จัตุรัสชุมนุมประตูั!
หมอกโลหิตว่อนฟ้า ผู้ที่อยู่รอบเมืองหลงเซียนต่างเผยสีหน้ากังวลตื่นตระหนก แต่กลับไม่มีใครกล้าพอที่จะลงไปช่วย เพราะขอเพียงมีคนเข้าไปด้านในเมื่อไหร่ก็จะสูญสิ้นสติปัญญา และไม่อาจกลับออกมาได้อีก
หวังเค่อเผยสีหน้ากังวลร้อนใจ จื่อปู้ฝานจอมลวงโลก พวกเ้าจัดวางค่ายกลไว้ล้างแค้นสังคมก็ทำไปสิ จะลากข้ามาเกี่ยวด้วยทำซากอะไร!?
“ฮึ่ม มหากลหมื่นโลหิตชุบั? ขวัญกล้าบังอาจนัก!” เสียงๆ หนึ่งดังทะลุขึ้นมาท่ามกลางความอลหม่านตลอดเมืองหลงเซียน
“มาแล้ว ในที่สุดยอดฝีมือผู้เร้นกายของเมืองหลงเซียนก็มาถึงแล้ว!” จางเจิ้งเต้าร้องอย่างยินดี
แต่ที่เห็นคือเงาร่างสายหนึ่งพุ่งขึ้นฟ้าไปจากที่ไกล ฝ่ายนั้นไม่ได้อาศัยของวิเศษช่วย เพียงลอยตัวอยู่กลางเวหาอย่างนั้น
“ขอบเขตทารกแกนิญญา?” าาอสรพิษเปลี่ยนสีหน้า
แต่ที่เห็นคือภาพของบุรุษรูปร่างกำยำในชุดคลุมสีม่วงอมทองไท่จี๋ ในมือถือแส้ปัดฝุ่นยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ เพียงพริบตาก็มาถึงน่านฟ้าที่อยู่ห่างจากอาคารเสินหวังไปไม่ไกล
“ประมุขพรรคอีกาทองคำ จื่อจ้งซาน!” จางเจิ้งเต้าอุทาน
“ประมุขพรรคอีกาทองคำ?” หวังเค่อผงะไป
ประมุขของพรรคสำนักหนึ่งมาถึงแล้ว?
“พวกนรกส่งมาเกิด กล้าดียังไงถึงได้จัดวางค่ายกลเช่นนี้ ไม่รู้จักตายเสียแล้ว!” จื่อจ้งซานแผดเสียง
ขณะแผดเสียงแส้ปัดฝุ่นในมือก็ตวัดออก บนฟ้าปรากฏเมฆดำนับไม่ถ้วนขึ้นมาในบัดดล พลิกพล่านทาบทับลงมาสะกดหวังเค่อและคณะที่อยู่ด้านล่าง
หวังเค่อหน้าเปลี่ยนสีรีบะโบอกอีกฝ่าย “ประมุขพรรคอีกาทองคำ ยั้งมือก่อน นี่ข้าเอง เราพวกเดียวกัน! ข้าเป็ผู้บริสุทธิ์ ข้าถูกบีบให้มายืนอยู่ตรงนี้!”
“ครืนนนน!”
เมฆดำบนฟ้าจับตัวแ่า ส่งสายอสนีแปลบปลาบไปทั่ว ประมุขพรรคอีกาทองคำจ้องหวังเค่อไม่วางตา
จางเจิ้งเต้าาาอสรพิษทางด้านข้างเองก็มองหวังเค่อ เวรเอ๊ย นอกจากดีแต่คุยโวโอ้อวดแล้วเ้าทำอะไรได้อีกบ้าง? จนถึงเมื่อกี้เ้าไม่ทันรู้จักประมุขพรรคอีกาทองคำเลยด้วยซ้ำ แล้วอยู่ๆ จะมาสานสัมพันธ์อะไรก่อน? พวกเดียวกัน? ใครเป็พวกเดียวกับเ้าไม่ทราบ!
