“พรุ่งนี้ข้าจะไปทวงเงินกับหมอแซ่ชวีนั่น!” หยวนเหล่าเอ้อร์ทำท่าครุ่นคิดอยู่สักครู่แล้วเอ่ยต่อ “หากไม่ใช่เพราะคนพวกนั้น สกุลกู้คงไม่ต้องเสียเงินจ้างคนขึ้นเขาไปตามหาพวกเรา หากไม่ใช่เพราะพวกนั้นบอกว่า้าขึ้นเขาไปหาสมุนไพร เจินเจินก็คงไม่อาสานำทาง และหากไม่ใช่เพราะต้องเดินอ้อม พวกเราคงไม่คลาดกับกลุ่มคนที่ขึ้นเขาไปตามหา เงินที่เสียไปนี้ข้าต้องไปทวงกับหมอแซ่ชวีผู้นั้นให้จงได้ จะไม่ยอมให้สกุลกู้เสียเปรียบโดยเด็ดขาด!”
จ้าวซื่อพยักหน้าด้วยสีหน้าแข็งขัน “ถูกต้อง จะยอมให้สกุลกู้เสียเปรียบไม่ได้เป็อันขาด ท่านดูบ้านใหญ่ พอรู้ว่าพวกเราเสียชีวิตบนเขาก็รีบไปทวงทรัพย์สินเงินทองของพวกเรากับสกุลกู้ทันที แล้วย้อนกลับมาดูสกุลกู้ พวกเขาไม่เพียงไม่ฮุบทรัพย์สินเงินทองที่พวกเราฝากไว้ กลับยอมควักเงินจ้างคนขึ้นเขาไปตามหาพวกเราอีก”
ในสายตาของจ้าวซื่อยามนี้รู้สึกว่าทรัพย์สมบัติของสกุลกู้ไม่มีทางมากมายเท่าของพวกนาง กู้ซิ่วไฉเป็คนเถรตรง ไม่เหมือนสามีของนางที่ไหวพริบว่องไวหาเงินเก่ง ส่วนโสมและหลินจือที่บุตรสาวเก็บมาได้จากบนเขา นางก็มองว่ายังไม่เพียงพอในการรักษาอาการป่วยของสองสามีภรรยาสกุลกู้และต้าหลางด้วยซ้ำ
“สกุลกู้เป็คนซื่อสัตย์เกินไป ท่านพี่ ต่อไปท่านต้องดูแลพวกเขาด้วย” นางกำชับผู้เป็สามี
หยวนเหล่าเอ้อร์กอดพลางหอมแก้มภรรยาที่เพิ่งอาบน้ำด้วยสบู่หอมและทาผิวด้วยน้ำมันหอมจนตัวหอมกรุ่น “วางใจเถิด ในหมู่บ้านนี้ข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์รังแกผู้อื่น ผู้อื่นอย่าหวังเลยว่าจะมารังแกผู้ใดได้!”
