"เหมือนว่าข้ายังใจอ่อนเกินไป คงถึงเวลาให้พวกมันได้เห็นพลังที่แท้จริงของข้า!"
เฉินเฟิงปลดปล่อยจิตสังหารออกจากทั่วทั้งร่าง เป็กลิ่นอายของยอดคนผู้ผ่านเหตุการณ์การฆ่าฟันบนท่าเรือโม๋ตูในชาติที่แล้วตอนที่เขายังเป็ตู้เยว่ยง
บรรดาผู้าุโของตระกูลฉู่พวกนี้ ส่วนใหญ่ล้วนผ่านประสบการณ์จากยุคนั้นมาด้วยกันทั้งสิ้น
พวกเขาต่างรู้กันดีว่าโม๋ตูในยุคนั้นวุ่นวายโกลาหลขนาดไหน
หากไม่มีเ้าพ่อตู้เยว่ยงคุมอยู่ โม๋ตูคงถูกมหาอำนาจต่างชาติเข้ายึดครองไปนานแล้ว
เฉินเฟิงไม่ได้ปลดปล่อยพลังเซียนหรือปราณจักรพรรดิ
แต่เป็แค่จิตสังหารของตู้เยว่ยง ผู้เป็เ้าพ่อแห่งโม๋ตู ด้วยจิตสังหารแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับสยบพวกผู้าุโตระกูลฉู่ทั้งหลายเหล่านี้แล้ว
แม้เฉินเฟิงจะยืนนิ่งไม่ไหวติง แต่จิตสังหารอันเฉียบคมที่ปลดปล่อยจากตัวเขาก็ทำให้บอดี้การ์ดกว่าสองร้อยนายของตระกูลฉู่รู้สึกหวาดผวา
ฉู่ฟานและเหล่าผู้าุโรู้สึกราวกับว่าพวกตนใกล้จะได้เข้าเฝ้าพญายมราชในอีกไม่ช้าเพราะจิตสังหารของเฉินเฟิง
จ้าวไห่ถังเคยััความเ็าของเฉินเฟิงมาก่อนแล้วั้แ่ที่อยู่ในสนามบิน เธอจึงเอ่ยปากอย่างร้อนรนว่า
"ความเคารพที่ตระกูลจ้าวของเรามีต่อท่านยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยังคงเดิมเฉกเช่นเมื่อหกสิบห้าปีก่อน
ท่านจะลงโทษตระกูลฉู่ที่ไม่แม้แต่จะส่งคนมาต้อนรับท่านอย่างไร พวกเราคงไม่กล้าออกความเห็น
แต่ฉันแค่อยากบอกท่านว่า ใน่หลายปีมานี้ตระกูลฉู่มีแต่จะแข็งแกร่งขึ้น ไม่ต้องพูดถึงเื่ให้ความสำคัญกับท่านผู้นำตระกูลหรือตราประทับของตระกูลรองในการรับ่ต่อตระกูล พวกเขาไม่เห็นหัวตระกูลตู้อยู่ในสายตาตั้งนานแล้ว"
ตระกูลฉู่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ตระกูลรั้งท้ายในบรรดาเก้าตระกูลใหญ่ บัดนี้กลับก้าวขึ้นเป็หัวแถวจนเหยียบหัวตระกูลจ้าวได้เสียแล้ว
ในฐานะลูกหลานสายเืตระกูลจ้าว จ้าวไห่ถังย่อมมีเล่ห์เหลี่ยมซุกซ่อนไว้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย
"จ้าวไห่ถัง ดูฐานะตัวเองก่อนจะพูดอะไรให้คนอื่น เื่อะไรไม่ควรพูดก็อย่าพูด!"
