เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังขึ้นอย่างบิดเบี้ยว ราวกับถูกฉีกออกมาจากส่วนลึกของจิติญญา
“อ๊าาาาา—!”
ไม่ใช่ความเ็ปจากร่างกาย แต่คือความทรมานที่กัดกินเข้าไปถึงแก่นิญญา
ร่างของนางพยายามจะดิ้นทุรนทุรายอย่างบ้าคลั่ง ทว่าทุกการขยับกลับไร้ความหมาย เถาวัลย์พลังที่พันรัดร่างเอาไว้แน่นราวกับโซ่ตรวนแห่งนรก บีบรัดทั้งร่างกายและเส้นพลัง ทำให้นางไม่อาจขยับได้แม้แต่นิ้วเดียว
ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าง ความหวาดกลัวแท้จริงปรากฏขึ้นเป็ครั้งแรกในชีวิต
“ขะ…ข้ายอมแล้ว…ได้โปรด…”
เสียงของนางสั่นเครือ และขาดห้วง
“เ้าอยากรู้อะไร…ข้าจะบอกทั้งหมด…ทั้งหมดเลย…อ๊าาาาาา!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ แ่ลง ร่างของหญิงสาวสั่นกระตุกสองสามครั้ง แล้วก็แน่นิ่ง ดวงตาปิดลง จิตสำนึกดับวูบไปในที่สุด
ห้องทั้งห้องกลับสู่ความเงียบงัน
มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่กระทบกระจกเบา ๆ และกลิ่นเืที่ยังไม่จางหาย
จางเหวินค่อย ๆ คลายมือออกจากลำคอของนาง สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย สายตาเย็นเฉียบมองลงไปยังร่างที่หมดสติอยู่เบื้องหน้า
ข้อมูลหนึ่งผุดขึ้นในสายตาของเขาอย่างเงียบงัน
[ชื่อ: หลิวชิง]
[ระดับการบ่มเพาะ: าานักบุญ ขั้นที่ 2]
[ร่างกายพิเศษ: ร่างกายศักดิ์สิทธิ์แห่งหยิน (ระดับศักดิ์สิทธิ์) ]
[โชค: แดง]
[ความชื่นชอบ: -90]
จากการตรวจสอบความทรงจำ จางเหวินรับรู้ได้ชัดเจน แม้นางจะมีสมบัติป้องกันจิติญญาฝังอยู่ในร่าง แต่มันไม่อาจต้านทานพลังของเขาได้เลย
ช่องว่างระหว่างาานักบุญ กับจักรพรรดินักบุญขั้นสูงสุด มันกว้างเกินกว่าจะเรียกว่า การต่อต้านได้
ยิ่งไปกว่านั้น จางเหวินไม่ได้เป็จักรพรรดินักบุญธรรมดา ในด้านพื้นฐานเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่ามาก
ตัวตนของหญิงสาวค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นจากเศษเสี้ยวความทรงจำ
หลิวชิง ผู้าุโของ หอการค้านกยูงเจ็ดสี ซึ่งเป็หอการค้าอันดับ 1 ในเมืองดาบ์
ส่วนชายที่ถูกสังหารไปก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เพียงผู้นำหอการค้าแห่งเมฆาธรรมดา แต่เป็ คู่หมั้น ของนายหญิงแห่งหอการค้านกยูงเจ็ดสี
เหตุผลที่หลิวชิงถูกส่งมาที่นี่ ก็เพื่อล่อลวงชายคนนั้น จางเหวินเอียงศีรษะเล็กน้อย ความสงสัยแล่นผ่านเพียงชั่วครู่
จากความทรงจำที่เขาเห็น มันดูเหมือนจะเป็เื่น่าขันมากกว่าเื่การเมือง หญิงสาวไม่้าแต่งงานกับชายที่ไร้ความสามารถ จึงใช้วิธีทำให้เขาอับอาย เพื่อยกเลิกงานหมั้นอย่างมือสะอาด
จางเหวินไม่ใส่ใจรายละเอียดพวกนั้นอีกต่อไป
สำหรับเขา มันเป็เพียงเื่ไร้สาระและความสัมพันธ์ก็ไร้ความหมาย
เขาหันหลังให้ร่างของหลิวชิง ก่อนจะบอกให้คนจับนางเอา ส่วนเขาก็เดินไปที่คลังสมบัติของหอการค้าเพื่อการหาสมุนไพรมากลั่นยาบางชนิด
….
