วันหนึ่งในปลายสารทฤดู ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง หมอกสีขาวปกคลุมทั่วหมู่บ้านตระกูลหวัง บ้านหลังคามุงจากแต่ละแถวปรากฏให้เห็นเลือนราง แว่วเสียงไก่ขันทําลายความเงียบเป็ครั้งคราว
ยามนี้ไม่ใช่ฤดูกาลเพาะปลูก อากาศในตอนเช้าเย็นเล็กน้อย คนในหมู่บ้านยังไม่ตื่นนอน
มีเพียงครอบครัวตระกูลหวังที่อาศัยอยู่ในเรือนอิฐเท่านั้น นอกจากหญิงตั้งครรภ์และเด็กสามคนแล้ว คนอื่นๆ ล้วนตื่นขึ้นมาทํางานและทําซาลาเปา
ทำการค้าขายอาหาร โดยเฉพาะอาหารเช้า จำต้องตื่นเช้ากว่าไก่เสียอีก เงินที่หามาได้ล้วนได้มาอย่างยากลำบาก
ในห้องครัว หลี่ชิงชิงและหวังเยวี่ยก้มหน้าก้มตาห่อซาลาเปา สองมือจัดการห่ออย่างรวดเร็ว ซาลาเปาสีขาวๆ อ้วนๆ ถูกพวกนางปั้นแล้วใส่ลงในซึ้งนึ่ง
การค้าขายนี้ดำเนินมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว หวังเยวี่ยห่อซาลาเปาไปหนึ่งหมื่นกว่าลูก นางชำนาญในการห่อยิ่ง
หลี่เอ้อร์หลิน หวังจื้อ หวังเลี่ยง และหวังจวี๋ต่างเป็ลูกมือให้กับสตรีทั้งสองนาง
หลังจากผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อสามีภรรยาตื่นนอน ซาลาเปาทั้งหมดก็นึ่งสุกและขนขึ้นเกวียนเสร็จแล้ว
หลี่ชิงชิงเอ่ยกําชับ “วันนี้หมอกหนายิ่ง พวกท่านเดินทางช้าลงหน่อย”
ก่อนหน้านี้ฝนตกมาสองวันแล้ว ในวันที่ฝนตกการค้าซาลาเปาของตระกูลหวังก็ไม่ได้หยุด บนถนนสายหลักมีคนขี่ม้าค่อนข้างเร็ว จนเกือบจะชนเข้ากับเกวียนของตระกูลหวัง
หมอกลงหนาเช่นนี้ ทัศนวิสัยย่ำแย่กว่าวันที่ฝนตก ดังนั้นความปลอดภัยต้องมาก่อนเป็อันดับหนึ่ง
ผู้เฒ่าหวังรีบร้อนเอ่ยกับทุกคน “ทุกคนต้องจำใส่ใจ อย่าได้เร่งรีบเกินไป”
หลิวซื่อเอ่ยอย่างเป็กังวล “หมอกหนาขนาดนี้ ไม่รู้ว่าพวกเราไปถึงอําเภอแล้ว ลูกค้าจะตื่นแล้วหรือยัง?”
หลี่เอ้อร์หลินเองก็กังวลเล็กน้อย “การค้าขายในวันที่มีหมอกจะขายดีหรือไม่?”
“พี่สาม วันนี้ข้าให้ซาลาเปาท่านเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบลูก ท่านขายแค่ที่ตำบลชิงอวี๋ ไม่ต้องไปที่ริมแม่น้ำเซียงเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงเห็นว่าหลี่เอ้อร์หลินมีสีหน้าไม่เข้าใจ จึงเอ่ยว่า “ในวันที่มีหมอกหนา ชาวประมงในแม่น้ำเซียงคงไม่กล้าออกเรือหาปลากระมังเ้าคะ?”
