ดวงตะวันบนหัวจากที่เคยร้อนแรงก็ค่อยๆ อ่อนลง ถูกแทนด้วยแสงจันทร์ตอนกลางคืนส่องแสงจางๆ ให้เห็น
จนถึงตอนนี้ พวกเขาได้เดินทางผ่านหมู่บ้านสามแห่งแล้ว และแต่ละที่ล้วนแต่เต็มไปด้วยศพและคนตาย จากที่หวาดกลัวรู้สึกอาเจียนก็เริ่มชินมากขึ้น มาถึงถนนใหญ่ที่เป็เส้นทางราชการที่มีทางแยก ตรงนั้นมีป้ายไม้หลายใบปักอยู่ข้างถนน
“พี่ใหญ่ ท่านอ่านออกเขียนได้หรือไม่?” หยู่เจ๋อถามอย่างตะกุกตะกัก เขาเป็แค่ช่างปั้นหม้อ สิ่งที่เขารู้ก็มีแค่การมองหาดินและทักษะการปั้นเท่านั้น ขึ้นชื่อว่าชาวบ้าน อย่างมากรู้แค่ชื่อตัวเองแต่ก็ยังสะกดและเขียนไม่เป็
ทำให้เขาและภรรยาอดไม่ได้ที่จะมองไปยังครอบครัวแซ่เฉิน
เพราะรู้สึกว่าครอบครัวนี้แตกต่างจากครอบครัวอื่นมากจนควรจะอ่านออกเขียนได้
เฉินถั่วถงเป็คนแรกที่เข้าไปใกล้แผ่นศิลา มองดูจากด้านหน้าแล้วก็จากด้านหลัง แต่นางก็ส่ายหัวอ่านไม่ออก
เดิมทีครอบครัวแซ่เฉินเป็ชาวนาธรรมดาที่ดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ในอดีตพวกเขาแค่ขยันและร่ำรวยกว่าชาวบ้านปกตินิดหน่อยเท่านั้น ภาษาที่มีก็มาจากโลกก่อนที่ไม่ใช่โลกนี้ ดังนั้นจึงเป็ไปไม่ได้ที่พวกเขาจะอ่านภาษาของโลกใหม่ออก
เฉินอ่าวผู้ชำนาญศาสตร์วิชาทุกแขนงในโลกเซียน มีเผ่าและรู้ภาษาเก่าแก่ที่หายไปอยู่มาก เขาจึงโบกมือให้นางหลบไปด้านข้าง แล้วมองไปรอบๆ แผ่นป้ายด้วยความมั่นใจ ว่าภาษาของโลกเบื้องล่างไม่นับว่าเป็อะไรในสายตา
แต่พอเห็นอักษรเหมือนไส้เดือนดิ้น และแต่ละป้ายก็ดูมีรูปลักษณ์การเขียนที่ไม่ซ้ำเลยสักตัว เขาก็ได้แต่ยืนตะลึงอยู่กับที่และพูดไม่ออก ว่าไอ้ตัวอักษรพวกนี้ใช่ส่วนไหนของร่างกายคิดออกมา
“ท่านพ่อเป็อย่างไรบ้าง?” เมื่อเห็นว่าเฉินอ่าวไม่ตอบเป็เวลานาน เฉินเหนียนอู่และเฉินอวี๋จึงเรียกเขาเบาๆ
“หืม..มันเป็ภาษาถิ่นทั้งหมด มันไม่มีภาษากลางหรือความเชื่อมโยงอะไร ข้าขอตีความสักครู่”
เฉินอ่าวถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด เฉินเหนียนอู่เดินไปดูบ้าง แต่นางก็ขมวดคิ้วไม่สามารถแกะคำหรือเดาอะไรได้เลย
เฉินอวี๋ได้ยินแทบไม่อยากเชื่อ ว่ามันเป็ลายมือหรือภาษาแบบไหนกัน ที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวโดยเฉพาะพี่สาวคนรองยังอ่านไม่ออก
เฉินเหนียนอู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วหันไปบอกให้เฉินอวี๋ที่อุ้มอิงเอ๋อให้มาดูด้วยกัน
เฉินอวี๋เหลือบมองไปยังแผ่นไม้
ภายใต้แสงจันทร์ สามารถมองเห็นข้อความหลายบรรทัดที่เขียนอยู่ ซึ่งเรียงกันด้วยอักษรขยุกขยิก เหมือนภาษาจีนแต่ก็ไม่ใช่ เหมือนจะคุ้นเคยแต่เขาก็อ่านไม่ออก
“เป็ยังไงบ้าง?” เฉินเหนียนอู่ถามจากด้านหลัง คิดว่าความเงียบที่ยาวนานคงหมายความว่าต้องพบเบาะแสสิ่งดีๆ
“มันดูคุ้นๆ แต่ข้านึกความหมายของมันไม่ออก” เฉินอวี๋ลังเล เหมือนจะอ่านออกแต่ก็ติดปัญหาเื่ไวยากรณ์
“ไม่ใช่เ้าน้องสาม ข้าถามน้องสาวคนเล็กของเราต่างหาก”
“หือ?”