จริงดังคาด จื่อจ้งซานไม่สนใจใยดีหวังเค่อเลยสักนิด แส้ปัดฝุ่นในมือแกว่งฟาดออกทันที
“หมื่นอสนีจงมา จุติ!” จื่อจ้งซานตวาด
“ครืนนนนน!”
เมฆดำบนฟ้าเกิดอสนีบาตพันหมื่นสายแล่นวูบวาบไปมาก่อนเทตัวลงประดุจห่าพิรุณตกกระหน่ำ
ครั้นแล้วก็ระดมลงใส่จัตุรัสชุมนุมประตูัไม่ยั้งในชั่วพริบตา
อสนี์สุดไพศาลตกกระหน่ำไปทั่วหมอกโลหิต เกิดหลุมขนาดมหึมาขึ้นในพริบตา
หวังเค่อลดหน้ามองเข้าไปในหลุมมหึมานั้น สัตว์อสูรจระเข้ั์ตัวหนึ่งเพิ่งถูกฆ่าตายอย่างน่าอนาถ พริบตาที่นอนจมกองเื เืและพลังปฐมถึงกับลอยขึ้นฟ้าตามการชักนำของมหากล เืบางส่วนผสมปนเปไปกับหมอกโลหิตในอากาศ แต่เืปฐมส่วนใหญ่มุ่งตรงไปทางชีพจรัทองที่แหวกว่ายอยู่ตรงกลาง เพียงพริบตาอสูรจระเข้ั์ก็กลายเป็ซากศพแห้งกรังไป
ไม่เพียงแต่อสูรจระเข้ แต่พวกที่ถูกฟ้าผ่าตายเองก็เป็เช่นนี้ ขอเพียงตาย เืปฐมก็จะถูกชีพจรัทองพรากไปจนเหลือไว้แต่ซากร่างแห้งกรังอันน่าเวทนาสุดบรรยาย
ชีพจรัทองนั้นตอนนี้เปลี่ยนเป็ัโลหิตสีแดงคล้ำไปโดยสมบูรณ์
“เป็มหากลหมื่นโลหิตชุบัจริงๆ?” จางเจิ้งเต้าสีหน้าไม่น่าดู
“มหากลหมื่นโลหิตชุบั? ใช้เืพลังปฐมของทุกคนมาหล่อชุบัโลหิต นี่ นี่เป็เพราะอะไร?” หวังเค่อตื่นใ
“นี่เป็วิธีต้องห้าม ว่ากันว่าหลายร้อยปีก่อนเคยมีคนใช้วิธีนี้พรากเอาเืมนุษย์ไปทั้งเมืองจึงจะสร้างัโลหิตออกมาได้ตัวหนึ่ง! ์พิโรธ เลวร้ายสุดทนดู ใต้หล้าไม่ขอทน! ไม่นึกเลยว่าจะกลับมาปรากฏขึ้นบนโลกอีกครั้ง!” จางเจิ้งเต้าสีหน้าไม่น่าดู
“ใช้คนทั้งเมืองมาสร้างัโลหิต?” หวังเค่อหน้าเปลี่ยนสี
“ครืนนนนนนนนน!”
หมื่นอสนีรวมรั้ง เมื่ออสนีบาตที่มารวมตัวกันะเิปะทุออก มหากลหมอกโลหิตด้านล่างก็กระเจิดกระเจิง ร่างของชีพจรัโลหิตเองก็ค่อยๆ เผยโฉมออกมา
ทีละน้อย ค่อยๆ มองเห็นว่าบนหัวของัโลหิตมีบุรุษสีโลหิตคนหนึ่งนั่งอยู่ บุรุษคนนั้นไม่สวมเสื้อ เืท่วมเต็มตัว กลมกลืนไปกับเศียรของัโลหิต
“ที่แท้ัโลหิตตัวนี้ถูกคนบงการอยู่? มหากลหมื่นโลหิตชุบัเองก็อยู่ในการควบคุมของมัน?” จางเจิ้งเต้าสีหน้าอัปลักษณ์
แต่แล้วหวังเค่อก็ต้องเปลี่ยนสีหน้าใหญ่หลวง ตาเบิกกว้าง “บัดซบ ทำไม ทำไมถึงเป็มันไปได้?”
