้นใด ๆ ทั้งที่เกิดการแย่งชิงความเป็ใหญ่ระหว่างแคว้นต่าง ๆ อยู่เนือง ๆ ครั้งหนึ่งองค์ชายเสี่ยวป้ายหรือฉีหวนกงผู้ปกครองรัฐฉีและองค์ชายจิวแห่งรัฐหลู่เคยเป็พี่น้องแต่ด้วยเคราะห์กรรมและวิบากทางการเมืองทำให้เกิดความขัดแย้งและการแก่งแย่งอำนาจ มารดาของจางลี่เคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อฉีหวนกงเป็ใหญ่จึงยกทัพไปตีรัฐหลู่ เมื่อได้ชัยชนะก็เป็ผู้ออกคำสั่งให้ปะาองค์ชายจิวซึ่งเป็พี่ชายเพื่อล้มล้างอำนาจและได้รัฐหลู่ไว้ในกำมือ
ฟังดูแล้วเป็เื่น่าหดหู่ใจ แต่จะทำประการใดได้ในเมื่อนี่คือยุทธวิธีใช้กลศึกเพื่อเอาชนะทุกรูปแบบ ทิ้งไว้ก็แต่เพียงเื่เล่าขานสืบต่อถึงความยิ่งใหญ่ของผู้กำชัยชนะ แต่ด้วยเหตุใดเล่าจางลี่จึงตัดสินใจยินดีรับข้อเสนอของบิดาให้มาเป็ชายาของหลานชายตัวเองทั้งที่ครั้งหนึ่งองค์ชายหลี่เจี๋ยเคยเป็ลูกของพี่ชายที่กลายเป็ศัตรูในสนามรบ ด้วยวัยสาวสะพรั่งเพียงสิบเจ็ดปี หากความงามไม่เป็สองรองเ้าหญิงองค์ใดของฉีหวนกง แม้เป็ธิดาของสนมปลายแถวแต่จางลี่กลับยิ่งงามดึงดูดใจพี่ชายต่างมารดาที่เพียรบังคับให้นางรับเป็อนุลับ ๆ
จางลี่รู้ว่ากำลังตกอยู่ท่ามกลางวังวนอันน่าหวาดหวั่น เป็แค่ธิดาเกิดแต่นางสนม มิมีปากเสียงทัดทานหากพี่ชายของนางอยากได้ไปร่วมเรียงเคียงห้อง มารดาของนางอ่อนแอและต้อยต่ำเกินกว่าจะต่อต้านหากเป็เช่นนั้น แล้วนางจะรออยู่ฉันใดให้พี่ชายต่างมารดาในวังหลวงปิดประตูตายมิให้นางได้พบผู้ใดและต้องกลายเป็นางบำเรอของผู้มีสายเืเดียวกัน
และเมื่อฉีหวนกง้าส่งนางมาเป็ชายาของหลานชายตัวเองทำให้จางลี่ได้พบทางออกแม้ว่าองค์ชายหลี่เจี๋ยจะมีศักดิ์เป็พระญาติผู้พี่ เป็ลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ก็ยังดีกว่าที่นางจะต้องกลายเป็เมียลับของผู้มีสายเืใกล้ชิดกว่านั้นมิใช่หรือ อย่างน้อยนางก็ยังมีศัดิ์ศรีของการเป็ชายาของอ๋องผู้ครองแคว้นหลู่ หากแต่เมื่อเดินทางใกล้ถึงวังของอ๋องหลี่เจี๋ยกลับทำให้จางลี่เกิดความสับสนใจขึ้นมาตามประสาเด็กสาวผู้ยังไม่คุ้นเคยกับการออกเรือน และการเดินทางมาต่างแคว้นครานี้ก็มีเพียงหลินเจิน นางต้นห้องคนสนิทและเป็ผู้ที่นางไว้วางใจเพียงผู้เดียวติดตามมาด้วย
“ข้าเคยได้ยินเื่เล่าเกี่ยวกับองค์ชายท่านนี้” หลินเจินเอ่ยขึ้น “ผู้สืบทอดอำนาจแต่องค์ชายจิว พระเชษฐาของอ๋องแห่งแคว้นฉีเป็ผู้มีความรู้ทั้งบู๊ทั้งบุ๋น เป็ชายชาตรีรูปงามและแข็งแกร่ง ชอบเขียนบทกวีและศึกษาตำราจากพระอาจารย์ทั่วสารทิศ เก่งกาจเื่ศาสตราวุทธมิเป็สองรองผู้ใด"
