บทที่ 11
เจ็บเหลือเกิน
ต้วนจื่อเหวยมองดูเืที่ไหลรินลงมาจากมือซ้ายของซูว่านฉีทีละหยด จนไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจสิ่งอื่นอีก เขาพุ่งตัวไปข้างหน้าทันทีหมายจะช่วยรักษานาง
ซูว่านฉีมองดูเงาร่างของต้วนจื่อเหวยที่จ้องมือซ้ายของนางพลางก้าวเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
นางกะพริบตาช้าๆ และเป็ครั้งแรกที่นางก้มมองมือซ้ายที่าเ็ของตัวเอง เืซึมผ่านแขนเสื้อจนชุ่ม ชุดสีฟ้าอ่อนถูกย้อมเป็สีแดงก่ำ หยดเืที่ร่วงลงพื้นก่อตัวเป็แอ่งเืเล็กๆ
เมื่อเห็นภาพนั้น สีหน้าของนางยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้แต่ตอนที่ต้วนจื่อเหวยยื่นมือหมายจะแตะาแ นางกลับเบี่ยงมือซ้ายหลบอย่างเฉยเมย น้ำเสียงของนางราบเรียบ “แค่แผลเล็กน้อยเ้าค่ะ”
ต้วนจื่อเหวยเงยหน้าขึ้นทันควัน แววตาแฝงไปด้วยโทสะที่สะกดกลั้นไว้ เขาเค้นเสียงพูดทีละคำ “แค่แผลเล็กน้อยงั้นรึ?”
เืในกายของนางแทบจะไหลจนหมดสิ้นแล้ว แต่นางกลับพูดออกมาได้หน้าตาเฉยว่าแค่แผลเล็กน้อย นางรู้หรือไม่ว่าหากปล่อยไว้แบบนี้ นางอาจจะเสียเืจนตายได้!
แต่ทว่า—เมื่อนึกถึงสิ่งที่ซูว่านฉีทำใน่ที่ผ่านมา เขากลับต้องก้มหน้าลงอย่างหมดแรง บางที นี่อาจจะเป็สิ่งที่นางเฝ้ารอมาตลอดก็ได้ แววตาของเขาค่อยๆ หม่นแสงลง
ในตอนนั้นเองที่เขาเริ่มรับรู้ถึงความอิจฉาในใจของตัวเอง คนคนนั้น... มีดีที่ตรงไหนกัน ถึงคุ้มค่าให้นาง... ยอมตายตามไปขนาดนี้?
เขาหยิบยาสมานแผลวิเศษออกมาจากหยกมิติอย่างเงียบเชียบ เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาถามเสียงเบา “เ้าเคยบอกว่าไม่้าแล้วไม่ใช่หรือ? ต้นไม้ต้นนี้”
วันนั้นที่เขาอยากใช้สมบัติวิเศษช่วยให้ต้นไม้ต้นนี้เลื่อนระดับ นางเป็คนบอกเขาเองว่าไม่้าแล้ว ในเมื่อไม่้าแล้ว ทำไมถึงยังยอมทำเพื่อมันถึงขนาดนี้
มือซ้ายที่หลบเลี่ยงของซูว่านฉีพลันชะงักไปครู่หนึ่ง นางไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่ามือซ้ายถูกต้วนจื่อเหวยคว้าไปั้แ่เมื่อไหร่ หลังจากเงียบไปอึดใจหนึ่ง เสียงของนางก็ฟังดูไร้อารมณ์ “แค่ความเคยชินน่ะเ้าค่ะ”