“ปีศาจร้าย ที่แท้เ้าเป็คนที่เข่นฆ่าล้างบางพวกมัน?” จื่อจ้งซานตวาด
ขณะตวาดแส้ปัดฝุ่นก็พุ่งตัวออกไป อสนีบาตนับไม่หวาดไม่ไหวไหลบ่าตามไปในบัดดล พุ่งตรงเข้าหาเงาร่างสีโลหิตนั้น
“กรร!”
ัโลหิตกู่ร้อง ทันใดนั้นก็มีปราณโลหิตสุดคณานับพุ่งออกมาเป็ม่านปราการล้อมตัวบุรุษสีโลหิตบนเศียรัเอาไว้
“ตูมมม!”
อสนีบาตนับไม่ถ้วนปะทะใส่ม่านปราการสีเืจนสั่นสะท้านเลื่อนลั่นไปพักหนึ่ง
บุรุษสีเืบนเศียรัเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใบหน้าฉายรังสีสังหารอันเยียบเย็น
“เป็ไอ้สติป่วงนั่นจริงๆ? คิดว่าพอเนื้อตัวแดงเถือกไปหมดแล้วข้าจะจำเ้าไม่ได้งั้นรึ?” หวังเค่อร่ำร้อง
“เป็มัน? เป็มันได้ยังไง? อ๋า? หวังเค่อ เ้าเองก็รู้จักมันหรือนี่?” จางเจิ้งเต้าอุทานขณะมองมาทางหวังเค่อ
“หลวงจีนตัดกาเม! ศิษย์สัญจรของวัดขั้นโลหิต หลวงจีนตัดกาเมผู้อยู่โยงเฝ้าวัดสะกดมาร! แม่งเอ๊ย ไม่ใช่เ้าบอกว่าไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือไง? แล้วมหากลล้างบางนี่แปลว่าอะไร?” หวังเค่ออุทาน
“หลวงจีนตัดกาเม? หลวงจีน? เ้าล้อเล่นอะไรอยู่! มันเป็มารตัวเอ้เชียวนะ!” จางเจิ้งเต้าใ
“เ้ารู้จักมัน?” หวังเค่อถามอย่างสงสัย
“แน่อยู่แล้ว ตอนที่ข้าเคยออกปล้นสุสานเคยแอบเห็นหน้ามันมารอบหนึ่ง! เซ่ออวี้เทียน! เ้าตำหนักที่สองของลัทธิมาร เซ่ออวี้เทียน!” จางเจิ้งเต้าอธิบาย
“เซ่ออวี้เทียน? เ้าตำหนักที่สองที่เล่าลือกันว่าหากใครลองได้เห็นหน้ามันเข้าก็จะถูกมันไล่ล่าสังหาร เซ่ออวี้เทียนนั่นน่ะหรือ?” หวังเค่ออุทาน
“ใช่ ไม่งั้นเ้าคิดว่าเป็ใครล่ะ? มันจะเป็หลวงจีนไปได้ยังไง? ตาเ้ามีปัญหารึเปล่าเนี่ย!” จางเจิ้งเต้าค่อนแคะ
“ผายลม ข้าจะจำคนผิดได้ยังไง? ไม่เชื่อเ้าก็ถามาาอสรพิษเองเลย าาอสรพิษเคยถูกหลวงจีนตัดกาเมกระทืบมาแล้ว!” หวังเค่อมองไปทางาาอสรพิษ
าาอสรพิษพยักหน้า ก่อนหันหน้าไปทางเซ่ออวี้เทียนอย่างประหวั่นพรั่นพรึง
หวังเค่อขมวดคิ้วนิ่วหน้า “เ้าตำหนักสองเซ่ออวี้เทียน? หลวงจีนตัดกาเมวัดขั้นโลหิต? เซ่ออวี้เทียน (ตัณหาเทียมฟ้า)? ตัดกาเม?”