ทําการค้าเล็กๆ น้อยๆ ต้องคํานึงถึงสภาพอากาศ ทัศนวิสัยของแม่น้ำเซียงในวันหมอกหนาย่ำแย่กว่าถนนเส้นหลักนัก ชาวประมงไม่กล้าออกเรือหาปลาในสภาพอากาศเช่นนี้
หลี่เอ้อร์หลินเข้าใจในทันที พลางกล่าว “ไม่กล้า เ้ากล่าวได้ถูกต้อง ดูข้าสิ เคยทำงานช่วยชาวประมงหาปลาที่แม่น้ำเซียง กลับไม่รู้เท่าเ้า”
หลี่ชิงชิงเอ่ย “ท่านเพียงยุ่งจนหลงลืมไปต่างหากเ้าค่ะ”
วันก่อนหลี่เอ้อร์หลินได้หารือกับหลี่ชิงชิงแล้วว่า เขาจะกลับไปที่หมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนเพื่อรับิซื่อและลูกๆ ทั้งสี่คนออกมาก่อนเหมันตฤดูจะมาถึง จากนั้นก็ไปทำการค้าซาลาเปาที่อําเภอที่ใกล้กับหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนที่สุด
อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ หมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนอยู่ในูเา อุณหภูมิต่ำกว่าหมู่บ้านตระกูลหวังหลายองศา ปีก่อนๆ ที่ผ่านมาหิมะจะตกใน่ล่าเยวี่ย บ้านของตระกูลหลี่ทรุดโทรมและหนาวเป็พิเศษ เสบียงอาหารน้อย และไม่มีเสื้อนวมกันหนาว
หลี่เอ้อร์หลินกลัวว่าลูกๆ ที่ยังเด็กอยู่จะทนไม่ไหว
หลี่ชิงชิงเห็นด้วย และได้เริ่มสอนหลี่เอ้อร์หลินหมักแป้ง ทำไส้และหลายๆ อย่าง
่สองวันมานี้ หลี่เอ้อร์หลินทั้งต้องเรียนทําซาลาเปาและขายซาลาเปา ยังต้องคิดว่าจะตั้งรกรากที่อําเภอได้อย่างไร เขาใช้พลังสมองและกําลังกายไปไม่น้อย
พัวลาลาที่โตขึ้นเล็กน้อยกระดิกหาง วิ่งไล่ตามเกวียนสามเล่มไปถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้วจึงกลับมา
เวลานี้เป็ดสองตัวและลูกเป็ดน้อยหนึ่งฝูงในบ้านยังคงหลับอยู่ในรัง ทว่าในฝูงไก่มีไก่หลายตัวตื่นแล้ว เริ่มเดินออกไปข้างนอกและส่งเสียงขันให้ได้ยินหลายเสียง
หลังจากคนทั้งหกที่รับหน้าที่ออกไปขายซาลาเปาจากไปแล้ว ภายในบ้านพลันสงบลงทันที หวังเยวี่ยให้หลี่ชิงชิงและหวังจวี๋รีบไปนอนต่อ ส่วนนางจะอยู่ทําความสะอาดห้องครัว
หวังเยวี่ยขยันยิ่งนัก นอกจากเวลานอนและกินก็ไม่เคยหยุดทำงาน เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่แต่งงานก็ขยัน แต่ไม่ได้ขยันถึงเพียงนี้ และนี่เป็เพราะว่านางถูกไห่ซื่อด่าทอทุกวันยามอยู่ที่ตระกูลโจว
ครั้นจางซื่อตื่นนอนท้องฟ้าก็สว่างแล้ว คนในหมู่บ้านต่างลุกขึ้นมากินอาหารเช้าและลงแปลงผักกันแล้ว
ฤดูกาลนี้ที่ดินของชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนปลูกหัวไชเท้า หัวไชเท้าปลูกได้ปริมาณมาก แปลงผักก็ดูแลง่าย
หลังจากจางซื่อไล่ให้หวังเยวี่ยไปนอนแล้ว นางก็เอาไม้กวาดมากวาดลานบ้าน กวาดใบไม้ที่ร่วงลงมา กวาดมูลเป็ดและมูลไก่ใส่บุ้งกี๋แล้วเทลงในห้องสุขาเพื่อหมักเป็ปุ๋ย
สตรีนางหนึ่งเดินผ่านบ้านตระกูลหวัง มองผ่านหมอกสีขาวเข้าไปในลานบ้าน เห็นเงาร่างของจางซื่อเลือนรางก็เอ่ยขึ้นว่า “กินข้าวเช้าแล้วหรือ?”