“เท่าที่ฟังเ้าเล่ามาข้ามิได้ยินเลยว่าเขาจะมีข้อเสียที่ตรงไหน”
“เช่นนี้มิดีรึท่านหญิง แม้องค์ชายหลี่เจี๋ยจะเป็พระญาติผู้พี่หากก็ถือว่าท่านจะได้มีศักดิ์เป็ถึงชายาแห่งแคว้นหลู่ ผู้ใดจักข่มเหงหรือทำให้ท่านไม่สบายใจมิได้”
“ข้าคิดถึงท่านแม่ขึ้นมาแปลก ๆ อย่างไรมิรู้...หลินเจิน...ข้าหวังอย่างยิ่งว่าองค์ชายจะเป็คนดีดังที่เ้าว่า หากเป็เช่นนั้นข้าคงอยู่ที่แคว้นหลู่ได้อย่างสบายใจ”
“อย่ากังวลไปเลยนะเ้าคะ”
หลินเจินดึงมือนายหญิงมาจับไว้และบีบเบา ๆ
“หากท่านมิมีผู้ใดก็จะมีหลินเจินอยู่ใกล้ ๆ ข้าจะมิมีวันทิ้งให้ท่านเดียวดายอย่างเด็ดขาด”
“เอ๊ะ! นี่เราถึงวังขององค์ชายแล้วหรือ?”
จางลี่แสดงความประหลาดใจเมื่อรถม้าหยุดลง หลินเจินเป็ผู้แหวกม่านออกดู เมื่อเปิดประตูก็มีนายทหารผู้ติดตามยืนรออยู่เบื้องล่าง ได้ยินนายทหารผู้นั้นกล่าวว่า
“พระธิดาจางลี่ บัดนี้เราได้เดินทางมาถึงวังของหลู่อ๋องแล้ว ขอเชิญเสด็จพะย่ะค่ะ”
จางลี่ค่อย ๆ ก้าวลงเบื้องล่าง นับเป็การเหยียบพื้นแผ่นดินแคว้นหลู่ครั้งแรก หากทว่านางก็ต้องพบความประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามิได้มีเหล่าข้าราชบริพารมาต้อนรับอุนหนาฝาคั่งดั่งที่คิดหมาย มิมีเสียงแซ่ซ้องต่อการเดินทางมาของว่าที่องค์ชายาผู้เป็ถึงพระธิดาแห่งอ๋องผู้เป็ใหญ่จากแดนไกลอย่างแคว้นฉี หากมินับทหารและองครักษ์ยืนเวรยามหน้าประตูเมืองก็มีเพียงชายวัยกลางคนหนวดเคราขาวโพลนในชุดข้าราชการระดับสูงพร้อมด้วยนายทหารชั้นมหาดเล็กผู้ติดตามอีกสองสามคน และถัดไปเป็หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับนางในชุดงดงามบอกสถานะว่าควรเป็นางในวังมากกว่าชาวบ้านธรรมดาทั่วไป สักครู่ชายวัยกลางคนผู้นั้นค้อมศีรษะลงคล้ายถวายคำนับพร้อมเอ่ยว่า
“ขอต้อนรับพระธิดาจางลี่ ข้านี้มีนามว่าวั่งซู เป็พระอาจารย์ของหลู่อ๋อง และนี่คือฮุยอิน เป็ธิดาของข้าที่ได้รับพระบัญชาจากองค์ชายหลี่เจี๋ยให้มาคอยต้อนรับพระธิดาในวันนี้”
ทั้งวั่งซูและธิดาของเขาต่างถวายคำนับพร้อมกันอีกครั้ง จางลี่เห็นว่าฮุยอินนั้นน่าจะอายุพอ ๆ กันกับนาง เป็หญิงสาวที่มีใบหน้างดงามแต่แววตาของนางเหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ หากจางลี่ก็ไม่อยากคิดอะไรมากนักในเวลานี้
“แล้วตอนนี้องค์ชายหลี่เจี๋ยมิได้ประทับในพระราชวังดอกหรือ?”