แต่ที่เห็นคือภาพม่านปราการโลหิตที่กางรอบตัวเซ่ออวี้เทียนกำลังจะแตกกระจาย เซ่ออวี้เทียนสีหน้าเ็าหมางเมิน “จื่อปู้ฝาน ทำไมถึงยังไม่ลงมืออีก? ข้ากำลังควบคุมมหากลอยู่จึงลงมือไม่ได้ เ้าจะมองอยู่เฉยๆ รึ?”
เซ่ออวี้เทียนตวาด จื่อจ้งซานชะงักงัน มองตรงมาทางหวังเค่อและหมู่คณะ
“ไม่เกี่ยวกับพวกเรานะ! พวกเราถูกบังคับให้มายืนอยู่ตรงนี้!” หวังเค่อรีบบอก
แต่ตอนนั้นเองจื่อปู้ฝานก็ค่อยๆ เดินออกมาจากห้องที่อยู่ด้านหลังหวังเค่อ
“ฮึ่ม ใครมองอยู่เฉยๆ กัน? ข้ากำลังรออสนี์ผ่าลงมาจะได้สวนกลับไปต่างหาก! แต่อสนี์ของจื่อจ้งซานก็ไม่ยอมปะทุสักที แล้วข้าจะสวนกลับได้ยังไง?” จื่อปู้ฝานเอ่ยเสียงเย็น
“ฮึ่ม!” เซ่ออวี้เทียนแค่นเสียงเย็น
“กรร!”
พร้อมเสียงกู่ของัโลหิต หมอกโลหิตนับไม่ถ้วนก็เข้ามาห่อหุ้มร่างของัโลหิตและเซ่ออวี้เทียนเอาไว้อีกคำรบ กลืนหายไปในหมอกโลหิต ชัดเจนว่าอีกฝ่ายตั้งใจให้จื่อปู้ฝานรับศึกที่เกิดขึ้นภายนอก ส่วนตัวมันเองก็ทุ่มสมาธิบงการมหากลฆ่าล้างตัดชีวา
“จื่อปู้ฝาน?” จื่อจ้งซานมองมาทางจื่อปู้ฝานด้วยสีหน้าดิ่งทะมึน
“จื่อจ้งซาน เ้าพบตัวข้านานแล้วไม่ใช่รึไง? เพราะงั้นเ้าก็เลยจงใจไม่ส่งสายฟ้าลงมาตรงนี้?” จื่อปู้ฝานจ้องตอบ
“สายฟ้าของข้าไม่จงใจหลบเลี่ยงใคร เมื่อกี้มีอสนีบาตหลายสิบตกกระหน่ำใส่อาคารหลังนี้ แต่ก็หายไปรอบๆ หมดแล้ว!” จื่อจ้งซานเอ่ยเสียงเย็น
“ผายลมสิไม่ว่า เป็เพราะเ้าเจอตัวข้าก็เลยจงใจไม่ชักนำอสนีบาตมาทางนี้ต่างหาก!” จื่อปู้ฝานยังคงจับจ้อง
“เ้าตำหนักจื่อปู้ฝาน นี่ไม่อาจไปโทษประมุขพรรคจื่อจ้งซานได้ นี่ไม่ใช่ความผิดเขา! เมื่อกี้มีอสนีบาตตกลงมาอย่างท่วมท้นจริงๆ!” หวังเค่อรีบสะอึกกายออกมา
จางเจิ้งเต้าทางด้านข้างรีบดึงตัวหวังเค่อไว้โดยพลัน แม่งเอ๊ย ตอนนี้สองั์ใหญ่ทารกแกนิญญาฝ่ายธรรมะอธรรมกำลังจะฉะกันอยู่รอมร่อ เ้าเป็แค่เซียนเทียนกระจ้อยร่อยกลับกล้าสอดปากยุ่งเกี่ยว? เ้าคิดจะทำอะไร? เ้าอยากตายรึไง! ถ้าเ้าอยากตายนักก็อย่าลากพวกเราลงไปกับเ้าด้วยซี่!