….
ค่ำคืนอันแสนวุ่นวายค่อย ๆ ผ่านพ้นไป
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมสายฝนที่ยังคงกระหน่ำไม่หยุด เมฆดำปกคลุมเมืองดาบ์จนแทบไม่เห็นแสงอาทิตย์ ราวกับทั้งเมืองถูกกดทับด้วยเงามืดที่มองไม่เห็น
ั้แ่ยามเช้า ชาวเมืองจำนวนมากเริ่มล้มป่วยอย่างไร้สาเหตุ ร่างกายอ่อนแรง แขนขาไร้เรี่ยวแรง ศีรษะหมุนวูบ คลื่นไส้อย่างรุนแรง อาการหนักเบาแตกต่างกันไปตามระดับการบ่มเพาะ ผู้ที่มีพลังต่ำแทบลุกไม่ขึ้น ส่วนผู้ที่แข็งแกร่งกว่าก็ยังรู้สึกมึนงงและปวดศีรษะอย่างทรมาน
ความตื่นตระหนกแพร่กระจายไปทั่วเมือง
ยิ่งเมื่อชาวเมืองนึกถึงเสียงการต่อสู้ะเืฟ้าดินที่ดังขึ้นเมื่อคืนจากคฤหาสน์เ้าเมือง ความกังวลก็ยิ่งทวีคูณ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ทั้งเ้าเมือง ตระกูลเย่ และตระกูลมู่ ต่างเงียบงันราวกับหายไปจากเมือง ไม่มีใครออกมาอธิบายอะไรเลย ทั้งตระกูลเย่และตระกูลมู่ก็เปิดม่านพลังคุ้มกันทำให้ชาวเมืองไม่รู้สถานการณ์อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเลย
ข่าวลือเริ่มแพร่สะพัด บางคนกล่าวว่าเ้าเมืองพ่ายแพ้ บางคนกล่าวว่าทั้งสองตระกูลถูกทำลาย บางคนถึงขั้นเชื่อว่าทั้งคู่พังทลาย
ขณะเดียวกันนั้นชาวเมืองที่ป่วยเป็โรคประหลาดพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำการรักษาร่างกาย ทั้งใช้พลังิญญาขับไล่ ทั้งกินโอสถล้างพิษ ลองคัมภีร์รักษาที่เคยได้ผล แต่ไม่ว่าอย่างไร อาการก็ไม่ทุเลาแม้แต่น้อย
ภายในคฤหาสน์เ้าเมือง
คังห่าวนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานอย่างสงบนิ่ง สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ตลอด่เวลาที่จางเหวินหายตัวไป เขาได้ลงมือจัดการทุกอย่างอย่างเด็ดขาดและเงียบงัน
ทรัพย์สมบัติของตระกูลเย่และตระกูลมู่ถูกยึดทั้งหมด สมาชิกสำคัญของทั้งสองตระกูลถูกจับกุมและกักตัวไว้ภายในคฤหาสน์เ้าเมืองโดยไร้โอกาสส่งข่าวใดๆ ออกไป ส่วนผนึกป้องกันของทั้งสองตระกูลก็ถูกเขาเปิดทิ้งไว้เพื่อให้ดูเหมือนว่ายังมีคนอาศัยอยู่ตามปกติ แต่ไม่มีใครกล้าออกจากตระกูลแม้แต่ก้าวเดียว
เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในสภาพสงบผิดปกติ
ทันใดนั้น แหวนมิติที่นิ้วของคังห่าวก็สั่นไหว เสียงหนึ่งดังขึ้นในจิตสำนึก
“จากนี้ เ้าจะต้องประกาศสภาวะฉุกเฉินของเมืองทันที”
คังห่าวเงยหน้าขึ้น ตั้งใจฟัง
“สั่งให้ชาวเมืองทุกคนอยู่ในที่พัก ห้ามออกมาโดยพลการ ข้าจะส่งนักบุญสิบคนไปหาเ้า หลังจากนั้นให้พวกเ้าร่วมมือกันทำลายเมฆบนท้องฟ้า”
“เมื่อเมฆแตก ฝนจะหยุดทันที”
“แต่จำไว้…อาการป่วยของชาวเมืองจะยังไม่หายในตอนนี้”
น้ำเสียงหยุดลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างเ็า