เมื่อฉู่ปี้ชิงสังกตเห็นแววตาอันแสนเยือกเย็นที่ค่อยๆ ทวีความน่าสะพรึงกลัวขึ้นทุกขณะ เธอจึงรีบดุด่าจ้าวไห่ถังให้เงียบลงเสียก่อน เพราะเฉินเฟิงในตอนนี้ดูน่ากลัวเหลือเกิน
จิตสังหารที่แผ่ออกมาจากทั่วทั้งร่าง เสริมให้เขาดูราวกับเป็มารร้ายที่ผุดขึ้นมาจากอเวจี
ได้ยินดังนั้นเฉินเฟิงจึงส่งยิ้มที่ดูราวกับมารร้ายให้ฉู่ปี้ชิง
"ครั้งนั้นข้าสั่งไว้ว่าจะอยู่อย่างสันโดษสักประมาณหนึ่งชวด ให้บรรดาผู้นำตระกูลรุ่นใหม่ของเก้าตระกูลใหญ่รอต้อนรับข้าที่หน้าหลุมศพตู้เยว่ยงในหกสิบปีให้หลัง
หากผู้ใดกล้าไม่มา ต้องถูกฆ่าล้างโคตรทั้งตระกูล!
บัดนี้ แม้ข้าจะกลับมาช้ากว่ากำหนดห้าปี แต่ข้าก็ได้ให้คนโทรมาบอกพวกเ้าเก้าตระกูลใหญ่ล่วงหน้าแล้วไม่ใช่หรือว่า ข้ากำลังกลับมาจากสนามบินโม๋ตู
แต่ในบรรดาเก้าตระกูลใหญ่ มีเพียงเจ็ดตระกูลที่ส่งเหล่าหลานสาวหรือเหลนสาวมาต้อนรับข้าที่สนามบิน
แต่ข้ากลับไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของลิ่วล้อจากตระกูลฉู่ เท่ากับว่าพวกเ้าตระกูลฉู่ ไม่ใส่ใจคำพูดข้าแม้แต่น้อย!
ในเมื่อเป็เช่นนี้ คงถึงเวลาที่ต้องแสดงความน่าสะพรึงกลัวของข้าให้พวกเ้าทุกคนได้เป็ที่ประจักษ์ โดยการกวาดล้างตระกูลฉู่!"
เฉินเฟิงจ้องมองฉู่ปี้ชิงกับฉู่ฟานพลางปลดปล่อยพลังระดับอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสิบสมบูรณ์เต็มกำลัง พร้อมกับส่งเสียงพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
ยามที่เขาพูดจบ เฉินเฟิงไม่เปิดโอกาสให้ฉู่ปี้ชิงร้องขอความเมตตา เขากลายเป็เงาร่างขยับเข้าหาผู้คนตระกูลฉู่อย่างรวดเร็ว
ทุกครั้งที่เฉินเฟิงปรากฏกายต่อหน้าผู้คนตระกูลฉู่ เขาจะใช้เคล็ดวิชาอสูรเทาเที่ยเขมือบโลกา ดูดกลืนพลังชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเขาในชั่วพริบตา
สำหรับบอดี้การ์ดสองร้อยนายของตระกูลฉู่นั้น เฉินเฟิงไม่ลงมือทำร้ายอะไรพวกเขาแม้แต่น้อย เพียงแค่ปลดอาวุธพวกเขาลง
เพียงหนึ่งนาทีหลังจากนั้น เฉินเฟิงก็กลับมายืนที่เดิม โดยมีลูกเหล็กก้อนใหญ่อยู่ในกำมือ
ลูกเหล็กก้อนใหญ่นั้นไม่ใช่อื่นใด แต่มันคืออาวุธเหล็กและปืน AK47 กว่าร้อยกระบอกนั่นเอง
ส่วนเฉินเฟิงที่ดูดกลืนพลังชีวิตของคนตระกูลฉู่ไปกว่าห้าสิบสี่ชีวิต หลงเหลือไว้เพียงฉู่ฟานและฉู่ปี้ชิงที่ยังมีชีวิตอยู่