“หือ?” จื่อปู้ฝานหันมาทางหวังเค่อด้วยสีหน้าเปี่ยมจิตสังหาร
ไอ้เด็กนี่ สรุปแล้วเ้าอยู่ข้างไหนกันแน่? เวลาแบบนี้ก็ยังจะกล้าเข้ามาไกล่เกลี่ย?
“อาคารหลังนี้ของข้าติดสายล่อฟ้าเอาไว้ เพราะงั้นก็เลยไม่กลัวสายฟ้าธรรมดาทั่วไป! สายล่อฟ้าอยู่ตรงนั้น พวกท่านดูสิ!” หวังเค่อชี้ไปทางสายล่อฟ้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกลออกไป
จื่อปู้ฝาน “…!”
จื่อจ้งซาน “…!”
“อาคารหลังนี้ของข้ามีสายล่อฟ้าติดตั้งไว้ก็เลยไปรบกวนการปะทะกันของผู้ใช้สายฟ้าอย่างพวกท่าน! ท่านทั้งสอง เพื่อที่พวกท่านจะได้มีประสบการณ์การต่อสู้อันสมบูรณ์แบบ เพื่อที่จะได้ต่อยตีกันอย่างเมามันออกรสออกชาติ เชิญพวกท่านไปตีกันให้ห่างๆ จากอาคารของข้าจะได้ไหม เช่นนี้ก็จะเป็ผลดีกับท่าน กับเขา แล้วก็กับข้าด้วย!” หวังเค่อหว่านล้อมอย่างร้อนใจ
ั์ใหญ่ทารกแกนิญญาลองได้ตีกันขึ้นมา ขืนไม่ระวังอาจถล่มอาคารของข้าหลังนี้เป็หน้ากลองไปเลยก็ได้นี่! กว่าข้าจะหาเงินสร้างอาคารหลังนี้ขึ้นมาได้ไม่ใช่ง่ายๆ ขืนต้องมาพังถล่มเพราะพวกเ้าจะทำยังไง? ข้าไม่ต้องเสียเงินเปล่าพอดีหรือ!
จื่อปู้ฝานจื่อจ้งซานมองหวังเค่อสักพัก ดีกับท่านดีกับเขาดีกับข้าอะไรของเ้า? ไอ้เด็กนี่มันป่วยจิตรึไง!
“แวบ!”
อสนีบาตอีกสายผ่าเปรี้ยงลงมาที่อาคาร แต่ก็ถูกสายล่อฟ้าเบี่ยงไปะเิลงพื้นทันที ตัวอาคารจึงปลอดภัยไร้เื่ราว
“สายล่อฟ้า?” จื่อจ้งซานทำหน้าประหลาด
“ถูกต้อง! ประมุขจื่อจ้งซาน หากท่านยินดี ประเดี๋ยวข้าจะส่งให้ท่านสักเจ็ดแปดอันในราคาต้นทุนเลยก็ยังได้ ทีนี้พวกท่านก็ย้ายไปทะเลาะกันที่อื่นทีเถอะนะ? กว่าข้าจะสร้างอาคารหลังนี้ขึ้นมาได้ไม่ง่ายเลย เป็ความลำบากรากเืของคนงานไม่รู้กี่ชีวิตต่อชีวิต! พวกเราล้วนเป็ผู้บริสุทธิ์!” หวังเค่อคะยั้นคะยอเกลี้ยกล่อมชักจูง
จื่อจ้งซานมองหวังเค่ออย่างเ็าก่อนที่จะไม่ไปสนใจใยดีมันอีก
“จื่อจ้งซาน เ้าจะมายุ่งอะไรด้วย เ้ามาทำอะไรที่นี่กัน?” จื่อปู้ฝานยังคงจ้องมองอีกฝ่ายไม่ลดละ
จื่อจ้งซานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะต้องถอนหายใจออกมาในท้ายที่สุด “น้องข้า ผ่านมานานขนาดนี้แล้วเ้าก็ควรจะกลับมาได้สักที!”
