“ได้สิ” เจียงเฉิงพยักหน้า ก็แค่ส่งของไปให้เท่านั้น สำหรับเขาแล้ว ขอแค่สามพี่น้องมีความสุข เงินที่ต้องจ่ายไปก็แค่เื่เล็กน้อย ไม่ว่าอย่างไรคนอย่างเจียงเฉิงก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากเงินนี่แหละที่มีมากเป็อย่างยิ่ง
ในตอนที่ทั้งสองกำลังคุยเล่นกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเงาร่างสายหนึ่งเดินเข้ามาประชิดพวกเขา อีกฝ่ายชี้ไปยังอวิ๋นซีแล้วกล่าวว่า “โต๊ะนี้ ตัวข้าพึงใจนัก พวกเ้ารีบถอยออกไปให้ข้าเร็วเข้า”
อวิ๋นซีขมวดคิ้ว “ช่างเป็คนที่ไร้มารยาทเสียจริง พวกเรานั่งกินข้าวกันอยู่ เ้ามีสิทธิ์อะไรมาไล่ให้เราลุก อย่างไรเสีย ไม่ว่าเื่ใดก็ควรต้องยึดหลักมาก่อนได้ก่อน มาหลังได้หลัง แต่หากเ้าคิดอยากจะนั่งตรงนี้จริงๆ ...ได้ รอพวกเรากินดื่มอิ่มหนำแล้วเ้าค่อยมา”
นางเกลียดคนที่ไม่รู้ความมากที่สุด มิคาดในเมืองหลวงนี้จะยังมีพวกคนไร้ตาอยู่มากมายเพียงนี้ ทั้งยังกล้าเข้ามาปะทะกับนางตรงๆ รนหาที่ตายชัดๆ
ใบหน้างดงามดวงน้อยๆ ของหลินหลานถิงถึงกับเปลี่ยนไปในทันที นางไม่แม้แต่จะคิดก็จัดการคว่ำโต๊ะอาหารนี้เสียเลย ทำให้น้ำแกงและกับข้าวที่อยู่บนโต๊ะสาดกระเซ็นเปื้อนร่างของอวิ๋นซีและเจียงเฉิง
เจียงเฉิงและอวิ๋นซีคิดไม่ถึงว่า อีกฝ่ายจะกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดไม่พูดอะไรสักคำก็ลงมือเลย ทำให้ตอนนี้พวกเขามีสภาพที่ดูไม่ได้เล็กน้อย อวิ๋นซียืนขึ้น ขมวดคิ้วมองสตรีที่มีใบหน้างดงาม “เ้านี่ช่างรนหาที่”
คราวนี้อวิ๋นซีเองก็ไม่แม้แต่จะคิดเช่นกัน นางตบหน้าหลินหลานถิงโดยแรงไปทีหนึ่ง “ไม่มีใครสั่งใครสอน วันนี้ก็ให้ข้าสั่งสอนเ้าแทนบิดามารดาเ้าเสียสักหน่อย” เมื่อพูดจบ นางก็ตบเข้าที่ใบหน้าอีกฝั่งของหลินหลานถิง
หลินหลานถิงมิคาดว่าจะมีคนกล้าลงไม้ลงมือกับนาง ชั่วขณะนั้นจึงได้อึ้งไป แต่เมื่อดึงสติกลับมาได้ นางก็ชี้นิ้วไปทางอวิ๋นซีด้วยความเกรี้ยวกราด “นังชั้นต่ำ เ้าคนชั้นต่ำ เ้ากล้าตบข้า ข้าไม่ยอมเด็ดขาด”
เมื่อพูดจบ นางก็หันไปพูดกับสาวใช้สองคนข้างกาย “ยังไม่รีบไปนำตัวนังคนชั้นต่ำนั่นมาให้ข้าอีก นางกล้าตบข้า ข้าก็จะให้นางได้รับรู้ถึงผลของสิ่งที่ทำลงไป”
เจียงเฉิงไม่รั้งรอรีบเข้าขวางเบื้องหน้าอวิ๋นซี เขาพูดด้วยเสียงโกรธเกรี้ยว “ข้าจะดูสิว่าพวกเ้าคนใดจะกล้าลงมือ คิดจริงๆ หรือว่าเมืองหลวงเป็สถานที่ที่พวกเ้าคิดอยากจะทำสิ่งใดกับใครก็สามารถกระทำได้ทั้งสิ้น”
ตอนนี้เองหลินหลานถิงเพิ่งจะสังเกตเห็นใบหน้าหล่อเหลาดูเป็ผู้ใหญ่ของเจียงเฉิง รวมถึงบรรยากาศรอบกายเขา ชั่วขณะนั้นนางก็ชะงักค้าง จ้องมองไม่วางตา “หากไม่อยากให้ข้าโกรธไปมากกว่านี้ เ้าก็บอกข้ามา ตัวเ้าเป็คุณชายบ้านใด? ”
อวิ๋นซีที่เฝ้าฟัง มุมปากโค้งขึ้น “มิคาดดวงหน้านี้ของท่านจะยังมีประโยชน์ด้วย ล่อลวงได้แม้กระทั่งสาวน้อยวัยสิบสี่สิบห้า” อันที่จริงเจียงเฉิงไม่ใช่เหล่าคุณชายอายุยี่สิบต้นๆ ปีนี้เขาอายุสามสิบปีแล้ว
