“ฮ่องเต้หญิงว่าอย่างไรบ้าง?” เซียวซู่ซู่มิได้ตอบกลับเซียวมี่โดยทันทีแต่นางกลับก้าวไปด้านหน้าและยื่นมือจับที่ข้อมือของเซียวมี่และถามด้วยสีหน้าเป็กังวลในที่สุดนางก็มีโอกาสที่จะพูดออกมาแล้ว
เซียวเหยียนและเซียวจู๋ที่รู้ว่าไม่ว่าอย่างไรเื่นี้ก็จะไม่มีผลกระทบต่อสกุลเซียวพวกนางจึงถือโอกาสหมุนตัวจากไป
เมื่อเห็นเซียวซู่ซู่เป็เช่นนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวมี่ก็เด่นชัดขึ้นความรู้สึกของนางในตอนนี้เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มใจ
“ฮ่องเต้หญิงปลดตำแหน่งของข้าแล้วแต่กลับไม่ยอมให้ข้ากลับบ้านเก่า”แม้ว่าเซียวมี่จะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าทว่าสีหน้าของนางก็ยังคงคล้ำอยู่ดูเหมือนว่านางจะรับแรงโทสะจากท้องพระโรงมาไม่น้อย
แต่ว่าเมื่อเผชิญหน้ากับฮ่องเต้หญิงนางจะกระทำการอันใดมากก็ไม่ได้ จึงได้แต่พยายามอดทนอดกลั้นเอาไว้
นางไม่อาจออกจากเมืองอวิ๋นได้อีกทั้งไร้ซึ่งอำนาจทหารแล้ว เช่นนี้ยิ่งอันตรายมากขึ้น
เพียงแต่ว่าราชโองการของฮ่องเต้หญิงนางก็ไม่กล้าที่จะขัด
ด้วยเหตุนี้จึงได้แต่กลับมาเสียอย่างนี้
แต่ว่าเมื่อกลับมาถึงจวนแล้วก็ได้ยินเื่ที่เซียวซู่ซู่รับปากเหลยอวี๊เฟิงในการจะเข้าแข่งขันการดีดพิณแล้วอีกทั้งยังมีคำมั่นสัญญาจากเหลยอวี๊เฟิงเซียวมี่ก็รู้สึกว่าสกุลเซียวจะไม่ได้รับการข่มขู่หรือรุกรานใดๆ อีก
ต่อให้ฮวาเชียนเย่และฮวาเชียนจือคิดจะลงมือแก้แค้นที่นางลาออกจากตำแหน่งก็เกรงว่าจะต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบแล้ว
เซียวซู่ซู่มีสีหน้าคล้ำขึ้นเล็กน้อยพลางหรี่ตาของตนลงตอนเช้านางก็รู้สึกว่าจิตใจว้าวุ่นยากจะสงบที่แท้เป็เพราะว่าฮวาหรูเสวี่ยตั้งใจจะหาเื่สกุลเซียวดูเหมือนว่าคันธนูจะง้างรอวิหคบินอยู่ก่อนแล้ว เมื่อจัดการเหยื่อสำเร็จ นางก็เตรียมสังหารนักล่าทิ้งจริงๆ ด้วย
ในใจก็รู้สึกสะท้านขึ้นเบาๆ
มือที่จับข้อมือของเซียวมี่ก็ออกแรงบีบเบาๆ
“เป็เช่นนี้เอง” สี่คำนี้เล็ดลอดออกมาจากฟันที่กัดแน่นของเซียวซู่ซู่
คนที่เป็กษัตริย์ล้วนแต่ไม่มีหัวใจไม่ว่าจะเป็บุรุษหรือสตรี
รวมถึงต่อญาติสนิทของตนและขุนนางนับร้อย
ตอนนี้เซียวซู่ซู่ถือว่าเข้าใจเป็อย่างดีแล้วต่อให้จะมีใจคิดเพ้อฝันกับใคร ก็ห้ามเกิดความคาดหวังใดๆ กับพวกเชื้อพระวงศ์โดยเด็ดขาด
เหมือนเช่นม่อเวิ่นเฉินและม่อเวิ่นเสวียนในตอนนั้น
มารดาของนางก็ได้ถูกม่อเวิ่นเสวียนบีบบังคับให้เสียชีวิตลง
ชาตินี้ท่านยายที่นางให้ความสำคัญที่สุดก็เกือบจะถูกลงมืออย่างเหี้ยมโหด
เชื้อพระวงศ์เป็สิ่งที่นางรู้สึกเกลียดชังเป็ที่สุด
“คนเป็กษัตริย์ล้วนเป็เช่นนี้อำนาจของพวกเขาล้วนสร้างมาจากเืเนื้อของผู้คนนับไม่ถ้วน” เซียวมี่ใช้ชีวิตอยู่ในสมรภูมิรบมาเป็เวลาหลายปี นางได้มองทะลุทุกอย่างแล้ว
