“พี่เหนียนอู่ มันเป็ถุงที่มีมิติอยู่ข้างในรึ?” เฉินหนียนอู่ใช้เวลามากกว่าสองนาทีในการเติมลงในถุงน้ำ แต่เฉินอวี๋เห็นเหมือนกับว่ามันจะไม่เต็มเลยสักที เขาจึงถามขึ้นมาอย่างแปลกใจ
“เปล่า มันคือความสามารถของรูนเทียม ที่มีความสามารถบีบอัดและควบแน่นของเหลว ข้าประดิษฐ์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่เพราะใช้พลังกระตุ้นการทำงานไม่มาก” เฉินเหนียนอู่ส่ายหน้า และยังพูดออกมาเพิ่มอีกว่า
“รูนมิติเชิงพื้นที่ที่เ้าพูดถึง เป็รูนโบราณขั้นพิเศษที่เหนือกว่ารูนแท้และรูนเทียม นอกจากต้องใช้ความเชี่ยวชาญระดับสูงของผู้ร่าย ที่ต้องรู้และต้องทราบวิธีเขียนรูนโบราณมาก่อนแล้ว วัตถุดิบที่เอามาใช้ประกอบวงเวทย์รูนก็ยิ่งหายากมากขึ้นไปอีก ต้องเป็ชิ้นส่วนของสัตว์เทพนิยายชั้นสูงขึ้นไปถึงพอกระตุ้นการทำงานของมัน”
“ด้วยร่างกายเล็กๆ ในปัจจุบันและโลกที่เราอยู่ แค่ของสำหรับสร้างรูนแท้ยังแทบจะไม่รู้เลยว่าจะมีหรือเปล่า รูนเชิงพื้นที่ซึ่งจัดว่าเป็รูนโบราณขั้นพิเศษ จึงไกลเกินไปที่จะพูดถึงมัน”
ด้วยคำพูดของเฉินเหนียนอู่ ถึงจะยังไม่เข้าใจรายละเอียด แต่ก็ช่วยเปิดโลกแก่เฉินอวี๋มาก ด้วยเหตุนี้ มันจึงทำให้เขายิ่งเสียใจ ที่อุตส่าห์เกิดใหม่และเห็นศาสตร์อัศจรรย์เช่นนี้ แต่เขาก็ยังไร้วาสนาไม่สามารถได้เรียนรู้
“ถุงนี้ใส่น้ำได้กี่ถังรึ?”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน เฉินเหนียนอู่ก็ส่งถุงน้ำที่กรอกเสร็จให้เฉินอวี๋ พอรับมาถือ เขาก็พบว่าถุงมีน้ำหนักไม่มากนัก เด็กสี่ขวบสามารถถือได้ด้วยสองมือเหมือนน้ำขวดลิตรหนึ่ง
เฉินเหนียนอู่ครุ่นคิด ตอบออกมาอย่างคาดการว่า “ประมาณ 10 ถังเล็กเห็นจะได้มั้ง มันทำมาจากหนังสัตว์ธรรมดา ก็เลยเพิ่มการทำงานของรูนใส่อีกสองสามอย่าง”
ถึงแม้ว่ามันจะบรรจุน้ำอยู่มากมาย แต่เฉินอวี๋ก็ไม่รู้สึกว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นเลย เวทมนตร์ในความคิดของเขาจึงน่าทึ่ง แค่ถุงเล็กๆก็สามารถบรรจุน้ำได้เท่าโอ่งดินใบหนึ่ง
เขาจึงใมากจนพูดไม่ออก และไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมหนังกระต่ายหลายตัวถึงทำถุงน้ำได้แค่ใบเดียว
อีกด้าน เฉินถั่วถงได้หารือเื่นี้กับทุกคนแล้ว ว่าก่อนออกเดินทางล่าสัตว์ครั้งใหม่ พวกเขาจะสู้เพื่อปกป้องบ่อน้ำแห่งนี้ต่อ แบ่งกำลังสองคนเฝ้าฐาน ในขณะที่คนอื่นยังออกไปล่าตามเดิมแต่ก็ใช้เวลาล่าที่สั่นลงไม่หายไปตลอดทั้งวัน
“มีอะไรรึ?”