“...”
เฉินอวี๋ผงะ จากนั้นก็ก้มลงไปดูอิงเอ๋อที่ตอนนี้กำลังเงยหน้ามองป้ายอยู่
โดยไม่คาดคิด อิงเอ๋อหันกลับมาและพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
ทำเอาทั้งครอบครัวต่างแปลกใจ เฉินอ่าวเป็คนแรกที่แสดงปฏิกิริยา เขาเดินไปข้างหน้า ย่อตัวลงตรงหน้าเฉินอิงเอ๋อแล้วชี้ไปที่คำๆ หนึ่งแบบสุ่ม
เฉินอวี๋เหลือบมองตาม ตระหนักว่านี่คืออักษรที่ซับซ้อนที่สุดบนแผ่นป้าย มันไม่เหมือนตัวเขียนแต่ดูเหมือนการเลียนแบบภาพวาด ก่อนที่ปากเล็กๆ ของอิงเอ๋อที่ดูดนิ้วตัวเองอยู่ จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเล็กๆ ว่า
“ปูน้อย”
เอ๋?
ปูรึ?
“...”
เฉินอวี๋เหลือบมองไปตามที่น้องสาวพูด และเมื่อเทียบกับอักษรจีนที่เขียนว่า “ปู” หากตัดหางและลดรูปเดิมทิ้ง เหมือนว่ามันจะวาดและเขียนซึ่งสื่อถึงปูตัวเล็กอย่างที่น้องสาวเอ่ยจริงๆ
“เอ๋ มันเหมือนอักษรว่า ปู จากเมืองเสี่ยวผางเซี่ยเลยท่านพ่อ” (小螃蟹 ปูตัวเล็ก)
เฉินอวี๋อุทานขึ้น เขียนและวาดอักษรที่เขารู้จักลงดิน ลบเส้นบางคำทิ้งให้ทุกคนมาดูด้วยกัน
ถึงจะมีโครงที่ต่างกันจากที่อยู่บนป้าย แต่เหมือนว่าทั้งเฉินอวี๋และอิงเอ๋อจะรู้จักคำๆ นั้นไม่ได้โกหก
สิ่งนี้ จึงทำให้ทุกคนพากันมามุงดูด้วยความอยากรู้ หยู่เจ๋อก็พูดอย่างไม่แน่ใจว่า “เมืองเสี่ยวผางเซี่ยอยู่ในเขตปกครองของมณฑลเหลียงตง ซึ่งอยู่ติดกับอำเภอหนานโจวของเราไปหลายลี้ ข้าได้ยินมาจากกลุ่มพ่อค้าคาราวาน ว่าใช้เวลาครึ่งเดือนกว่าจะเดินทางไปถึงที่นั่น”
เฉินอ่าวเหลือบมองอิงเอ๋อกับเฉินอวี๋ ที่ตอนนี้กำลังถามและพูดคุยเื่การเขียนและความหมายกันอยู่ โดยมีเฉินถั่วถงและเฉินเหนียนอู่ยืนร่วมฟังอยู่ข้างๆ
ไม่มีใครสงสัยหรือถาม ว่าทำไมเด็กน้อยทั้งสองถึงเข้าใจ แต่ด้วยระยะแค่นี้ การแอบฟังด้วยเคล็ดวิชาหูทิพย์ร้อยย่างก้าว เขาจึงได้ยินสิ่งที่เฉินอวี๋และอิงเอ๋อพูดคุยได้อย่างชัดแจ๋ว
เฉินอ่าวกระแอมคอไอสองสามครั้งแสร้งทำเป็ผู้รู้ หันไปมองป้ายยกมือััคางด้วยท่าทีของนักปราชญ์ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสุขุม หยิบผลงานที่แอบฟังมาเอ่ยอย่างช้าๆ ว่า
“ป้ายนี้บอกจุดหมายปลายทางของสี่เส้นทาง ป้ายแรกคือป้ายที่หมายถึงอำเภอหนานโจวของจ้อเจียงที่เราอยู่ หากเดินทางไปทางทิศตะวันตกตามเส้นทางหลัก จะถึงชายแดนของมณฑลเหลียงตง เป็ที่ตั้งของเมืองเสี่ยวผางเซี่ยในอีกสามสิบลี้”