เื่นี้ก็อยู่ในความคาดการณ์ของตน
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่านางที่เป็ถึงขุนนางเก่าแก่ของสองรัชสมัยก็ยังไม่อาจหนีพ้นได้
จากนั้นนางก็ตบมือลงบนไหล่ของเซียวซู่ซู่อีกครั้ง “เ้ายังเด็กนัก ถนนข้างหน้ายังอีกยาวไกลมีสกุลเหลยคอยให้การดูแล ยายก็วางใจแล้ว”
ถ้าเทียบกันแล้วสกุลเหลยยังถือว่าแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าเชื้อพระวงศ์ของโยวเจิ้นและอ้าวอวิ๋นเสียอีก
เช่นนี้ การที่หลานสาวคนเล็กของนางสามารถหาที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้เซียวมี่ย่อมต้องวางใจอยู่แล้ว
แน่นอนว่าในน้ำเสียงและประโยคที่เอ่ยขึ้นของนางก็แฝงไปด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด
ความจริงแล้วไม่เพียงแต่เซียวมี่ที่เป็เช่นนี้แม้กระทั่งทุกคนในสกุลเซียวล้วนคิดว่าเหลยอวี๊เฟิงที่ชื่นชอบสตรีแต่ไม่เคยยึดติดกับผู้ใดที่แสนโด่งดังของหนานเจียงนั้นได้ให้ความสำคัญกับเซียวซู่ซู่อย่างถึงที่สุด
แน่นอนว่าตอนนี้เซียวซู่ซู่เองก็ฟังเข้าใจถึงความหมายที่แอบแฝงภายในประโยคของเซียวมี่
นางนิ่งอึ้งไปสักพัก
นางเลิกตาขึ้นประสานเข้ากับดวงตาของเซียวมี่ทว่าเมื่อเห็นสายตาของเซียวมี่ นางก็กลืนคำอธิบายของตนกลับคืนไป
ในเมื่อเป็เช่นนี้ฮูหยินเฒ่าถึงจะรู้สึกวางใจเช่นนั้นนางเองก็ไม่ทำลายความหวังของเซียวมี่เสียจะดีกว่านางจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมามากนัก ทำเพียงแค่ยิ้มบางๆ กลับคืนไปทว่ารอยยิ้มของนางกลับไร้ซึ่งความเขินอายของหญิงสาว
ในสายตาของเซียวมี่นั้นนี่เป็เื่ที่ปกติเป็อย่างยิ่ง
เพราะว่าที่นี่คือแคว้นป่ายฮวาสตรีมีอำนาจสูงส่ง
“เอาล่ะ อีกหนึ่งเดือนก็จะถึงวันแข่งขันแล้วเ้าควรที่จะหมั่นฝึกซ้อมให้มาก อย่าทำให้เ้าสำนักเหลยต้องผิดหวังทุกคนในสกุลเซียวคงต้องหวังพึ่งเ้าแล้ว”เซียวมี่ยกมือขึ้นตบเบาๆที่หลังมือของเซียวซู่ซู่เป็การปลอบประโลม รอยยิ้มบนใบหน้าปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด
เซียวมี่นั้นหาได้มีใจคิดจะตีสนิทกับผู้มีอำนาจแต่เพียงเพราะว่าเหลยอวี๊เฟิงผู้นี้ นางพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นิสัยหรือว่าความสามารถนางล้วนแต่รู้สึกว่าเหลยอวี๊เฟิงถือเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด
“ได้ๆๆ”สุดท้ายแล้วเซียวซู่ซู่ก็ต้องพยักหน้าอย่างจนใจนางเห็นว่าเซียวมี่ยิ้มอย่างเบิกบานเช่นนี้ นางก็ไม่อยากจะทำให้นางผิดหวังอีกทำตามที่เซียวมี่ว่าก็แล้วกัน
หนทางต่อไปนั้นนางจะก้าวเดินด้วยตนเองเพราะฉะนั้นนางก็ไม่ใส่ใจนักหากมีเื่เล็กน้อยเพียงเท่านี้มาคั่นกลาง