หลังจากดูดกลืนชีวิตของผู้คนกว่าห้าสิบสี่ชีวิต เฉินเฟิงจึงทะลวงขีดจำกัดอาณาจักรกลั่นลมปราณ ก้าวขึ้นอาณาจักรเหนือธรรมชาติขั้นหนึ่ง
และตื่นรู้พลังวิเศษชิ้นส่วนแรก เคล็ดการถ่ายโอนอายุขัย
ก่อนหน้านี้ที่สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ เฉินเฟิงบำเพ็ญตนถึงขั้นอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสิบสมบูรณ์แล้ว และเคยดูดกลืนวิชาของกู่เยว่อู่ที่อยู่ขั้นอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสามอีกด้วย แต่ก็ยังไม่สามารถทะลวงอาณาเขตไปได้
มาตอนนี้ ภายใต้พลังที่เก็บสะสมไว้อย่างเนิ่นนาน ในที่สุดเขาก็ทะลวงสู่อาณาจักรเหนือธรรมชาติได้สำเร็จ
หลังจากระดับพลังเลื่อนขั้นขึ้น เฉินเฟิงก็ปล่อยพลังหยวนแท้อันเข้มข้นออกมา ดาบทั้งหนึ่งร้อยเล่มถูกหลอมละลายกลายเป็ก้อนเหล็กหลอมเหลวในพริบตา ก่อนจะกลายร่างเป็ดาบใหญ่เล่มใหม่ในที่สุด
ส่วนปืน AK47 ร้อยกระบอกนั้น เฉินเฟิงไม่ได้นำไปหลอมละลาย แต่วางเรียงซ้อนกันอย่างเป็ระเบียบตรงหน้า
หลังจากลงมือจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เฉินเฟิงจึงหันไปพูดกับฉู่ปี้ชิงและฉู่ฟานที่กำลังเศร้าโศกเสียใจอย่างถึงที่สุดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"รู้ไหมว่าทำไมข้าถึงกวาดล้างตระกูลฉู่ให้ตายไปห้าสิบสี่ชีวิต แต่กลับละเว้นชีวิตพวกเ้าสองคน?"
แต่ฉู่ปี้ชิงกลับะโร่ำร้องกลับด้วยความเกรี้ยวกราดราวกับคนเสียสติ
"ไอ้มารชั่ว ก็แค่พวกเราไม่ไปรับที่สนามบินเองไม่ใช่หรือไงกัน จำเป็ต้องฆ่าล้างโคตรทั้งตระกูลด้วยเหรอ?!"
ได้ยินดังนั้น เฉินเฟิงก็ไม่ปฏิเสธ เพียงคิดในใจว่าคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่เข้าใจความหนักเบาของเื่ เขาจึงมองฉู่ฟานด้วยแววตาเย้ยหยัน
"หกสิบห้าปีก่อน เ้าฉู่ฟานเพิ่งจะได้ขึ้นเป็ผู้นำตระกูลคนใหม่ของตระกูลฉู่ ทั้งที่ยังเป็แค่หนุ่มน้อยอายุราวยี่สิบ
บัดนี้มันกลายเป็คนแก่อายุเกินเก้าสิบไปแล้ว ดูท่าทางกาลเวลาจะทำให้เ้าลืมความน่ากลัวของข้าเมื่อครั้งอดีต
ข้าจำเป็ต้องทำให้เ้านึกถึงความแข็งแกร่งของข้าขึ้นอีกครั้ง เอาละ เ้าผู้เฒ่าผมขาว จงไปส่งเหล่าเด็กน้อยผมดำของตระกูลฉู่กลุ่มนี้เสีย!"