“ส่วนป้ายนี้ หากเดินทางไปทางทิศตะวันออก จะเข้าสู่เส้นทางที่ไปยังมณฑลชิงโจว เหมือนตอนนี้เราจะอยู่ระหว่างทางแยกไปสองมณฑล”
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินอ่าว หยู่เจ๋อและภรรยาก็ตะลึง หากเทียบกับมณฑลชิงโจวที่ไม่คุ้นเคยและค่อนข้างไกลแล้ว เมืองเสี่ยวผางเซี่ยในมณฑลเหลียงตงนั้นใกล้เคียง ถือเป็สถานที่ที่คุ้นเคยกับพวกเขามากกว่า
หยู่เจ๋อเคยได้ยินจากพ่อค้าเร่คนหนึ่ง ว่าเ้ามณฑลเหลียงตงเป็ตระกูลแม่ทัพ ดังนั้นบางทีพวกฏผ้าโพกธงแดงจึงยังไม่ควรไปบุกโจมตี
หรือหากดีกว่า คือฏผ้าธงแดงควรถูกปราบไปแล้ว ทำให้เขตดูแลใต้การปกครองยังอยู่ในความสงบ
หยู่เจ๋อหันไปมองสมาชิกครอบครัวแซ่เฉิน บอกสิ่งที่เขารู้เพื่อขอความคิดเห็น
เมื่อมองไปยังดวงจันทร์ที่ส่องสว่างบนท้องฟ้า ดวงดาวส่องประกายอยู่รอบตัว เฉินอ่าวจึงคำนวณด้วยศาสตร์วิชาฮวงจุ้ยดู และพบว่าโชคของทุกคนยังพอมีโอกาสรอดชีวิตหากมุ่งหน้าไปยังทิศทางตะวันตก
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เขากำลังจะพูด เฉินถั่วถงที่เป็คนจดจำเื่ราวและข้อมูลเก่าๆ รวมถึงคาดคะเนเส้นทางเคลื่อนทัพของกองทัพฏผ้าธงแดงแล้ว นางจึงสามารถตัดสินใจได้ก่อนที่เฉินอ่าวจะทันได้พูดอะไร
“เราจะมุ่งหน้าไปที่เมืองปูน้อยเสี่ยวผางเซี่ย”
“...”
ความคิดของเฉินอ่าว ที่จะบอกให้ทุกคนเดินทางไปทางทิศตะวันตกถูกขัดอีกครั้ง เขาจึงหันขวับมองไปที่เฉินถั่วถงด้วยความใ อยากจะถามนางจริงๆ ว่านางแค่ชี้ไปที่นั่นแบบสุ่มๆ หรือว่านางเองรู้ศาสตร์แห่งการทำนายเหมือนกันจริงๆ
ซึ่งมันเป็ไปไม่ได้ เพราะเห็นได้ชัดว่าเฉินถั่วถงเป็นักคิดเชิงวิเคราะห์ และจะไม่มีวันฝากโชคชะตากับสิ่งที่เรียกว่าปรัชญาเหนือธรรมชาติ บางทีอาจเป็เพราะสายตาที่จ้องมองของเฉินอ่าวเข้มข้นใคร่รู้เกินไป ทำให้ทุกคนต่างพากันมองไปที่นาง จนเฉินถั่วถงต้องสอนและบอกพวกเขาแบบสดๆ ว่ามีอะไรบ้างถึงเลือกทำให้นางตัดสินใจเดินทางและมุ่งหน้าไปยังเมืองดังกล่าว
“อย่าได้สงสัย”
“หากพิจารณาจากสภาพทางภูมิศาสตร์และการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ มีโอกาสมากที่มณฑลเหลียงตงที่อยู่ต่ำกว่าและเป็พื้นที่ที่มีเทือกเขาอยู่น้อย จะยังคงมีแหล่งน้ำและไม่ประสบปัญหาภัยแล้งเช่นมณฑลจ้อเจียงของเรา”
“หากให้เลือกเส้นทาง เราควรไปที่ทิศตะวันตกเหลียงตงแทนที่จะไปยังชิงโจว”
“...”