หนึ่งร้อยปีเชียวนะ หนึ่งร้อยปีนี้มันช่างยาวนานเหลือเกิน ยาวนานจนดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเขาก็มีน้อยเหลือเกิน น้อยจนแม้แต่ต้นลวงโฉมต้นเดียว นางก็เก็บเอามาเป็ความทรงจำและไม่ตัดใจทิ้งไป
ต้วนจื่อเหวยชะงักมือที่กำลังทายา เขาพยายามสะกดกลั้นความขมื่นขมในใจพลางโรยยาลงบนแผลของซูว่านฉี เขากำลังจะพูดบางอย่างแต่กลับเห็นว่าเืยังคงไหลซึมออกมาไม่หยุด เขาเบิกตากว้างด้วยความใและร้อนรน
“ทำไมเป็แบบนี้ไปได้ ไผ่เซูยติ้งเป็พืชวิเศษที่ห้ามเืได้ดีที่สุดในโลกบำเพ็ญเพียร มันเป็ไปไม่ได้ที่จะ...” ห้ามเืไม่อยู่
ในตอนนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำของหนิงเมิ่งหลานก็ดังขึ้น “นั่นคือหนึ่งในอาวุธลับที่น่าหวาดกลัวที่สุดในโลกบำเพ็ญเพียร 'เข็มเสวียนิ' หากถูกเข็มเงินของมันโจมตี เืจะไหลจนหมดตัวตาย พืชวิเศษหรือโอสถทิพย์ทั่วไปไม่ได้ผลหรอก มีเพียง 'เข็มจง' (เข็มกลาง) ที่มาคู่กับเข็มเสวียนิเท่านั้นที่เป็ยาถอนพิษ”
พูดถึงตรงนี้ เขาเบนสายตาไปมองคนที่ยืนอยู่ที่ประตูพลางพูดด้วยโทสะที่สะกดไว้ “ท่านเซียนโม่เจ๋อยังคิดจะยืนดูอยู่อีกนานแค่ไหน?”
ต้วนจื่อเหวยได้ยินดังนั้นก็หันไปมองที่ประตูทันที นั่นคือเงาร่างที่หากใครััได้ครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะไม่อาจละสายตาไปได้เลย
เขาอยู่ในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าเ็าเคร่งขรึม แม้จะเผชิญหน้ากับคำถามของเ้าสำนักไท่ชิง เขาก็เพียงแค่เลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาไม่มีอารมณ์ใดๆ นอกจากความเย็นเยียบ กลิ่นอายรอบตัวเขาดูสุขุมแต่แฝงไว้ด้วยอันตรายถึงขีดสุด เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ทำให้คนขวัญผวาจนไม่กล้าขยับเขยื้อน
นั่นคือ... เจียงเจ๋อ อัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นก่อนของตระกูลเจียง ผู้บรรลุระดับระดับมหาบูรพาได้ด้วยวัยเพียงห้าร้อยปี
ราวกับรับรู้ถึงสายตาของต้วนจื่อเหวย เจียงเจ๋อชายตามามองเพียงแวบเดียว เพียงแค่นั้นก็ทำให้ต้วนจื่อเหวยถึงกับลมหายใจสะดุดและต้องหลบตาลงโดยสัญชาตญาณ
หากเจียงเจ๋อ้าจะทำร้ายซูว่านฉี เขาคงไม่มีปัญญาแม้แต่จะยกมือขึ้นขัดขวาง นี่คือกดดันจากความต่างของพลังที่แท้จริงงั้นหรือ?
