ตอนที่ 1 ความตายท่ามกลางลมหนาว
ลมเหมันต์หวีดหวิวพัดผ่านรอยแยกของผนังดินเหนียวที่ผุพัง เสียงของมันคล้ายเสียงโหยหวนของภูตผีที่กำลังเฝ้ารอรอรับิญญาคนตาย ลมหนาวที่แหลมคมดุจเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงทะลุเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่บางจนแทบเห็นิั กระแทกเข้ากับร่างบอบบางที่นอนขดตัวสั่นเทาอยู่บนเตียงไม้ไผ่ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับกาย ความเย็นะเืนั้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ผิวัั แต่มันซึมลึกเข้าไปถึงไขกระดูก ลามเลียไปทั่วร่างกายจนความรู้สึกรับรู้เริ่มพร่าเลือน
มู่หว่านเอ๋อร์ พยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก
เปลือกตาของนางหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่วและบวมช้ำจากการอดนอนและพิษไข้ สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องแล็บเกษตรกรรมที่ทันสมัยที่สุดในศตวรรษที่ 21 ซึ่งติดตั้งระบบกรองอากาศและควบคุมอุณหภูมิที่เธอคุ้นเคย ไม่มีแสงไฟแอลอีดีที่สว่างจ้า ไม่มีเสียงเครื่องจักรวิเคราะห์ดีเอ็นเอเมล็ดพันธุ์ มีเพียงหลังคาฟางที่เปื่อยยุ่ยจนมีรูโหว่ขนาดใหญ่ มองเห็นท้องฟ้าสีเทาหม่นเบื้องบนที่กำลังโปรยปรายละอองหิมะลงมาอย่างไร้ปรานี
“พี่สาว... ท่านฟื้นแล้วหรือ? พี่สาว... ท่านห้ามทิ้งข้าไปนะ ข้าเหลือท่านเพียงคนเดียวแล้ว...”
เสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือดังขึ้นข้างกาย หว่านเอ๋อร์พยายามหันศีรษะที่หนักอึ้งไปมอง ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของด็อกเตอร์สาวที่เคยแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าบีบรัดด้วยความเ็ปอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน นางเห็นเด็กชายตัวน้อยอายุประมาณสี่หรือห้าขวบ ร่างกายของเขาผอมแห้งจนซี่โครงแต่ละซี่ขึ้นเป็แนวชัดเจน ใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบดินและน้ำตาซูบตอบจนเห็นโหนกแก้ม ริมฝีปากของเขาเป็สีม่วงคล้ำเพราะความหนาวเหน็บอย่างรุนแรง เขากำลังพยายามใช้มือน้อยๆ ที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยแผลพองจากหิมะกัด กุมมือของเธอไว้หวังจะมอบไออุ่นอันน้อยนิดให้
ในวินาทีนั้น ความทรงจำที่สับสนและรุนแรงไหลบ่าเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก...
ร่างนี้มีชื่อว่า มู่หว่านเอ๋อร์ เช่นเดียวกับเธอ นางเป็บุตรสาวคนโตของบ้านรองตระกูลมู่ ชีวิตที่ควรจะเรียบง่ายกลับพังทลายลงเมื่อบิดาหายสาบสูญไปในาชายแดน มารดาผู้เป็สตรีอ่อนแอตัดสินใจตรอมใจตายตามไป ทิ้งให้เด็กหญิงตัวน้อยและน้องชายอย่าง มู่เสี่ยวสือ ต้องเผชิญชะตากรรมท่ามกลางญาติพี่น้องที่จิตใจอำมหิตยิ่งกว่าอสูรกาย
เพราะคำทำนายของซินแสลวงโลกที่ป้าสะใภ้ใหญ่จ้างมาป้ายสีว่านางคือ ดาวไม้กวาด ที่จะนำพาความวิบัติมาสู่ตระกูล ในปีที่เกิดภัยแล้งยาวนานและตามมาด้วยฤดูหนาวที่ทารุณที่สุดในรอบห้าสิบปี ท่านย่ามู่ ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในตระกูลจึงประกาศตัดขาดและขับไล่พวกเขาสองพี่น้องออกมาอยู่ที่กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านโดยไม่ให้เสบียงแม้แต่เม็ดเดียว
โครก...