ขณะที่เตรียมตัวออกล่า เฉินถั่วถงก็เห็นเฉินอวี๋เดินมาหาพร้อมกับถุงน้ำ จึงเอ่ยถามลูกชายด้วยความงุนงง
เฉินอวี๋ส่งสัญญาณให้แม่นั่งลงมาก่อน กระซิบข้างหูถึงการค้นพบเทคนิคการควบแน่นน้ำของพี่สาว พร้อมกับยื่นถุงที่บรรจุน้ำให้ดู
“ท่านแม่ สิ่งนี้สามารถเก็บน้ำได้มากถึงสิบถังเล็ก หากมีโอกาสได้หนังสัตว์เพิ่มอีก พี่เหนียนอู่ก็สามารถสร้างได้อีกใบ” เฉินอวี๋พูดเสียงเบา พยายามกลั้นความตื่นเต้นไว้
เฉินถั่วถงก็ชั่งน้ำหนักถุงน้ำในมือ แล้วเงยหน้ามองเฉินเหนียนอู่ที่นั่งพักอยู่กับอิงเอ๋ออยู่ไกลๆ เด็กหญิงตัวน้อยก็ขยิบตาให้อย่างขี้เล่น ดูออกว่าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจต่อสิ่งนี้สุดๆ
เฉินถั่วถงส่ายหัวและยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ พลางคืนถุงน้ำให้เฉินอวี๋และลูบหัวเล็กๆ เบาๆ “แม่รู้แล้วว่าจะต้องทำยังไง พวกเ้ารอแม่กลับมานะ”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เฉินอวี๋ยิ้ม
จากนั้นเฉินถั่วถงก็พาคนอื่นๆ เดินเข้าป่าล่าสัตว์ หากถามถึงกองกำลังป้องกันบ่อ
หลังจากให้คำแนะนำและปรึกษา ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็เช่นเดิม
คือมีแค่เฉินอ่าว ชายถือเคียว และผู้หญิงทั้งหมดที่ได้รับหน้าที่ดูแลบ่อ โดยมีเฉินต้ายอดนักรบที่ซ่อนตัวอยู่ทางด้านหลัง
รูปลักษณ์เล็กๆ ผอมๆ ของเฉินต้า สามารถพรางตาศัตรูได้อย่างแเี หากเกิดการต่อสู้กัน ทั้งกลุ่มจึงรับหน้าที่แค่ต้านศัตรูให้ได้นานที่สุด จนกว่ากองกำลังการล่าจะกลับมา
เฉินอวี๋เองก็ไม่ขออยู่นิ่ง เขาพาพ่อและพี่น้องคนอื่นๆ ออกสำรวจมันเห็บเพิ่ม จากนั้นก็แวะไปหาเถาวัลย์ ต้นหม่อนกับต้นปอ ด้วยที่ของทุกอย่างขาดแคลน เฉินอวี๋จึงอยากจะหาอะไรสักอย่างมาทำเป็เชือก เพราะเชือกนั้นในบางเวลามีประโยชน์มากกว่าค้อนและไม้แหลมเสียอีก
ูเาคือทรัพยากร ถึงจะโล้นและแห้งไปบ้าง แต่ก็สามารถหาต้นหม่อนได้หลายต้นโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม
ต้นไม้ชนิดนี้ เกิดดีในที่ดินแล้งแข็งๆ และูเาสูง พบได้ทั่วไปในพื้นที่ชนบทและป่า สิ่งที่จะเอามาใช้ไม่ใช่ลำต้นหรือกิ่ง แต่คือเปลือกไม้ของมันที่ค่อนข้างเหนียวและลอกเก็บได้เป็เส้นยาวๆ