จางซื่อมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด ฟังจากน้ำเสียงก็ยังแยกไม่ออก นางตอบกลับ “กินแล้ว”
“กินซาลาเปาหรือ?”
“ใช่แล้ว”
สตรีนางนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงอิจฉาเป็อย่างยิ่ง “บ้านเ้ากินดีจริงๆ อาหารเช้าแต่ละวันราวกับ่ปีใหม่อย่างไรอย่างนั้น!”
จางซื่อกลั้นยิ้มไม่อยู่ “บ้านข้าขายซาลาเปา อาหารเช้าไม่กินซาลาเปาแล้วจะกินสิ่งใด”
สตรีนางนั้นเอ่ย “อ้อ ก็ใช่ บ้านข้าขายพริก อาหารเช้าก็กินพริก”
จางซื่อกวาดลานบ้านทั้งด้านหน้าและด้านหลังหนึ่งรอบ จัดการกับบุตรสาวทั้งสามคนเรียบร้อย แล้วให้บุตรสาวคนโตหวังพั่นตี้และบุตรสาวคนรองหวังเจาตี้ไปปล่อยเป็ดที่คูน้ำทางเข้าหมู่บ้าน
เป็ดนั้นต้องเลี้ยงแบบปล่อย แต่ไก่ไม่ต้อง
บุตรสาวคนเล็กหวังฉิวตี้ยังเด็กเกินไป จางซื่อกลัวว่าหวังฉิวตี้จะพลัดตกคูน้ำ จึงไม่เคยให้หวังฉิวตี้ตามไปปล่อยเป็ดด้วย
“พัวลาลา ไป ตามพวกนางไป!” จางซื่อกลัวว่าบุตรสาวสองคนจะดูฝูงเป็ดไม่ได้ จึงไล่สุนัขสีเหลืองตัวน้อยที่บ้านให้ตามไปด้วย
ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าใน่เช้าส่องแสงเจิดจ้าไปทั่วสารทิศ หมอกสีขาวค่อยๆ จางหายไป ภาพใต้หล้าก็ชัดขึ้นมาอีกครั้ง
จางซื่อนั่งทำงานเย็บปักอยู่ในลานบ้าน หวังฉิวตี้นั่งอยู่ข้างกายนาง ใช้มือน้อยๆ ปอกถั่วปากอ้าทีละนิด
สตรีวัยกลางคนหน้าเหลืองในวงศ์ตระกูลผู้หนึ่งพาเด็กน้อยน้ำมูกไหลสองคนแวะมาที่บ้านตระกูลหวัง สตรีหน้าเหลืองสนทนากับจางซื่อ
เด็กน้อยสองคน้าช่วยหวังฉิวตี้ปอกถั่วปากอ้า
หวังฉิวตี้ส่ายหน้าไปมา พลางเอ่ย “ไม่ต้องแล้ว ข้าปอกเปลือกเองได้” ทั้งเอ่ยสำทับอีกว่า “พวกเ้าเช็ดน้ำมูกให้สะอาด แล้วล้างมือด้วย”
ยามที่หลี่ชิงชิงตื่นขึ้นมาก็เกือบจะเที่ยงแล้ว ภายในบ้านเงียบสงบเหมือนเมื่อก่อน หากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกสักพักคนในบ้านที่ออกไปขายซาลาเปาก็จะทยอยกันกลับมาแล้ว
ชีวิตเป็เช่นนี้ทุกวัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ขายซาลาเปาได้เงินไม่มาก ทว่าก็มากกว่าคนในหมู่บ้านเดียวกัน