เสียงท้องที่ว่างเปล่าของเสี่ยวสือร้องประท้วงดังลั่นท่ามกลางความเงียบที่เหน็บหนาว
เด็กน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง เขาพยายามกลืนน้ำลายที่แห้งผากลงคออย่างยากลำบาก ดวงตากลมโตที่โตเกินใบหน้าฉายแววหิวโหยถึงขีดสุด ทว่าเขากลับรีบดึงผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนและเศษฟางให้คลุมกายพี่สาวแน่นขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่าหากเขาใช้ความอบอุ่นที่เหลืออยู่ทั้งหมดปกป้องนางได้ เขาก็ยินดีที่จะแข็งตาย
“พี่สาว... ข้าไม่หิวจริงๆ นะ ท่านดื่มน้ำนี่เถิด ข้าไปละลายหิมะมาให้ท่านแล้ว”
เขาส่งเสียงที่พยายามทำให้ดูมั่นคง พร้อมยื่นถ้วยดินเผารอยบิ่นโงนเงนให้ ในนั้นมีเพียงน้ำเย็นจัดที่มีเศษดินเทาๆ เจือปนอยู่
มู่หว่านเอ๋อร์เค้นเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ขยับกาย ความเ็ปลามเลียไปตามไขสันหลัง รสชาติของน้ำละลายหิมะในปากนั้นทั้งฝาดเฝื่อนและมีกลิ่นดินฉุนกึก แต่นี่คือสิ่งที่ สูงค่า ที่สุดที่เด็กคนหนึ่งจะมอบให้ได้ในยามนี้ ในโลกเดิม... เธอคือผู้กุมอำนาจเหนือห้องแล็บมูลค่าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ เธอเคยหงุดหงิดเพียงเพราะเมล็ดกาแฟคั่วบดอุณหภูมิเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่ในโลกนี้... เพียงน้ำสะอาดสักอึกกลับกลายเป็เื่ที่ต้องแลกด้วยชีวิต
สายตาของเธอเริ่มปรับสภาพได้ นางมองสำรวจไปรอบกระท่อม ผนังดินเหนียวที่นี่เต็มไปด้วยรอยร้าวขนาดใหญ่จนลมเหมันต์ลอดเข้ามาส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงเยาะเย้ย พื้นดินเย็นเยียบซึมซับเอาความร้อนสุดท้ายจากร่างกายไป กระท่อมหลังนี้ไม่ใช่ที่พักอาศัย... มันคือสุสานที่รอเวลาฝังร่างคนสองคนอย่างช้าๆ เท่านั้น
ปัง!
เสียงถีบประตูดังสนั่นจนผนังดินที่ผุพังะเื เลาะเอาเศษฝุ่นและดินแห้งร่วงกราวลงมาจากขื่อหลังคาราวกับหิมะสีหม่น
ร่างอ้วนกลมในชุดผ้าฝ้ายบุหนาสีแดงฉานสดใสจนดูแสบตา ก้าวพรวดเข้ามาในกระท่อมดุจพายุร้าย ป้ามู่ (ซื่อซื่อ) สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลมู่ยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง นางกวาดสายตาคมกริบมองสำรวจไปทั่วอย่างดูแคลน ริมฝีปากที่แต้มชาดจนแดงจัดเหยียดออกเป็รอยยิ้มหยัน แสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ราวกับว่าอากาศที่หายใจร่วมกับเด็กสองคนนี้คือยาพิษ
“หึ! ยังไม่ตายอีกหรือ? นังตัวกาลกิณี ข้าก็นึกว่าพวกเ้าจะแข็งตายเป็ก้อนน้ำแข็งไปั้แ่มืดค่ำแล้วเสียอีก!” ซื่อซื่อใช้ผ้าเช็ดหน้าไหมปักลายอย่างดีปิดจมูก พลางกวาดสายตาไปรอบกระท่อมที่เหม็นอับคล้ายจะค้นหาสิ่งของมีค่าที่อาจซุกซ่อนอยู่
“ท่านป้าใหญ่... ท่านมาทำไม? พวกเราไม่มีอะไรจะให้ท่านแล้วนะ” เสี่ยวสือพยายามพยุงร่างที่สั่นเทาลุกขึ้นยืนบังพี่สาวไว้ แผ่นหลังเล็กๆ นั้นปกป้องนางอย่างสุดกำลัง
“หุบปาก! ไอ้เด็กเหลือขอ” ซื่อซื่อเดินตรงไปที่หัวเตียงด้วยท่าทางคุกคาม นางมองไปที่ผ้าห่มปะชุนผืนเดียวที่คลุมร่างหว่านเอ๋อร์อยู่แล้วตาวาว
“ข้ามาเอาของที่พวกเ้าขโมยไปคืนบ้านใหญ่! ท่านแม่บอกว่าผ้าห่มผืนนี้เดิมทีเป็ของบ้านใหญ่ พวกเ้าถูกตัดออกจากตระกูลแล้ว ไม่มีสิทธิ์ใช้ของชั้นดีเช่นนี้อีกต่อไป!”