ถึงว่าไฉนคนมีเงินถึงชอบใช้สบู่หอมและพวกน้ำมันหอม เพราะเมื่อใช้แล้วตัวไม่เพียงมีกลิ่นหอม ผิวยังเนียนและนุ่มมากอีกต่างหาก ขนาดหยวนเหล่าเอ้อร์อายุมากแล้ว จิตใจยังอดไหววูบมิได้ เขาตั้งปณิธานในใจว่า ไว้ใช้สบู่หอมน้ำมันหอมของหลิ่วตี๋หมดเมื่อใดจะเข้าไปในเมืองซื้อกลับมาสักหนึ่งเกวียน บัดนี้เขามีฐานะดีขึ้น สมควรเสพสุขกับชีวิตได้แล้ว หาไม่แล้วจะหาเงินมาไว้มากมายไปไย ไว้ดูเล่นกระนั้นหรือ
วันถัดมาหยวนเหล่าเอ้อร์ไปหากู้ซิ่วไฉที่บ้านเพื่อหารือเื่หมั้นของเจินเจินกับกู้อวี้ กู้ซิ่วไฉนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเรียกบุตรชายคนโตเข้ามาเพื่อตัดสินใจ
กู้อวี้ไม่เห็นด้วย กล่าวว่า “เจินเจินยังเด็ก พวกเราไม่ควรตัดสินใจแทนนางในยามที่นางยังไม่รู้เื่อะไรเลย ยามนี้พวกเราควรทำให้นางมีความสุข ปล่อยให้นางได้โบยบินอยู่บนท้องฟ้าอย่างมีอิสระ ไม่ควรกักขังนางเอาไว้”
ส่วนตัวเขา...เขาสามารถรอได้
รอให้นางเติบใหญ่เมื่อใด หากถึงเวลานั้นนางมีคนที่ชอบ เขาก็จะทำหน้าที่เป็พี่ชายที่ดี และเป็ขุนเขายิ่งใหญ่และมั่นคงให้แก่นาง แต่ถ้าหากนาง…
ประโยคนี้ของกู้อวี้เต็มไปด้วยความจริงใจจนหยวนเหล่าเอ้อร์พูดไม่ออก เื่หมั้นของบุตรสาวคงต้องวางไว้ก่อน
ไม่กี่วันต่อมากลุ่มคนที่ขึ้นเขาออกตามหาพวกหยวนเหล่าเอ้อร์ก็กลับลงมา สกุลกู้มอบเงินตามที่ตกลงไว้ให้แก่ทุกคน ทุกคนต่างยิ้มแย้มยินดีกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะชาวบ้านในหมู่บ้าน การขึ้นเขาไปครั้งนี้ได้เงินค่าตอบแทนมามากมาย แม้ระหว่างที่อยู่บนเขาจะกินอะไรก็ลำบากไปหมด หรือแม้จะได้รับาเ็เล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม ทว่าพวกเขายังคงรู้สึกดีใจมาก
หยวนเหล่าเอ้อร์มองสกุลกู้ยื่นเงินให้แก่ทุกคนโดยไม่กล่าวคำใด จนจ้าวซื่อได้แต่สงสัยว่าเหตุใดสามีถึงไม่พูดคำใดออกมาบ้างเลย ทว่านางก็รู้ความดีว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่สมควรจะถามออกไป
รอจนหมอเทวดาชวีรักษาขาของกู้อวี้จนดีขึ้น สามารถงอและเริ่มเดินได้ แม้จะต้องใช้ไม้เท้าก็ตาม หยวนเหล่าเอ้อร์ถึงได้เอ่ยเื่นี้กับหมอเทวดาชวี
หมอเทวดาชวีตอบตกลงในทันที กลับเป็กู้ซิ่วไฉกับกู่ซื่อที่ปฏิเสธ เพียงแค่หมอเทวดาชวีช่วยรักษาขาของกู้อวี้จนดีขึ้นถึงเพียงนี้ พวกเขาก็รู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณมากแล้ว ยังจะรับเงินชดเชยสำหรับค่าว่าจ้างที่เสียไปได้อย่างไร ทว่าหมอเทวดาชวียังคงยืนยันหนักแน่น กู้อวี้จึงเป็คนรับเอาไว้เอง ในขณะเดียวกันก็ยิ่งมั่นใจว่าเหตุการณ์บนเขา อีกฝ่ายคงคิดเห็นเช่นเดียวกับหลิ่วตี๋ คือทอดทิ้งเจินเจินโดยไม่สนใจสิ่งใด