เจียงเจ๋อไม่ได้สนใจต้วนจื่อเหวยเลย เขามองดูซูว่านฉีที่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ราวกับไม่ห่วงร่างกายตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะเบนสายตาออกอย่างเ็าเขาสะบัดมือ พลังปราณสีดำพุ่งทะยานออกไปในทิศทางหนึ่ง
วินาทีถัดมา เงาร่างที่ซ่อนตัวอยู่ในอากาศก็ปรากฏกายออกมา เขานั่งคุกเข่าต่อหน้าเจียงเจ๋อ หัวไหล่ซ้ายมีเืพุ่งออกมาไม่หยุด สภาพดูน่าเวทนายิ่งกว่าซูว่านฉีเสียอีก
เจียงเจ๋อไม่แม้แต่จะมองเขา แต่กลับประสานมือขอโทษหนิงเมิ่งหลาน “เจียงชีได้ข่าวว่าชิวหนิงาเ็ จึงพลการมาล้างแค้นแทนชิวหนิง ทำให้เ้าสำนักหนิงและ—”
เขาปรายตามองซูว่านฉีที่เืยังไม่หยุดไหล แล้วพูดต่อ “สหายท่านนี้ต้องใแล้ว”
หนิงเมิ่งหลานได้ยินคำขอโทษที่พูดเหมือนเป็เื่เล็กน้อยก็สะบัดแขนเสื้อแล้วพูดเสียงเย็น “คุณหนูเจียงได้รับของขอขมาและยกโทษให้ซูว่านฉีแล้ว ข้าไม่นึกเลยว่าตระกูลเจียงจะดูแคลนบัว์เหมันต์ทมิฬขนาดนี้ ทั้งที่ได้รับไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมเลิกรา”
“เ้าสำนักหนิงเข้าใจผิดแล้ว” เจียงเจ๋อตอบด้วยเสียงราบเรียบและอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ “ในเมื่อเป็การกระทำโดยพลการ ตระกูลเจียงย่อมไม่ทราบเื่”
พูดจบเขาก็สะบัดมืออีกครั้ง พลังปราณอีกสายเจาะทะลุไหล่ขวาของเจียงชีทันที “จัดการเช่นนี้ เ้าสำนักหนิงพอใจหรือไม่?”
ราวกับว่าถ้าหนิงเมิ่งหลานบอกว่าไม่พอใจ เขาพร้อมจะกรีดลงบนตัวเจียงชีอีกสักร้อยแผลด้วยท่าทางเนิบนาบ
หนิงเมิ่งหลานมองดูใบหน้าที่ซีดเซียวของซูว่านฉีแล้วไม่มีอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียงกับเจียงเจ๋ออีก เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดทีละคำ “พอใจขอรับ ตอนนี้ท่านเซียนจะช่วยรักษาลูกศิษย์สำนักไท่ชิงของข้าได้หรือยัง?”
เจียงเจ๋อพยักหน้าเล็กน้อย เจียงชีที่หมอบอยู่ก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นและส่งเข็มจงของเข็มเสวียนิไปที่ตรงหน้าต้วนจื่อเหวย ต้วนจื่อเหวยรับเข็มมาแล้วเงยหน้ามองหนิงเมิ่งหลาน
เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เขาจึงรีบใช้เข็มจงสลายพิษที่แผลของซูว่านฉี เมื่อเห็นว่าเืเริ่มหยุดไหล หนิงเมิ่งหลานก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาหันกลับมามองใบหน้าที่เ็าของเจียงเจ๋อแล้วสูดหายใจลึกถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านเซียนโม่เจ๋อมาที่สำนักไท่ชิงของเรา มีธุระสำคัญอะไรหรือ?”
พลังปราณที่สกัดเข็มเสวียนิเมื่อครู่น่าจะเป็ฝีมือของเจียงเจ๋อ นั่นแปลว่าเขาอยู่ที่นี่มาั้แ่ก่อนเจียงชีจะลงมือเสียอีก หรือไม่... ั้แ่แรกเจียงชีก็อาจจะลงมือตามคำสั่งของเขา เขาใช้ชีวิตของซูว่านฉีเพื่อทดลองบางอย่าง หนิงเมิ่งหลานนึกอะไรบางอย่างออกจึงยิ่งขมวดคิ้วแน่น หรือเจียงเจ๋อจะได้รับข่าวอะไรมา?