“นั่นมันผ้าห่มผืนสุดท้ายของท่านแม่ข้า! ถ้าท่านเอาไป พี่สาวของข้าจะหนาวตายนะ!” เสี่ยวสือร้องไห้โฮ เขาพุ่งเข้าไปยื้อฉุดผ้าห่มไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่กลับถูกซื่อซื่อสะบัดและผลักอย่างรุนแรงจนร่างเล็กๆ ลอยไปกระแทกเสาไม้เก่าๆ อย่างแรง
ปึก!
“โอ๊ย!” เด็กน้อยร้องออกมาด้วยความเ็ป เืสีแดงสดไหลซึมออกจากหน้าผากมอมแมมทันที
“เสี่ยวสือ!”
มู่หว่านเอ๋อร์ที่นอนซมอยู่บนเตียง รู้สึกถึงโทสะที่ปะทุขึ้นในอกอย่างรุนแรง ความร้อนแรงของโทสะนั้นแผดเผาพิษไข้ให้มลายสิ้น นางเค้นแรงเฮือกสุดท้ายพุ่งตัวลงจากเตียงไปประคองน้องชาย ดวงตาที่เคยขี้ขลาดและอ่อนแอของเ้าของร่างเดิมบัดนี้กลับกลายเป็แววตาที่แข็งกร้าวและเ็าดุจน้ำแข็งขั้วโลกของนักวิทยาศาสตร์ผู้กุมอำนาจ
“ท่านป้า... ท่านยังมีความเป็คนหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่?” น้ำเสียงของหว่านเอ๋อร์ราบเรียบแต่กลับทรงพลังจนน่าขนลุก
“อากาศหนาวจัดเพียงนี้ ท่านยังจะมาปล้นแม้กระทั่งผ้าห่มขาดๆ ผืนเดียวไปจากเด็กและคนป่วย? จิตใจของท่านทำด้วยสิ่่งใดกันแน่!”
ซื่อซื่อชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อสบตาที่เย็นเยียบนั้น แววตาของมู่หว่านเอ๋อร์ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน แต่นางกลับเรียกความมั่นใจคืนมาด้วยการถ่มน้ำลายลงบนพื้นอย่างรังเกียจ
“มองข้าด้วยสายตาเยี่ยงนั้นทำไม? นังดาวกาลกิณี! เป็เพราะเ้าทำให้ปีนี้ตระกูลมู่เก็บเกี่ยวได้น้อยลง แผ่นดินแห้งแล้งก็เพราะอาถรรพ์ของเ้า! ถ้าอยากได้ผ้าห่มนัก ก็เอาชีวิตขยะของเ้ามาแลกสิ!”
นางกระชากผ้าห่มปะชุนผืนนั้นออกไปอย่างแรง จนมู่หยูเฉินที่ได้รับาเ็ต้องขดตัวกลมกลมบนพื้นดินที่เย็นเฉียบ ซื่อซื่อก้าวออกจากกระท่อมไปพร้อมรอยยิ้มสะใจ
ปัง! เสียงกระแทกบานประตูผุพังดังสนั่นทิ้งท้าย
หว่านเอ๋อร์ขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกะเทาะดังกร๊อด ความเจ็บแค้นที่เห็นน้องชายถูกรังแกทำให้เืในกายที่เคยเย็นเฉียบเริ่มเดือดพล่าน นางพยายามยันกายลุกขึ้นเพื่อจะพาน้องชายกลับขึ้นเตียง ทันใดนั้น ความร้อนประหลาดที่รุนแรงราวกับเหล็กเผาไฟเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากนิ้วมือข้างซ้าย... ตรงจุดที่แหวนหยกสีเขียวหม่น มรดกเพียงชิ้นเดียวที่ท่านแม่ทิ้งไว้สวมอยู่
ทันใดนั้น แสงสีเขียวมรกตเจิดจ้าก็วาบขึ้นกลางศีรษะของนาง!
วูบ!