เจียนเ้า ราชองครักษ์ในวัยสี่สิบต้นผู้รับบัญชาจากฉีหวนกงให้ติดตามพระธิดามายังแคว้นหลู่เป็ผู้ถามขึ้นขณะหลินเจิน นางต้นห้องก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ วั่งซูปรายยิ้มอย่างเป็มิตรและเอ่ยตอบว่า
“ขณะนี้หลู่อ๋องติดภารกิจออกว่าความเื่บ้านเมืองกับเหล่าเสนาบดีจึงมิได้ออกมาต้อนรับพระธิดาจางลี่ ข้าต้องขออภัยต่อพระธิดาด้วย”
“ข้านึกว่าการเดินทางไกลของว่าที่องค์ชายาจากแคว้นฉีจักได้รับการต้อนรับอย่างเอิกเกริกจากเหล่าพสกนิกรและข้าราชบริพารขององค์ชายหลี่เจี๋ย”
“มิเป็ไรดอกท่านเจียนเ้า”
จางลี่ปรามราชองครักษ์ที่เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ นางยิ้มตอบให้พระอาจารย์ของหลู่อ๋องแม้ใจเริ่มไม่สงบสุข
“องค์ชายคงติดภารกิจหนักหน่วงด้วยเป็เื่บ้านเมือง ท่านเป็พระอาจารย์ของพระองค์ออกมาต้อนรับข้าเช่นนี้ก็น่าดีใจมากแล้ว”
“ข้าต้องขออภัยต่อพระธิดาเป็อย่างยิ่งที่หลู่อ๋องมิอาจมาต้อนรับพระชายาได้ด้วยตนเอง แต่ก็ได้ให้ข้ามาคอยดูแลองค์ชายา ข้าจักพาพระธิดาไปยังตำหนักร้อยไหมซึ่งเป็ตำหนักที่สวยงามมากอยู่ทางทิศตะวันออกของวังหลวง...อ้อ...เพียงพระธิดาจางลี่และนางกำนัลผู้ติดตามเท่านั้น”
วั่งซูหันไปบอกเจียนเ้าและนายทหารอีกกว่าสิบนายพร้อมด้วยข้าราชบริพารอีกไม่กี่คน ราชองครักษ์ชะงักในทันใด วั่งซูยังยิ้มใจเย็น
“มิต้องกังวลไปดอกราชองครักษ์ จักมิมีภยันตรายใดต่อองค์ชายาของท่านอ๋อง ในเมื่อนางก็ได้มาอยู่บนผืนแผ่นดินหลู่ซึ่งนับได้ว่าเป็บ้านพี่เมืองน้องกับแคว้นฉีและในบัดนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นก็ยิ่งแแ่มากขึ้นไปอีก นี่เป็พระประสงค์ของหลู่อ๋องที่จะให้พระธิดาได้พักในตำหนักอันถือว่าวิจิตรงดงามยิ่ง พระองค์จะทรงมอบตำหนักร้อยไหมเป็ของขวัญอันล้ำค่าแก่องค์ชายา พระธิดาของฉีหวนกง พระปิตุลาขององค์ชายนั่นอย่างไร”
“แล้วเหล่าทหารกับข้าราชบริภารของพระธิดาเล่า พวกท่านจะให้เราอยู่ที่ใด” เจียนเ้าถาม
“ข้าได้จัดที่พักไว้สำหรับพวกท่าน มิต้องเป็กังวลอันใด แคว้นหลู่ยินดีต้อนรับคนจากแคว้นฉีเสมอ”
ราชองค์รักษ์จำต้องทำตามที่วั่งซูบอก ปล่อยให้คนขององค์ชายหลี่เจี๋ยนำพระธิดาจางลี่และนางกำนัลคนสนิทขึ้นเกี้ยวที่ได้เตรียมไว้ไปยังตำหนักร้อยไหมซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของวังหลวง ขณะนั้นหลินเจินซึ่งเดินตามขบวนไปไม่ห่างก็ให้เกิดความพะวักพะวงอย่างประหลาด ทุกอย่างดูไม่เหมาะเจาะแม้แต่น้อย