ตระกูลเจียงงั้นรึ... แม้เขาจะสั่งปิดข่าวเื่ตัวตนของซูว่านฉีไว้แล้ว แต่ความผิดปกติของศิษย์เขาอย่างฉู่ชิงชวน... ด้วยความฉลาดของเจียงชิวหนิง นางย่อมต้องเดาอะไรได้บ้างแน่นอน
เจียงเจ๋อไม่ได้สนใจสายตาของเขา เขาเดินก้าวไปข้างหน้ายืนห่างจากหนิงเมิ่งหลานเจ็ดก้าวแล้วเอ่ยอย่างมีมารยาท “ได้ยินว่าชิวหนิงเพิ่งฟื้นจากาเ็สาหัส ข้าเป็ห่วงมากจึงตั้งใจมาเยี่ยมเยียนที่สำนักไท่ชิง”
พูดถึงตรงนี้ เขาหันไปมองซูว่านฉีที่อยู่ไม่ไกลอีกครั้ง นางยังคงไม่มองเขา หรือจะพูดให้ถูกคือ นางไม่สนใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ รวมถึงความเป็ตายของตัวเองด้วย
เขาพลันนึกถึงตอนที่นางใช้มือขวางเข็มเสวียนิ... เพื่อต้นไม้ต้นเดียวงั้นรึ... หึ เขาถอนสายตากลับแล้วพูดต่อ “อีกอย่าง ข้ามาเพื่อขอบคุณเ้าของคนก่อนของบัว์เหมันต์ทมิฬที่ยอมสละของรักให้”
“ที่แท้ท่านเซียนก็มาเพื่อขอบพระคุณ” หนิงเมิ่งหลานพูดประชดประชัน
“หากจะมาตอบแทนบุญคุณไปมากกว่านี้ เกรงว่าซูว่านฉีคงไม่เหลือชีวิตอยู่แล้วล่ะขอรับ ตอนนี้คนก็ได้เห็นแล้ว 'คำขอบคุณ' ก็ได้พูดแล้ว ข้าคงไม่รั้งท่านเซียนไว้ต่อ”
เจียงเจ๋อยังคงมีสีหน้าคงเดิมและแย้งคำพูดของหนิงเมิ่งหลาน “เมื่อครู่ยังไม่ทันได้ขอบคุณ สหายซูก็ถูกคนของตระกูลเจียงทำร้ายเสียก่อน แผลที่เกิดจากเข็มเสวียนิยังต้องได้รับการดูแลอย่างประณีตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หากข้าจากไปตอนนี้ ข้าคงไม่สบายใจ”
ปากบอกว่าไม่สบายใจแต่สีหน้ากลับเ็าเหมือนเดิม ในสายตาของเขา หากไม่ใช่เพราะตัวตนนั้น ซูว่านฉีไม่คู่ควรแม้แต่จะได้รับสายตาจากเขาด้วยซ้ำ
ไม่ว่าเื่นั้นจะเป็จริงหรือเท็จ แต่เซียนทุกคนย่อมอยากก้าวหน้า หากเป็เื่เท็จ... ก็แค่ทำลายทิ้งเสีย
หนิงเมิ่งหลานรับรู้ถึงความนัยในคำพูดของเขาและพยายามอดทนต่อความรังเกียจในใจ เจียงเจ๋อทำกับซูว่านฉีขนาดนี้แล้วแท้ๆ ยังคิดจะใช้นางเป็ "โชควาสนา" เพื่อจบหนี้กรรมกับท่านเซียนอีก ช่างน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก! แต่น่าเสียดายที่สำนักไท่ชิงไม่อาจเป็ศัตรูกับตระกูลเจียงได้
เขาจึงปั้นยิ้มจอมปลอมออกมา “ท่านเซียนโม่เจ๋อมีภารกิจรัดตัว จะให้มารบกวนเื่เล็กน้อยแบบนี้ได้อย่างไร ลูกศิษย์สำนักไท่ชิง ข้าในฐานะเ้าสำนักจะดูแลเอง ไม่รบกวนท่านเซียนหรอกขอรับ”
“เ้าสำนักหนิงกล่าวผิดแล้ว” ริมฝีปากของเจียงเจ๋อยกขึ้นเป็รอยยิ้มเล็กน้อย “เข็มเสวียนิเป็อาวุธลับชั้นยอด หากแผลกำเริบจนทำให้สหายซูาเ็อีกรอบ... นั่นย่อมเป็ความผิดของข้า”
หนิงเมิ่งหลานเข้าใจความหมายแฝง รอยยิ้มจอมปลอมหายไปทันที แม้จะรู้ว่าเจียงเจ๋อจะไม่ทำร้ายซูว่านฉีอีกแต่เขาก็ยังระแวดระวัง “ในเมื่อท่านเซียนมีเจตนาดี งั้นข้าจะจัดที่พักให้ท่านเซียน...”