กู้อวี้ยิ้มพลางเอ่ยกับหมอเทวดาชวีว่า “ท่านหมอชวี นับจากนี้ระหว่างพวกเราไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว”
บุญคุณระหว่างสกุลกู้กับหมอเทวดาชวีใช้คืนหมดแล้ว ทว่าความแค้นระหว่างหมอเทวดาชวีกับเจินเจินยังไม่หมด
หมอเทวดาชวีไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าภายใต้รอยยิ้มของกู้อวี้นั้นซ่อนอะไรเอาไว้ เมื่อได้ยินประโยคนี้จึงลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ความรู้สึกผิดที่เกาะกุมอยู่ภายในจิตใจลอยหายไปจนสิ้น บัดนี้เขาสมควรเดินทางกลับเมืองหลวงได้แล้ว
หลังหมอเทวดาชวีขอตัวลาจากไป ชีวิตของคนสกุลกู้และสกุลหยวนก็กลับคืนสู่ความสงบ บ้านเดิมสกุลหยวนไม่ได้มาหาเื่อีก ชีวิตในแต่ละวันผ่านไปอย่างราบรื่นมีความสุข มีเพียงแค่เจินเจินที่ต้องตัดสินใจในเื่ที่ยากมากเื่หนึ่ง
เครื่องเรือนที่กู่ซื่อสั่งทำถูกส่งไปที่บ้านรองสกุลหยวนจนครบหมดแล้ว หยวนเหล่าเอ้อร์และจางซื่อเลย้าให้เจินเจินกลับไปอยู่ที่บ้าน ส่วนตัวเด็กหญิงเองก็ตระหนักดีว่า นางสมควรต้องกลับไปอยู่กับบิดามารดา เพราะนั่นต่างหากคือครอบครัว ทว่ายามนี้นางยังตัดใจไปจากพี่ชายไม่ลง
“บิดามารดามีแต่จะอายุมากขึ้น เมื่อใดที่เราเติบใหญ่ ท่านก็จะแก่ตัวลง มีคำกล่าวว่าบุตรอยากเลี้ยงดูบิดามารดา ทว่าบิดามารดากลับจากไปเสียแล้ว เ้าเป็คนฉลาดย่อมเข้าใจความหมายของข้า” กู้อวี้พูดกล่อม ทั้งยังแจกแจงให้ฟังอีกว่า บ้านของทั้งคู่นั้นอยู่ใกล้กัน อีกทั้งเจินเจินก็ยังต้องมาเรียนหนังสือกับเขาย่อมได้เจอหน้ากันทุกวัน
เจินเจินถูกกล่อมโดยสิ้นเชิง กอปรกับด้านข้างมีบิดาคอยออดอ้อน นางจึงใจอ่อนยอมตกลงกลับไปอยู่บ้าน นางมีชีวิตอยู่มาสองชาติถึงมีบิดามารดา ก็เลยอยากทะนุถนอมความสัมพันธ์นี้เอาไว้ให้ดีเช่นกัน ส่วนพี่ชาย นางยังมีโอกาสจะได้อยู่กับเขาอีกมากนัก
พี่สาวสุนัขจิ้งจอกเคยบอกนางว่า ต่อให้จะรู้สึกชอบบุรุษผู้นั้นมากเพียงใด ก็ไม่ควรตามติดทุกวันตลอดทั้งวัน ต้องรักษาระยะห่าง มีระยะห่างระหว่างกันจึงจะดี นางไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘รักษาระยะห่าง’ พี่สาวสุนัขจิ้งจอกเลยอธิบายให้ฟังว่า คือการที่อีกฝ่ายเรียกก็ไม่มาหาเลยทันที มันเป็เื่ที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่นางกลับจดจำไว้ได้อย่างแม่นยำ ห้ามเกาะและห้ามตามติดตลอดเวลา!