สําหรับนางที่เพิ่งทะลุมิติมาที่แคว้นต้าถังนั้น ทุกสิ่งอย่างที่ทำล้วนเพื่อแสวงหาความมั่นคงและความสงบสุข ส่วนเงินนั้นค่อยๆ หาได้ สภาพของครอบครัวดีขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตความเป็อยู่สบายขึ้นเพียงเท่านี้ก็เป็ที่พอใจแล้ว
“ส่งพริกสับดองไปหนึ่งเดือนแล้ว ทางฝั่งเซียงเยวี่ยไจยังไร้ข่าวคราวตอบกลับมา นายท่านหม่าน่าจะยังไม่กลับมาจากทางเหนือ”
หลี่ชิงชิงทอดถอนใจอีกครั้งกับการจราจรที่ไม่สะดวกยิ่งนักของแคว้นต้าถัง
ในเวลานี้ เสียงอึกทึกครึกโครมได้ดังมาจากลานบ้าน ซึ่งเป็เสียงะโของหลิวซื่อนั่นเอง
“ตาเฒ่า ผู้ใดบอกให้เ้ารับปากเร็วขนาดนั้น เ้าไม่แม้แต่จะมองข้าที่ส่งสายตาให้ด้วยซ้ำ!”
“โถ่ พอข้าได้ยินพวกเขา้าซาลาเปาจำนวนมาก ทั้งยัง้าทุกวัน ข้าจึงดีใจยิ่ง ไหนเลยจะได้ไตร่ตรองอะไรไปมากกว่านั้น?”
“เื่นี้เ้าก็รับปากไปแล้ว หากร้านพวกเราไม่ขายให้พวกเขาอีก พวกเขาจะฟ้องร้านเราต่อศาลาว่าการหรือไม่”
ผู้เฒ่าหวังรีบเอ่ย “ยายเฒ่า การค้าใหญ่ขนาดนี้ ไฉนเ้าถึงไม่อยากทําไม่อยากหาเงิน ข้าพูดแล้วเ้าไม่ฟัง เช่นนั้นเ้าก็รอฟังว่าชิงชิงจะว่าอย่างไร?”
หลี่ชิงชิงกำลังสวมเสื้อผ้าอยู่ ก็ได้ยินเสียงของหลิวซื่อดังมาจากนอกประตู “ชิงชิง มีเื่ใหญ่จะถามเ้า อ้อ เ้ายังไม่ตื่นนอนกระมัง? ข้านี่แก่แล้วเลอะเลือนจริงๆ เ้านอนต่อเถิด”
ผู้เฒ่าหวังบ่น “เสียงของเ้าดังกว่าฟ้าร้องเสียอีก ชิงชิงต้องตื่นเพราะเสียงเ้าแน่ๆ”
หลี่ชิงชิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก พลางเอ่ยเสียงสูงว่า “ท่านแม่ ข้าตื่นแล้วเ้าค่ะ”
“เ้าฟัง ชิงชิงตื่นแล้ว” หลิวซื่อถลึงตาจ้องผู้เฒ่าหวัง เพราะว่าอยากจะรีบเอ่ย ไม่ทันรอให้พบตัวหลี่ชิงชิงก็เอ่ยขึ้นทันที “ชิงชิง วันนี้คนจากหอเพียวเซียงสั่งซาลาเปาห้าร้อยลูกกับบิดาเ้า บิดาเ้ารับปากแล้ว ข้าคิดว่าหอเพียวเซียงเป็สถานที่เช่นนั้น หากบ้านเราขายซาลาเปาให้พวกเขา จะทำให้มีชื่อเสียงที่ไม่ดีเข้า การค้านี้ไม่อาจทำได้ แต่ว่าบิดาของเ้ารับปากไปแล้ว”