สติของหว่านเอ๋อร์ถูกดึงเข้าสู่พื้นที่ลึกลับแห่งหนึ่งในชั่วพริบตา กลิ่นหอมสะอาดของดินสดใหม่และเสียงน้ำไหลรินแว่วดังเข้ามาในโสตประสาท ทำให้ร่างกายที่อ่อนแอของนางรู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างปาฏิหาริย์
เบื้องหน้าของเธอปรากฏผืนดินที่กว้างขวางราวหนึ่งหมู่ (ประมาณหนึ่งไร่) แต่สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์อย่างเธอต้องตื่นตะลึงคือ ผิวหน้าดินนั้นดำสนิทและมีความร่วนซุยอย่างสมบูรณ์แบบ มันคือดินที่อุดมไปด้วยฮิวมัสและแร่ธาตุในระดับที่ห้องแล็บศตวรรษที่ 21 ยังยากจะปรุงแต่งได้
ใจกลางพื้นที่มีบ่อน้ำพุขนาดย่อม น้ำใสกระจ่างราวกระจกจนมองเห็นก้นบ่อได้อย่างชัดเจน ผิวน้ำเรียบนิ่งสะท้อนประกายแสงนวลตา อากาศ ณ ที่แห่งนี้อบอุ่นดุจฤดูใบไม้ผลิที่แสนสบาย ผิดกับโลกภายนอกที่เธอกำลังจะแข็งตายราวกับอยู่คนละมิติ
‘นี่คือ... มิติิญญาสถิตหยก?’ เธออุทานในใจด้วยความสับสนที่ปนไปด้วยความหวัง
ด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด เธอรีบวักน้ำจากบ่อน้ำขึ้นมาดื่ม รสชาติของมันหวานล้ำและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าน้ำแร่ยี่ห้อใดๆ และทันทีที่น้ำไหลลงสู่ลำคอ ความเ็ปรวดร้าวตามร่างกายก็มลายหายไป พลังชีวิตที่เคยร่อยหรอพุ่งพล่านกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
เธอนึกถึงเสี่ยวสือที่กำลังนอนเือาบอยู่ข้างนอก!
เพียงแค่ความนึกคิดสติของเธอก็พร่าเลือนและหวนกลับคืนสู่ร่างเดิมที่นั่งอยู่ในกระท่อมร้าง ทว่าสิ่งที่ต่างไปคือ ในอุ้งมือของนางกลับมีน้ำใสสะอาดปรากฏอยู่ราวกับมันถูกนำติดตามออกมาจากห้วงมิตินั้นด้วย
“เสี่ยวสือ! ดื่มนี่เร็วเข้า! ดื่มน้ำนี่ซะ!”
เธอกรอกน้ำพุิญญาเข้าปากน้องชายอย่างระมัดระวัง เพียงชั่วครู่ ผิวที่ซีดเผือดราวคนตายของเด็กน้อยก็เริ่มมีสีแดงระเรื่อ าแที่หน้าผากค่อยๆ สมานตัวอย่างน่าอัศจรรย์ ลมหายใจที่ติดขัดกลับมาสม่ำเสมอและสงบลง
หว่านเอ๋อร์มองภาพนั้นด้วยความทึ่ง แม้เธอจะเป็นักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในหลักการเหตุผล แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ หัตถ์เทวะ ที่์ประทานมาให้โดยแท้ มันไม่ใช่เพียงการรักษา แต่มันคือการย้อนคืนพลังงาน สู่จุดที่สมบูรณ์ที่สุด
เธอกำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยวท่ามกลางแสงสลัวของกระท่อมร้าง
“ท่านย่ามู่... ป้าใหญ่ซื่อซื่อ... พวกท่านจงคอยดูเถิด ในเมื่อพวกท่านเห็นข้าเป็ขยะ เห็นน้องชายข้าเป็ภาระ ข้าคนใหม่คนนี้จะทำให้พวกท่านรู้ว่า การขับไล่ข้าออกมาในวันนี้ คือความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตของพวกท่าน!”
นางเดินไปที่ริมบ่อน้ำพุิญญาในมิติจิตอีกครั้ง เงาสะท้อนในน้ำคือเด็กสาวที่ผอมโซจนเห็นโหนกแก้ม แต่เนตรคู่นั้นกลับส่องประกายคมกล้าดุจพญาอินทรี
‘ในเมื่อ์ให้โอกาสข้าเกิดใหม่ พร้อมกับคลังความรู้ที่ข้าคลุกคลีมาทั้งชีวิตในรูปแบบของมิติิญญานี้ ข้าจะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพวกเราพี่น้องได้อีก ผืนดินที่แห้งแล้งข้างนอกนั่น ข้าจะพลิกฟื้นมันให้กลายเป็ขุมทองที่พวกเ้าไม่มีวันเอื้อมถึง!’
คืนนั้น หว่านเอ๋อร์ใช้เวลาตลอดคืนในการสำรวจมิติิญญา นางพบว่าในมุมหนึ่งมีตู้ไม้โบราณที่เมื่อเปิดออกกลับพบว่ามันคือ คลังเมล็ดพันธุ์ ที่เธอเคยรวบรวมและวิจัยไว้ในโลกเดิม! มีทั้งเมล็ดข้าวพันธุ์์ที่ทนแล้งและให้ผลิตผลสูง พืชผักออร์แกนิกที่โตเร็ว และสมุนไพรรักษาโรคที่หายากที่สุด
‘ข้ามีดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด มีน้ำพุที่รักษาได้ทุกโรค และมีเมล็ดพันธุ์ที่ทั่วแคว้นนี้ไม่มีวันหาได้... การต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดของ ตัวกาลกิณี แห่งตระกูลมู่กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว!’