ค่อนข้างหนักอยู่ระดับหนึ่ง เฉินอวี๋จึงพับม้วนห่อเป็ก้อน แล้วขอให้พี่ชายแบกกลับไปที่สระน้ำจนสิ่งนี้จะทำให้คนอื่นๆ หันมามอง
ฮูหยินหยู่อุ้มลูกเล็ก มองดูพี่น้องทั้งสี่คนลอกเปลือกต้นไม้ออกด้วยดวงตาที่อยากรู้อยากเห็น
เฉินอวี๋ฉีกเปลือกไม้แล้วยื่นให้เฉินอ่าว ซึ่งกำลังทำหมวกสานบังแดดและกระเป๋าถัก
ลองผิดลองถูกเสียเวลาไปบ้าง จนครึ่งชั่วยามต่อมา หมวกสีขาวสำหรับบังแดด และกระเป๋าสานนุ่มๆ ก็ปรากฏ แม้จะมีรูเล็กๆ อยู่บ้าง แต่ก็ทำให้ทุกคนตื่นเต้นที่มีหมวกบังแดดไว้ใช้งาน
ทุกคนลองสวมเพื่อวัดและปรับความกว้างของศีรษะ พอยืนรวมกลุ่ม ก็ทำให้พวกเขาดูลึกลับไม่เห็นหน้าหากมองจากระยะไกล
“ท่านตาเหมือนจะชอบกระเป๋าสานมากเลยแฮะ”
“ดูสิ จนถึงตอนนี้ก็ยังคงเต้นไม่ยอมหยุด”
เมื่อมองไปหาอิงเอ๋อ ที่ตอนนี้กำลังยื่นกระเป๋าสานให้ท่านตา ชายชราก็เหมือนว่าจะดีใจมาก อุ้มอิงเอ๋อขึ้นเต้นไปรอบๆ สระ เกิดเสียงหัวเราะของน้องคนเล็กที่สนุกสนานไปกับมัน
จนเฉินอวี๋มีแรงบันดาลใจเกิดขึ้นมากมาย ก่อนที่เขาจะพาเฉินต้าไปเก็บเปลือกต้นหม่อนเพิ่ม
แต่คราวนี้ เหมือนจะมีคนหลายคนขอตามพวกเขาไปด้วย ส่วนใหญ่เป็เด็กที่พลัดหลงจากพ่อแม่ นอกจากลูกสาวของครอบครัวแซ่หยู่ คนอื่นๆ ดูไม่แข็งแรงเท่าเฉินอวี๋เลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อเห็นว่าเฉินอวี๋หันมามอง พวกเขาก็สะดุ้งด้วยความประหม่า กลัวว่าจะถูกไล่ไม่ให้ตามไป
โชคดี ที่เฉินอวี๋แค่เหลือบมองเท่านั้น ก่อนที่เขาจะบอกวิธีการมองหาต้นหม่อนและหาหินแหลมหรือของมีคมมากะเทาะเอาเปลือก
ลำต้นของใหญ่เกินกว่าจะตัดได้ แถมคุณภาพการตีเหล็กในยุคนี้ก็ต่ำ ความเปราะจึงแทบจะไม่ต่างจากมีดสำริดหรือมีดดีบุก และถึงแม้จะตัดลงมาได้ เด็กตัวเล็กๆ คงแบกกลับไปไม่ไหว ดังนั้นพวกเขาจึงปลอกได้แค่ตามกิ่งและตามลำต้นที่ยังไม่โต แล้วช่วยกันรวบรวมยกเปลือกกลับไปที่บ่อแล้วแบ่งกัน
ฮูหยินหยู่ซื่อมองดูลูกสาวที่กลับมาด้วยความประหลาดใจ สาวน้อยชี้ไปที่เฉินอ่าวซึ่งกำลังนั่งสานเปลือกไม้อยู่ จากนั้นก็ชี้ไปที่เท้าที่สึกกร่อนของตัวเองและแม่ พูดด้วยน้ำเสียงเล็กๆ ว่า