“เ้าใช้โอกาสนี้ประกาศออกไปว่า ฝนมีพิษ ให้ทุกคนระวังตัวเอาไว้”
คังห่าวรับคำโดยไม่ถามเหตุผล เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เื่ที่เขาควรสงสัย
ในเวลาเดียวกันนั้น
ภายในหอการค้าัขาว
ห้องทำงานของิหยวนแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง อาคารสะอาดเป็ระเบียบ ชั้นวางของถูกจัดเรียงอย่างเป็ระบบ พนักงานเริ่มถูกรับเข้ามา ลูกค้าบางส่วนเริ่มแวะเวียนมาหา แม้จะยังไม่มาก แต่ก็เป็สัญญาณของการเริ่มต้น
ิหยวนทำงานแทบไม่หยุดพัก หินิญญาที่จางเหวินมอบให้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า ทุกการลงทุนผ่านการคิดคำนวณอย่างรอบคอบ หอการค้ากำลังค่อย ๆ มีรูปร่างขึ้นทีละน้อย
ทันใดนั้น แหวนมิติของเขาก็สั่นไหว
“นี่ข้าเอง จางเหวิน หอการค้าเป็อย่างไงบ้าง”
ิหยวนรีบตอบทันที
“ตอนนี้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี โครงสร้างพื้นฐานเริ่มมั่นคง พนักงานใหม่เริ่มเข้าที่ แต่รายได้ยังไม่มี เพราะเรายังไม่มีสินค้าระดับสูงมาดึงกำไรจริงจังและหินิญญาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับโครงสร้างพื้นฐาน”
เสียงจากอีกฝั่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับอย่างเรียบง่าย
“เดี๋ยวข้าไปหาให้”
วูบ!
อากาศด้านหน้าิหยวนบิดเบี้ยว ร่างของจางเหวินปรากฏขึ้นทันที ราวกับก้าวออกมาจากความว่างเปล่า
ิหยวนสะดุ้ง ก่อนจะรีบลุกขึ้นคำนับ
“คารวะนายท่าน”
จางเหวินโบกมือเล็กน้อยให้เขาทำตัวตามสบาย
จากนั้นเขายกมือขึ้น ส่งสัญญาณไปยังแหวนมิติของคังห่าว ให้รับฟังคำพูดนี้ไปพร้อมกัน
“จากนี้ไป ข้าจะทำให้หอการค้าัขาว…กลายเป็หอการค้าอันดับหนึ่ง”
น้ำเสียงเรียบ แต่หนักแน่น
“รับแหวนวงนี้ไปสิ”
แหวนมิติวงหนึ่งลอยออกจากมือของเขา ไปหยุดอยู่ตรงหน้าิหยวน ิหยวนรับมันมา หัวใจเต้นแรง ก่อนจะปล่อยจิตััเข้าไปตรวจดู
ภายในแหวนมิติวงนั้น แน่นขนัดไปด้วยขวดยานับไม่ถ้วน เรียงซ้อนทับกันราวกับทะเล มันมีจำนวนมากเสียจนิหยวนต้องหยุดหายใจจากความใ จิตััของเขาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อรับรู้ถึงพลังโอสถที่แผ่ออกมาอย่างหนาแน่น
จางเหวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“เมื่อคืนที่ผ่านมา ข้าได้ยึดครองหอการค้าเมฆาแล้ว”
ิหยวนชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเงยหน้ามองจางเหวินอย่างเงียบงัน คราวนี้เขาไม่ได้ใเพียงเพราะคำพูดนั้น แต่เพราะสิ่งที่รับรู้ได้จากตัวอีกฝ่าย จางเหวินในตอนนี้ แข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะรับรู้ได้อีกต่อไป ออร่าของเขานิ่งสงบราวกับคนธรรมดา ถ้าเขาไม่รู้จักจางเหวินมาก่อนคงคิดว่าชายตรงหน้าเป็เพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