เจียงเฉิงกล่าวอย่างปลงๆ “คนที่ควรลุ่มหลงกลับไม่ลุ่มหลง ใบหน้านี้ไม่ได้มีประโยชน์อันใดนัก” คนที่เขาอยากให้ลุ่มหลงคือสตรีที่ตนกำลังปกป้องไว้เื้ั น่าเสียดายที่เ้าหนิงอ๋องไร้ยางอายนั่น่ชิงนางไปได้ก่อน
อวิ๋นซีไม่รู้ว่า ประโยคนี้ของเขาหมายถึงตัวนาง มิหนำซ้ำยังทึกทักไปว่า เจียงเฉิงคงมีคนที่อยู่ในใจแล้ว แต่อาจจะติดที่อีกฝ่ายไม่ชอบเขา ชั่วขณะนั้นนางก็เกิดไม่ว่างมาสนใจสถานการณ์ในตอนนี้ นางยิ้มแล้วถามเขา “ท่านมีคนที่ชอบแล้วหรือ? ข้ารู้จักนางหรือไม่? รีบบอกมาเถิด ข้าอยากรู้ว่าท่านจะหาแม่บุญธรรมเช่นไรมาให้พวกฉางรุ่ย”
เมื่อได้ยินคำถามเหล่านี้ เจียงเฉิงก็อยากพูดนักว่า ขอกลอกตาได้หรือไม่ ขอพูดได้หรือไม่ว่าไม่รู้จักสตรีตรงหน้านางนี้ ทว่า ในตอนที่เขากำลังหมดคำจะพูดอยู่นั้น สาวใช้ที่หลินหลานถิงพามาก็เริ่มลงมือแล้ว พวกนางไม่สนหรอกว่าคนทั้งสองนี้จะอย่างไรกันแน่ เพราะพวกนางที่เป็สาวใช้ของคุณหนูย่อมสนใจฟังแค่คำสั่งของคุณหนู
เจียงเฉิงไม่เป็วรยุทธ์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสตรีสองนางที่ลงมืออย่างโเี้ เขาก็ได้แต่พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อปกป้องสตรีที่ยืนอยู่เื้ั อวิ๋นซีเห็นเขาสละตนปกป้องนางเพียงนี้ ในใจก็ให้รู้สึกอบอุ่น แต่ด้วยรู้จักกันมาหลายปี แน่นอนว่านางรู้ดีว่าเจียงเฉิงไม่เป็วรยุทธ์ ในตอนนั้นนางจึงหมุนกายอย่างรวดเร็วไปอยู่เบื้องหน้าเขา จากนั้นพูดอย่างเ็า “ั้แ่กลับมาเมืองหลวงจนถึงตอนนี้ นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าได้พบกับเหล่าคนที่ไม่กลัวตายเพียงนี้”
เมื่อพูดจบ นางก็เตะสาวใช้ทั้งสองออกไปอีกด้าน หนึ่งในพวกนางปลิวกระเด็นไปและตกลงบนโต๊ะตัวหนึ่งอย่างแรง ส่วนอีกคนกลับกระเด็นไปกระแทกกายเข้ากับร่างบางของหลินหลานถิง คนทั้งสองพากันซวนเซก่อนจะล้มลงบนพื้น โดยสาวใช้เป็ฝ่ายล้มทับอยู่บนร่างของผู้เป็นาย
อวิ๋นซีเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มเย็น “วรยุทธ์แมวสามขาของพวกเ้านี่ ทำให้คนต้องขายหน้าแล้ว”
สาวใช้รีบร้อนประคองหลินหลานถิงขึ้นมา แต่เมื่อหลินหลานถิงยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว นางกลับตบลงไปบนใบหน้าของสาวใช้ทันที “ชั้นต่ำ ข้าให้เ้าไปจัดการสตรีหน้าไม่อายคนนั้น แต่เ้ากลับมาทำข้าล้ม”
ในตอนนี้เอง เถ้าแก่ร้านที่เพิ่งกลับมาจากด้านนอกได้มาเห็นฉากตรงหน้านี้เข้า เขาอึ้งไป ก่อนจะรีบเข้ามาแล้วพูดขึ้นว่า “์ นี่มันเื่อันใดกัน”
เขาไม่รู้จักอวิ๋นซี จึงตัดสินใจเดินเข้าไปตรงหน้าเจียงเฉิงอย่างรีบร้อน “ผู้นำตระกูลเจียง นี่ นี่เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ? ไม่ใช่ว่าท่านจะไปซื้อหาสิ่งของให้พระสนมเจียงซูเฟยและองค์หญิงน้อยหรอกหรือ? เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้? ทั้งยังอยู่ในสภาพเช่นนี้ด้วย? ”