หลังแก้ปัญหาเื่กล่อมเด็กหญิงตัวน้อยให้กลับไปอยู่ที่บ้านได้แล้ว ก้อนหินที่เคยถ่วงอยู่ในใจของกู้อวี้ก็พลันหายไป เจินเจินเป็สตรี แม้เขาจะตัดสินใจแล้วว่าจะยอมตามใจนางทุกอย่าง หากแต่ขนบธรรมเนียมและมารยาทที่ควรต้องสอนก็ต้องสอน หลักการหรือเหตุผลใดที่นางควรต้องเข้าใจก็ต้องทำให้นางเข้าใจ
บ้านของบ้านรองยามนี้เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย แม้ส่วนใหญ่จะทำจากอิฐโคลนเหมือนเช่นเดิม ทว่ากำแพงซึ่งล้อมรอบบ้านเป็หยวนเหล่าเอ้อร์ซื้ออิฐมาแล้วจ้างให้คนในหมู่บ้านก่อให้ หากมีใครถามว่าเงินที่ใช้ซื้ออิฐมาจากที่ใด เขาอธิบายเพียงแค่บอกว่าขึ้นเขาครั้งนี้สามารถหารายได้ถึงยี่สิบตำลึง
หยวนเหล่าเอ้อร์ตัดใจสร้างบ้านใหม่ไม่ลง แต่ถ้าเป็ปรับปรุงแล้วละก็ยังพอทำใจได้อยู่
คนในหมู่บ้านเสนอว่า ในเมื่อมีเงินซื้ออิฐเหตุใดถึงไม่สร้างห้องที่ทำจากอิฐมุงด้วยกระเบื้องเพิ่มสักหลายห้อง นำอิฐมาก่อกำแพงบ้านเช่นนี้ไม่ดูสิ้นเปลืองเกินไปหรือ
หยวนเหล่าเอ้อร์ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่ายามอยู่ในสกุลหยวน เขาอาศัยอยู่ในห้องซึ่งทำจากดินโคลน บัดนี้หากให้ไปอยู่ในห้องซึ่งก่อจากอิฐมุงด้วยกระเบื้องเขาคงไม่ชิน ประการสำคัญคือ ภายในบ้านยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ยามนี้คือฤดูหนาว ไหนจะต้องซื้อถ่านสำหรับก่อกองไฟเพื่อคลายหนาวอีก อีกทั้งนี่เป็ปีแรกที่แยกบ้านออกมาก็ย่อมต้องซื้อเนื้อมาฉลอง หนี้ที่ติดสกุลกู้เอาไว้ก็ต้องใช้คืน แม้คืนได้ไม่หมดแต่นำไปคืนเล็กน้อยก็ยังดี
ไม่มีผู้ใดในหมู่บ้านที่มีบ้านซึ่งทำจากดินโคลนขณะที่กำแพงบ้านทำจากอิฐ หยวนเหล่าเอ้อร์จึงกลายเป็ผู้ที่สมองมีปัญหาสำหรับคนในหมู่บ้านไปในทันที
นอกจากก่อกำแพงล้อมบ้านแล้ว พื้นลานบ้านรวมถึงห้องครัวยังเปลี่ยนเป็อิฐทั้งหมด ยามที่หิมะตกพื้นจะได้ไม่กลายเป็โคลนเละ นอกจากนี้เขายังจ้างช่างจักรสานของหมู่บ้านมาวัดขนาดกำแพงห้อง จากนั้นสานเสื่อแล้วนำมาตอกติดกับกำแพงบ้าน เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกร่วงลงมา ภายในบ้านจึงดูสะอาดสะอ้านอย่างยิ่ง
จ้าวซื่อเป็คนขยัน ก่อนหน้านี้ไม่มีกำลังมากพอ ทว่าบัดนี้นางกับครอบครัวแยกบ้านออกมาแล้ว ถึงแม้บ้านที่อาศัยอยู่ในเวลานี้จะมีเพียงไม่กี่ห้อง แต่นางก็ดูทำความสะอาดจนบ้านสวยงามน่าอยู่ ครอบครัวหยวนสามคนอาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆ ชีวิตเต็มไปด้วยความสุข อย่างน้อยเจินเจินก็รู้สึกว่าชีวิตของนางยามนี้นั้นมีความสุขมาก ได้นอนบนที่นอนนุ่มๆ ได้นอนกอดมารดาตัวหอมๆ และได้นอนหลับสนิทฝันหวานทุกคืน