อีกทั้งในใจนางก็รู้ชัดว่าต่อให้นางจะแต่งงานในชีวิตนี้คนผู้นั้นก็จะไม่ใช่เหลยอวี๊เฟิงอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ ยายรู้สึกเหนื่อยแล้วขอกลับไปพักผ่อนก่อนอีกสักพักข้าจะให้พ่อบ้านนำพิณชิงเจี่ยวไปส่งที่ห้องพักของเ้า”ความเหน็ดเหนื่อยบนใบหน้าของเซียวมี่ได้หายไปั้แ่แรกแล้ว ตอนนี้นางเหลือเพียงความรู้สึกปลาบปลื้มและยินดี
นางลืมความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงไปนานแล้ว
เมื่อได้ยินคำว่าชิงเจี่ยวเซียวซู่ซู่ก็เกิดอาการตกตะลึง
ชิงเจี่ยวนั้นถือเป็าาของพิณ ที่แท้สกุลเซียวมีสมบัติล้ำค่าถึงเพียงนี้ถ้าหากให้เหลยอวี๊เฟิงรู้ว่าสกุลเซียวมีชิงเจี่ยวแล้วเขาจะยังคงพยายามสุดความสามารถเพื่อแย่งเจียวเหว่ยกลับมาหรือไม่?
ในตอนที่เซียวมี่เดินจากไปนั้นเซียวซู่ซู่ก็ยังคงคิดถึงเจียวเหว่ยและชิงเจี่ยว
ชั่วขณะหนึ่ง นางก็รู้สึกอารมณ์ปั่นป่วนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
อีกทั้งครั้งนี้เหลยอวี๊เฟิงอยากให้นางเข้าแข่งขันเมื่อชนะแล้วจะได้อะไร นางเองก็ไม่รู้
เซียวซู่ซู่ส่ายศีรษะพยายามบังคับตนเองให้ไม่ต้องคิดอะไรมากนักนางเพียงต้องพยายามเอาชนะการแข่งในครั้งนี้ เื่อื่นนั้นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับตน
สิ่งที่นาง้าก็คือการให้ทุกคนในสกุลเซียวอยู่รอดปลอดภัย
เดิมฮวาหรูเสวี่ยได้วางแผนทั้งหมดไว้เป็อย่างดีแล้วแต่เพราะว่าการลาออกจากตำแหน่งของเซียวมี่ทำให้ทุกอย่างผิดแผนไปหมดจำเป็ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด
“เสด็จแม่ ลูกคิดว่าขอเพียงสกุลเซียวยังคงอยู่ที่เมืองอวิ๋นพวกเราก็ยังคงสามารถล่อป๋ายหลี่ม่อและสวี่เว่ยหรานให้มาติดกับได้อย่างง่ายดาย” ฮวาเชียนเย่เองก็มีสีหน้าหนักใจ
ความจริงแล้วถ้าพูดกันตามตรงแผนการตอนอยู่ที่ชิงชวนหยวนของเขาต้องพังลงก็เพราะฮวาเชียนจือ
มีการล้มเหลวครั้งหนึ่งแล้วการที่จะสร้างโอกาสขึ้นใหม่นั้นก็ถือว่ายากเป็อย่างยิ่ง
พวกเขาไม่ใช่้าจะบีบให้ป๋ายหลี่ม่อและสวี่เว่ยหรานถึงที่ตายแต่้าสร้างความขัดแย้งระหว่างแคว้นทั้งสองให้มากขึ้น
“มิผิด”ฮวาหรูเสวี่ยพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “เพียงแต่ว่าต้องหาเหตุผลและโอกาสที่เหมาะสม ยากมากอีกทั้งทั้งป๋ายหลี่ม่อและสวี่เว่ยหรานล้วนไม่ใช่คนโง่”
ล้วนแต่เป็คนสำคัญของแต่ละแคว้นสถานการณ์เช่นนั้นเกรงว่าเมื่อพวกเขาเข้าร่วมแล้วก็จะรับรู้ถึงความผิดปกติได้ทันที
่นี้หากพวกเขาคิดจะสร้างโอกาสและคิดแผนการขึ้นมาใหม่เกรงว่าคนทั้งสองจะต้องมีแผนการรับมืออย่างแน่นอน
แม้จะรู้ว่าใน่เวลาอันสั้นนี้พวกเขาจะไม่ออกจากแคว้นป่ายฮวาเป็แน่ แต่อย่างไรเสียโอกาสที่ดีที่สุดก็ได้หายไปเสียแล้ว
คิ้วของฮวาเชียนเย่ขมวดเข้าหากันแน่นใบหน้าเ้าเล่ห์ก็มีความชั่วร้ายเพิ่มมากขึ้น “เสด็จแม่จำเป็ต้องให้น้องสาวผู้นั้นของข้ามาคอยหลอกผู้คนให้ตายใจจริงหรือ?”