เถ้าแก่ของร้านอาหารแห่งนี้และเจียงเฉิงนับเป็คนรู้จักเก่าแก่กัน ในเื่การค้าพวกเขาเคยไปมาหาสู่กันอยู่ ดังนั้น เถ้าแก่ร้านย่อมรู้ว่าเจียงเฉิงมีพี่หญิงผู้หนึ่งอยู่ในวังหลวง อีกทั้ง คนยังเป็หนึ่งในสี่พระราชชายา สนมซูเฟยผู้ประสูติพระธิดาน้อยชิ่งอันให้เสี้ยวเหวินตี้จนได้รับความโปรดปรานเป็อย่างมาก
“จะมีอะไรได้อีก คนบางคนไม่เห็นผู้น้อยแซ่เจียงและชายาหนิงอ๋องอยู่ในสายตา พอเข้ามาก็จะให้เราสองมอบโต๊ะนี้ให้นาง เมื่อพวกเราไม่ให้ นางก็คว่ำโต๊ะนี้เสียอย่างนั้น นี่ยังไม่นับเป็อะไรนะ เพราะสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือ คนยังคิดจะลงไม้ลงมือกับพวกเราอีก ถึงแม้ผู้น้อยแซ่เจียงจะมาเมืองหลวงน้อยครั้งก็จริง แต่นี่ถือเป็ครั้งแรกที่ได้พบเจอกับการกระทำที่ไร้มารยาทเยี่ยงนี้” เจียงเฉิงเคียดแค้นอยู่ในใจ กล่าวกันว่าบัณฑิตนั้นไร้ประโยชน์ ทว่าแท้จริงแล้วตัวเขาที่ไม่เป็วรยุทธ์เองก็ไม่ได้มีประโยชน์สักเท่าไร
หาเงินได้มากมายแล้วจะอย่างไร หากคนไม่เป็วรยุทธ์ ต่อให้ข้างกายจะมีผู้คุ้มกันที่มีวรยุทธ์ร้ายกาจมากมายแล้วจะอย่างไร เพราะใน่เวลาที่สำคัญที่สุด ตัวเขากลับไม่อาจปกป้องสตรีที่ตนรักได้
ความรู้สึกพ่ายแพ้เช่นนี้ของเขาไม่ได้มีเป็ครั้งแรก เขาอยากจะเรียนวรยุทธ์ อยากจะปกป้องนาง ทว่าร่างกายเขากลับไม่อนุญาต เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ในใจก็รู้สึกแย่ยิ่งนัก เพราะทุกๆ ครั้งยามที่นาง้าการปกป้อง เขาล้วนไม่อาจทำได้
มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเจียงเฉิงกำแน่น อาซี ข้าไม่อาจปกป้องท่านด้วยตนเองได้ แต่ข้าก็ยังสามารถช่วยท่านด้วยเื่อื่นได้ ไม่ว่าอย่างไรชาตินี้ขอเพียงมีสิ่งที่ท่าน้า ตัวข้า เจียงเฉิงผู้นี้จักต้องนำสิ่งเ่าั้มาให้ท่านให้ได้
เมื่อเถ้าแก่ร้านได้ยินถ้อยคำกรุ่นโกรธนั้นก็หันมองหลินหลานถิงด้วยสีหน้าตกตะลึง เขาพูดกับนางอย่างรุนแรง “แม่นางผู้นี้ แค่ดูก็รู้ว่ามาจากที่อื่น ในเมืองหลวงแห่งนี้ สิ่งที่ไม่ควรทำคือการตัดสินคนที่ภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าได้ไปคาดเดาสถานะของผู้ใดเพียงเพราะการแต่งกาย แม่นางควรรู้ไว้ ท่านทั้งสองตรงหน้านี้ ผู้หนึ่งคือลูกสะใภ้สายตรงของฝ่าา ชายาหนิงอ๋อง ส่วนอีกท่านคือน้องชายแท้ๆ ของพระสนมซูเฟย ต่อให้ตัวท่านจะมีสถานะสูงส่งเช่นไร ท่านทั้งสองนี้ก็หาใช่คนที่ท่านจะหาเื่ได้”
หลินหลานถิงและสาวใช้ด้านหลังพากันยืนอึ้ง ชายาหนิงอ๋อง? น้องชายซูเฟย? คนพวกนี้มีใครบ้างที่ไม่ใช่เครือญาติของราชวงศ์ มีใครบ้างที่ไม่ใช่คนสถานะสูงส่ง
นางถอยหลังไปสองสามก้าว กัดริมฝีปากพูดว่า “ต่อให้จะเป็ชายาหนิงอ๋องและน้องชายของสนมซูเฟยแล้วจะอย่างไร ท่านตาของข้าคือเจิ้นหนานอ๋อง ส่วนพี่หญิงของข้าคือชายาองค์ชายห้า ข้าไม่รู้สถานะของพวกเ้าจึงไปล่วงเกินเข้า ถึงกระนั้นพวกเ้าทั้งสองก็ทำอันใดข้าไม่ได้”