ฉู่ฟานถูกคำพูดยั่วยุของเฉินเฟิงกระตุ้นไม่เว้น่ รู้สึกโกรธจนกระอักเืออกมา ทำให้ร่างกายอันแก่ชราของเขาที่เหลือชีวิตอีกไม่กี่ปีถึงกับขาดใจตายลงไปในทันที
ก่อนจะสิ้นลม ั์ตาอันชราภาพของฉู่ฟานยังคงจับจ้องเฉินเฟิงอย่างเคียดแค้นก่อนจะใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายสาปแช่งเขา
"ข้าขอสาปแช่งให้แกอยู่อย่างโดดเดี่ยวจนวันตาย..."
เฉินเฟิงไม่ใส่ใจคำสาปแช่งที่เต็มไปด้วยความอาฆาตครั้งสุดท้ายของฉู่ฟานเลยแม้แต่น้อย
กลับกัน เขากลับจ้องมองฉู่ปี้ชิงที่ค่อยๆ ดึงสติจากความเศร้าโศกด้วยสีหน้าเย้ยหยันพลางกล่าวอย่างเนิ่บนาบ
"รู้หรือไม่ว่าตัวเองเหลือเวลามีชีวิตอยู่อีกแค่ปีเดียว? ข้าจะถ่ายทอดอายุขัยสองพันปีของคนตระกูลฉู่ทั้งห้าสิบสี่คนให้เ้าทั้งหมด!
ข้าไม่อนุญาตให้พวกเ้ากลับเข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิด พวกเ้าจงอยู่เป็เพื่อนข้าผู้มีชีวิตะตลอดไปเลยก็แล้วกัน!
เมื่อครั้งก่อนข้าประเมินว่าหนึ่งชวดพอดีกับเวลาที่ข้าออกจากการปิดด่านฝึกตน แล้วข้าก็จะถ่ายทอดพลังชีวิตให้เมิ่งตงเสวีย ด้วยวิธีนี้นางย่อมกลายเป็ผู้ไร้อายุขัยและจะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งราวกับเด็กสาวแรกรุ่น!
น่าเสียดายที่นางไม่สามารถมีชีวิตอยู่จนครบหนึ่งชวดปี กลับตายก่อนเวลาอันควร ส่วนข้าก็กลับมาช้ากว่ากำหนดห้าปี
ตอนนี้หนึ่งิญญากับสามขวัญของนางได้วนมาเกิดใหม่ในร่างเ้า งั้นข้าจะให้เ้ามีชีวิตะไม่แก่ชราแทนก็แล้วกัน!"
ในขณะเดียวกัน การเดินทางไปตระกูลจ้าวของหลินว่านชิง และการเดินทางไปตระกูลเมิ่งของเฉินเจียเหยาก็ไม่ราบรื่นนัก
เนื่องจากเดิมทีตู้ช่านผู้าุโสูงสุดตระกูลตู้เพิ่งล่วงลับไป วันนี้จึงมีการจัดงานศพอย่างยิ่งใหญ่ให้แก่เขา
ตระกูลเมิ่งในฐานะตระกูลที่แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลตู้มาหลายชั่วอายุคน คนในตระกูลจึงต้องไปร่วมงานศพด้วย
เฉินเจียเหยาซึ่งเดินทางไปตระกูลเมิ่งกลับไม่พบเจอใครสักคน ประตูตระกูลเมิ่งปิดสนิทไม่ต้อนรับแขก
ส่วนหลินว่านชิงที่ไปตระกูลตู้เนื่องจากหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเมิ่งตงเสวียสมัยสาวๆ เธอจึงถูกผู้นำตระกูลอย่างตู้เทียนเต๋อกักตัวไว้
ตู้เทียนเต๋อคนนี้เป็ผู้ฝึกตนในอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสี่ หลินว่านชิงที่เพิ่งอยู่ในขั้นอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสอง่ปลายจึงไม่ใช่คู่มือ
หลังจากหลินว่านชิงถูกจับกุมตัว เธอพยายามใช้พลังทั้งหมดเพื่อดิ้นรนขัดขืนซึ่งมากพอที่จะทำให้เฉินเฟิงรับรู้ได้จากระยะไกล