เขานั้นมีใจคิดอยากจะกำจัดฮวาเชียนจือแล้ว
เมื่อเห็นฮวาเชียนเย่เป็เช่นนี้ใจของฮวาหรูเสวี่ยก็รู้สึกหนักอึ้ง
นางเองก็รู้ว่าหากไม่โเี้พอก็จะทำการใหญ่ไม่ได้
ตอนนั้นเพื่อตำแหน่งฮ่องเต้แล้วนางก็ได้ลงมือสังหารพี่น้องของตนจำนวนมาก
แต่ตอนนี้เมื่อมาถึงคราวของบุตรสาวตนอยู่ๆ นางก็รู้สึกไม่อาจทำใจยอมรับได้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เสมือนมีมีดทิ่มแทงเข้ามาในหัวใจของนาง
นางคิดอยากจะหลอกใช้ฮวาเชียนจือแต่ถึงอย่างไรเสียฮวาเชียนจือก็คือธิดาของนาง นางจะทนเห็นธิดาของตนต้องเสียชีวิตไปได้อย่างไรกัน
“เชียนเย่”ผ่านไปเนิ่นนาน ฮวาหรูเสวี่ยถึงจะเอ่ยตักเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง “นางเป็น้องสาวแท้ๆ ของเ้าและเ้าเองก็มีน้องสาวผู้นี้เพียงคนเดียว”
เมื่อเห็นฮวาหรูเสวี่ยเป็เช่นนี้ฮวาเชียนเย่ก็รู้ว่าตนเองใจร้อนเกินไปแล้ว
เขารีบฉีกยิ้มขึ้นทันที “เสด็จแม่ ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ข้าเพียงคิดอยากจะร่วมมือกับน้องสาวมีเพียงเช่นนั้น เื่ของพวกเราถึงจะไม่ถูกทำลายลงครั้งแล้วครั้งเล่าความจริงน้องข้านั้นก็มีท่วงท่าสง่างามเหมือนกับท่านอีกทั้งยังฉลาดหลักแหลมและเ้าแผนการอีกด้วย”
ฮวาหรูเสวี่ยมองฮวาเชียนเย่ขึ้นๆลงๆ อยู่นาน แม้ว่านางจะไม่เชื่อในคำพูดของเขา แต่ก็ทำได้เพียงแค่พยักหน้านางรู้ว่าขอเพียงนางมีชีวิตอยู่ บุตรชายคนนี้ของตนก็จะยังไม่ลงมือกับฮวาเชียนจือ
ตอนนี้สิ่งที่นางต้องทำก็คือควบคุมฮวาเชียนจือไว้ให้ได้
เพราะถึงอย่างไรเสียนางก็ไม่มีที่พึ่งพิงอย่างอ๋องติ้งเป่ยโหวแล้วการที่ฮวาเชียนเย่จะจัดการกับนางนั้นถือเป็เื่ที่ง่ายดายยิ่ง
“เอาเถิด เสด็จแม่ ท่านไม่จำเป็ต้องกังวลอีกลูกคิดวิธีดีๆ ออกแล้ว” ฮวาเชียนเย่เป็คนที่ฉลาดถึงเพียงนี้เขาจะไม่เข้าใจความคิดของฮวาหรูเสวี่ยได้เช่นไรตอนนี้เขาจึงรีบเอื้อมมือไปคล้องแขนฮวาหรูเสวี่ยเอาไว้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนจะเอ่ยซุบซิบแผนการของตนกับนาง
เขาได้คิดถึง่เวลาที่เหมาะสมเป็อย่างมากกับการดำเนินแผนการขึ้นมาได้แล้วจริงๆ
เมื่อได้ฟังแผนการของฮวาเชียนเย่ฮวาหรูเสวี่ยเองก็มีสีหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
แน่นอน นี่ถึงจะเรียกว่าโอกาสดีที่ฟ้าประทาน
ต่อให้พวกเขาไม่ต้องทำอะไรก็สามารถดำเนินแผนการได้อย่างราบรื่น