“ไม่ต้องหรอก” เจียงเจ๋อไม่แม้แต่จะมองรอบกายเขาก็สรุปเองทันที
“ที่นี่เงียบสงบดี” เขาสะบัดมือ สมบัติวิเศษรูปทรงอาคารที่พักกลางขุนเขาและลำธารก็ตกลงที่จุดไม่ไกลจากเรือนเล็ก จากตรงนั้น เขาสามารถมองเห็นทุกการกระทำของซูว่านฉีในลานบ้านได้อย่างชัดเจน
หลังจากนั้นเขาไม่ได้มองหนิงเมิ่งหลาน แต่กลับมองไปยังซูว่านฉีที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ชายตามองเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในเวลานี้ ในร่างของนางยังคงหลงเหลือความเ็ปจากการถูกกัดกร่อนกระดูกด้วยพิษเข็มเสวียนิ แต่นางกลับไม่มีสีหน้าใดๆ เพียงแต่จ้องมองต้นลวงโฉมเบื้องหน้าอย่างแน่วแน่ ราวกับสิ่งรอบข้างไม่เกี่ยวข้องกับนางเลย
เจียงเจ๋อไปที่ไหนก็เป็จุดสนใจเสมอ เขาเคยเห็นสายตามามากมาย ทั้งเคารพ หวาดกลัว ประจบประแจง... แต่ไม่เคยมีใครเมินเฉยใส่เขามาก่อน
เขาถอนสายตากลับ มองไปที่หนิงเมิ่งหลานที่กำลังจะอ้าปากปฏิเสธแล้วพูดเรียบๆ “ที่พวกเราอยู่อย่างสงบสุขได้ทุกวันนี้ ก็เพราะเมื่อก่อนท่านเซียนชิงเหยียนยอมสละชีพเพื่อ์”
จากหางตา เขาเห็นจังหวะหายใจของซูว่านฉีสะดุดกึกไปทันที
เขาหันหลังกลับช้าๆ มองไปที่ซูว่านฉีแล้วพูดต่อ “การยอมแลกด้วยชีวิตและจิติญญาที่ดับสูญ เพื่อช่วยโลกบำเพ็ญเพียรจากมหันตภัย วีรกรรมเช่นนี้ช่างน่าเลื่อมใสนัก”
ซูว่านฉีดูเหมือนจะไม่ได้ยินสิ่งอื่นใดที่เขาพูดอีกต่อไป นางขมวดคิ้วอย่างมึนงง ความเจ็บแปลบที่หน้าอกทำให้นางยื่นมือขวาออกมาโดยสัญชาตญาณ ต้วนจื่อเหวยที่ไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับท่านเซียนชิงเหยียน เห็นนางทำเช่นนั้นก็ถามด้วยความกังวล
“มือซ้ายเจ็บมากหรือ?” เขาเตรียมจะหาแก้ปวดจากหยกมิติ
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ซูว่านฉีก็เหมือนหุ่นยนต์ที่ว่าง่าย นางย้ายมือที่เอื้อมไปที่อกมากุมที่มือซ้ายแทน นางพึมพำออกมาว่า “เจ็บ...”
“เจ็บเหลือเกินเ้าค่ะ...”
เจียงเจ๋อเห็นทุกการกระทำของนางชัดเจน แม้กระทั่งจุดที่มือขวาของนางแตะเมื่อครู่นั้น ไม่ใช่ตำแหน่งของาแเลยสักนิด เขาแค่นเสียงเหี้ยนพลางก้าวเท้าเดินออกจากประตูไม้ไป ฝีเท้าของเขาดูจะรีบเร่งกว่าตอนมาเสียอีก เมื่อนึกถึงคำพูดที่ผู้นำตระกูลเจียงบอกไว้ก่อนเขาจะมา แววตาของเขาก็ฉายแววดูแคลน
ความรักงั้นรึ หึ