หวังเค่อกับจางเจิ้งเต้าทางด้านข้างตาโตเป็ไข่ห่าน
“น้องสาว? พวกท่านเป็พี่น้องกันหรือนี่?” หวังเค่ออุทาน
“นี่จะบอกว่าประมุขพรรคอีกาทองคำคือพี่ชายของเ้าตำหนักสามลัทธิมารจันทรา? ข่าวเด็ดสะระตี่อะไรอย่างนี้?” จางเจิ้งเต้าอึ้งกิมกี่
“กลับไป? ฮ่าๆๆ กลับไปอะไรก่อน? ตอนนี้ข้าสุขสบายดีเถอะ! จื่อจ้งซาน รีบไปให้พ้นหน้าข้าได้แล้ว ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!” จื่อปู้ฝานแค่นเสียงเย็น
“น้องข้า ขืนเ้ายังช่วยเซ่ออวี้เทียนก่อกรรมทำเข็ญอยู่แบบนี้จนถูกข้าลากตัวกลับไปก็อย่ามาโทษกันก็แล้วกัน!” จื่อจ้งซานเอ่ยเสียงเย็น
“ก็มาเลยสิ! แหฟ้าตาข่ายม่วง!” จื่อปู้ฝานร้อง
“ครืนนน!”
ทันใดนั้นเมฆดำบนฟ้าก็พลิกพล่านอีกครั้ง อสนีบาตหลั่งไหลกันเข้ามา เพียงแต่นี่เป็อสนีที่จื่อปู้ฝานบงการเข้าหาจื่อจ้งซาน
“เ้าตำหนักจื่อ อย่ามาสู้กันที่นี่ซี่!” หวังเค่อร้องลั่น
“ฮึ่ม พูดมากจริง!” จื่อปู้ฝานแค่นเสียงเย็นก่อนดีดตัวขึ้นฟ้าไป
“น้องข้า วิชาอสนีของเ้ารุดหน้าอีกแล้วสินะ แต่เ้าไม่ใช่คู่มือข้าหรอก รีบตั้งสติและตามข้ากลับพรรคได้แล้ว!” จื่อจ้งซานตวาด
ที่เห็นคือภาพอสนีบาตนับไม่ถ้วนเข้าห้อมล้อมสองพี่น้องเอาไว้อย่างเฉียบพลัน ก่อนที่ทั้งสองจะพุ่งเข้าใส่กันพร้อมฟาดฝ่ามือออกไป
“ตูม~~~~~~~~~~~~~~!”
ราวกับบอลแสงอสนีขนาดใหญ่สองลูกพุ่งปะทะกันกลางอากาศก่อนะเิออก ฟ้าดินพลันตกอยู่ในแสงสว่างน่าขนลุกบาดั์ตา ั์ตาพวกหวังเค่อพลันถูกแสงสว่างทิ่มแทงจนลืมไม่ขึ้น อสนีบาตนับไม่ถ้วนแล่นวาบไปทั่วสารทิศอย่างบ้าคลั่ง มีอยู่หลายสายที่แล่นมาทางหวังเค่อ
“ตูมมม!”
“สายล่อฟ้า เ้าต้องต้านไว้ให้ได้นะ!” หวังเค่อร้องอย่างหวาดผวา