“ข้าอยากทำรองเท้า เราเดินไกลและไม่มีรองเท้าใส่เลย”
สีหน้าของฮูหยินหยู่ฉายแววใ ั้แ่เกิดมา ลูกสาวของนางไม่เคยชอบเล่นกับเพื่อนๆ และไม่ชอบพูดคุยกับคนอื่นนอกจากพ่อและแม่ นางชอบเหม่อลอยจ้องมองอะไรสักอย่างอยู่ตลอด
เพื่อนบ้านบอกว่าลูกสาวของนางอาจมีปัญหาเื่ความคิดและสมอง จนนางอดสงสัยไม่ได้ว่าลูกสาวของตัวเองอาจมีอะไรผิดปกติอย่างที่ชาวบ้านพูดจริงๆ
แต่ตอนนี้ เมื่อมองดูลูกสาวที่นำเปลือกไม้กลับมาให้นางทำรองเท้า คนเป็แม่ก็มั่นใจ ว่าลูกสาวไม่ได้มีปัญหาเื่พวกนั้น
แถมไม่เพียงแค่ไม่มีปัญหา แต่นางยังฉลาดมากกว่าเด็กคนอื่นๆ ฮูหยินหยู่จึงลูบศีรษะลูกสาวคนโตของนางด้วยความดีใจ
“ตกลง เช่นนั้นเราก็ลองดู ว่าครอบครัวแซ่เฉินสานเปลือกไม้อย่างไร?”
ทางเฉินอวี๋และเฉินอ่าวไม่ได้จะปกปิด พวกเขาเองก็ทดลองสานและเลียนแบบจากของที่เคยเห็นในชีวิตก่อนเช่นกัน
สำหรับผู้คนที่เกิดในโลกและยุคนี้มาั้แ่แรก ทักษะการเอาชีวิตแทบจะเป็ศาสตร์วิชาเฉพาะ ที่จะถ่ายทอดผ่านสายเืและคนในครอบครัว
เช่นทักษะการปั้น ก็จะสืบทอดผ่านแค่คนตระกูลแซ่หยู่ การล่าสัตว์ของนายพรานหรือคนเก็บศพ ก็จะส่งต่อให้กับบรรดาลูกๆ ไว้ใช้เป็อาชีพ การที่จะเรียนรู้วิชาจากคนอื่นๆ ไม่ใช่เื่ง่ายๆ และต้องมีราคา ดังนั้น เวลาจะไปขอเรียนอะไรพวกนี้ จึงมักจะเป็ที่ยำเกรงของชาวบ้านธรรมดา แม้แต่การได้ยินว่ามีบัณฑิตผ่านมายังหมู่บ้าน ก็ยังทำให้ทุกคนวิ่งมาหาเพื่อมุ่งดู
เด็กทุกคนดูการเคลื่อนไหวของสองพ่อลูกแซ่เฉิน หมวกอาจซับซ้อนสำหรับชาวบ้าน แต่พอเห็นเฉินอวี๋สานทำเป็รองเท้า มันก็ทำให้ทุกคนมองไปที่เขาอย่างใจจดใจจ่อ
เฉินต้านั่งทุบเปลือกหม่อนให้นุ่ม ส่วนเฉินเหนียนอู่กับอิงเอ๋อ ก็เอาเปลือกพวกนั้นมาปั่นเป็เส้นด้ายและเชือก
มีสองพ่อลูกอย่างเฉินอ่าวกับเฉินอวี๋ที่นั่งสาน ถึงพวกเขาจะมีรองเท้าหนังไว้ใช้ แต่จากเื่วันก่อน การสวมรองเท้าหนังมันดึงดูดสายตาของคนอื่นมากเกินไป
ดังนั้น พวกเขาจึงปรึกษาในคืนก่อน ว่าจะใช้รองเท้าธรรมดาหลังจากเดินลงเขา อย่างน้อย ระหว่างทางเวลาเจอผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่นๆ จะได้ไม่ถูกจ้องมองหลังเข้าไปในเมืองที่มีผู้คน
