ท้องฟ้ายามเย็นสีเหลืองอ้อยอิ่งโพล้เพล้ที่หลังเนิน สาดสะท้อนกับตัวบ้านเก่าหลังเล็กที่มุ่งด้วยไม้และใบจากแตกๆ บ่งบอกถึง่กลางฤดูใบไม้ร่วงที่เริ่มััถึงสายลมหนาว
ที่ริมหน้าต่างที่เกือบจะผุพัง “เฉินอวี๋” เด็กหนุ่มแก้มอ่อนวัย 4 ขวบในชุดป่านหยาบ เสื้อและกางเกงสร้างจากการแปะและเย็บด้วยเศษผ้าหลายผืนจนเป็ชุด คางเล็กมนๆ พาดอิงแขนตัวเอง แต่สายตาเหลือบมองดูตะวันตกดินเบื้องหน้าด้วยอารมณ์
หากไม่เจอด้วยตัวเองคงยากจะมีคนเชื่อ ไม่กี่วันก่อน เขายังเป็ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ที่ร่าเริงสนุกสนานไปกับการพูดคุยกับผู้คนรอบตัว ผิดไปอย่างเดียวคือเขาป่วยเป็มะเร็งและต้องอยู่บนรถเข็น นอนติดเตียงั้แ่อายุยังน้อย จนในคืนสุดท้ายที่ร่างกายทนไม่ไหว เปลือกตาหนักเกินกว่าจะฝืนได้ ไม่ทราบว่าการเผลอหลับครั้งนั้นผ่านไปนานเพียงใด แต่พอรู้สึกตัวอีกทีและลืมตาตื่นอีกครั้ง สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่เพดานสีขาวที่คุ้นเคยของโรงพยาบาล แต่เพดานห้องกลับถูกแทนด้วยใบจากและเศษหญ้าฟางใบตอง มาอยู่ที่โลกโบราณในร่างของเด็กน้อยร่างผอมคนหนึ่ง
ใช่ เขาเดินทางข้ามเวลาไม่ก็มาที่ต่างโลก มันอาจจะฟังดูจำเจเหมือนเื่ราวที่เคยอ่านผ่านหนังสือและเห็นมาจากอินเทอร์เน็ต แต่จากประสบการณ์ที่เจอทุกอย่างรอบตัวที่สมจริง เฉินอวี๋ก็ค่อยๆ ยอมรับว่าไม่ใช่ฝันหรือเกิดจากผลข้างเคียงของยารักษา
อีกใจหนึ่งก็ไม่รู้ ว่าพระเ้าสงสารจึงให้เขาได้มาเกิดใหม่หรือพระเ้า้าจะซ้ำเติม เพราะเมื่อเขามองดูบ้านเล็กๆ ที่เขาเกิด ถึงจะดูเหมือนว่ามีผู้อยู่อาศัยไม่ใช่บ้านร้าง แต่สภาพย่ำแย่เกินกว่าจะเรียกว่าบ้านที่คนจะอาศัยอยู่ได้
มันทำมาจากดินและฟางข้าวประกอบกับเสาไม้ไม่กี่ต้น แม้แต่ประตูสำหรับปิดและเปิด ก็ทำมาจากต้นกกถักทอเป็เสื่อ ส่วนหน้าต่างเล็กๆ ที่เขาพิงและมองทอดสายตาออกไป ก็ยังเกิดจากการพังของกำแพงดิน ก่อนที่เขาจะเอาท่อนไม้มาค้ำยันไว้ไม่ให้คานบ้านตกลงมา
หากถามถึงห้อง เรียกได้ว่าบ้านนี้มีแค่ห้องโถงใหญ่ เป็สถานที่ที่รวมทุกอย่างทั้งสำหรับนอน ทำอาหาร และเป็ทั้งที่ผิงไฟรวมอยู่ในห้องๆ เดียว เป็แหล่งอาศัยที่ทำได้แค่บังแดดและลม ส่วนฝนนั้นยากเกินจะมั่นใจ ว่าหลังคาเล็กๆ มีรูมากมายมันจะเอาอยู่
เฉินอวี๋จึงครุ่นคิดถึงอนาคตของชีวิตใหม่หลังจากนี้ ว่าเขาจะตายอีกครั้งั้แ่ยังเป็เด็ก ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตเหมือนชาติก่อนอีกแล้วหรือเปล่า
เพราะถึงเขาจะไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในบ้านทรุดโทรม เป็ถึงครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกในบ้านมากถึง 6 คน ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และเด็กๆ อีกสี่คนที่อายุใกล้เคียงกัน มีพี่ชายคนโตวัย 8 ขวบ พี่สาวคนรองวัย 6 ขวบ ตัวของเฉินอวี๋เองที่เป็ลูกชายคนที่สาม และน้องสาวคนเล็กวัยหัดพูด 2 ขวบ เรียกได้ว่าพ่อแม่ขยันทำการบ้านมาก ฟ้ามืดก็เข้านอนทำให้มีทายาทตัวน้อยเกิดติดต่อกันทุกๆ สองปี
เรียกว่าเป็ครอบครัวธรรมดาที่เห็นได้ตามเขตหมู่บ้านชนบท แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เฉินอวี๋ก็ค่อยๆ พบว่าสมาชิกแต่ละคนของครอบครัวใหม่ค่อนข้างโชคร้าย
วันแรกที่เฉินอวี๋ย้ายร่างมา จากความทรงจำที่ร่างเก่าของเด็กคนนี้ทิ้งไว้ให้ พ่อของเขาชื่อว่า “เฉินอ่าว” ถูกฟ้าหลงฤดูผ่ากลางหัวในที่แจ้ง ถึงไม่ตายแต่ก็หมดสติโคม่าไม่ยอมตื่น ส่งผลให้ครอบครัวขาดแกนนำ จนแม่ต้องออกไปหาอาหารที่ข้างนอก ปล่อยให้เด็กๆ ดูแลพ่อและพี่น้องกันเอง
จากนั้นในวันที่สอง อยู่ๆ สายฟ้าตัวเดิมก็ฟาดลงมาที่กลางบ้าน จนพ่อผู้ป่วยหนักที่ไม่ได้สติ จู่ๆ ก็ฟื้นกลับมามีชีวิตราวกับปาฏิหาริย์
เฉินอวี๋้าหูงข้าวกระบวยสุดท้ายและพยายามก่อไฟแต่ล้มเหลว เขาจึงดีใจมากที่พ่อฟื้นจากอาการโคม่า ด้วยที่บรรดาพี่ๆ และน้องสาวอายุไล่เลี่ยกัน การจุดไฟโดยที่ไม่มีไฟแช็กหรือหัวไม้ขีด มันจึงยากเกินกว่าแรงของเด็กจะปั่นท่อนไม้ให้เกิดไฟ
แต่ว่า เพียงประโยคแรกที่พ่อใหม่เอ่ยออกมาหลังตื่น ก็ทำเอาเฉินอวี๋เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง พ่อคนนี้ไม่ได้ถามถึงแม่ที่หายไป ไม่ได้สอบถามสภาพความเป็อยู่ของลูกๆ ใน่ที่เขาป่วยหลับ แต่พ่อคนนี้โบกมือชี้นิ้วะโด่าไปบนท้องฟ้า ะเิอารมณ์ด้วยความโกรธแค้นออกมาว่า
“ไอ้เต๋า์บัดซบ กล้าดียังไงถึงมาขัดขวางอัจฉริยะเช่นข้าไม่ให้บรรลุเป็เซียนผู้ยิ่งใหญ่ แล้วยังริบังอาจบีบบังคับให้บิดาต้องใช้วิชาโบราณหลบหนีมาอยู่ในโลกมนุษย์เบื้องล่างที่ทุกข์ยากแห่งนี้”
“คอยดูเถอะ สักวันเมื่อข้าหวนคืนสู่แดนเซียนและกลับร่างหลักได้ ข้าจะทำลายเต๋า์และกฏทุกอย่างที่เ้าตั้งขึ้นไม่ให้เหลือสักอัน…ย๊ากกก!!”
“...”
ด้วยคำพูดแรกที่ได้ยิน ก็ทำเอารอยยิ้มของเด็กน้อยเฉินอวี๋แข็งค้าง ปรากฏว่าพ่อใหม่ในชีวิตนี้น่าจะกลายเป็คนบ้าเสียสติ ไม่รู้เพราะผลของการหลับที่นานไปหรือเพราะสายฟ้า ทำให้อีกฝ่ายต่างออกไปจากความทรงจำที่เฉินอวี๋คนเก่ามี
ถึงเฉินอ่าวจะเรียกชื่อและจำลูกๆ ทั้งสี่ของตัวเองได้ แต่พ่อคนนี้ไม่ได้ขยันและลุกขึ้นมาทำงานหากิน เขาเอาแต่นั่งสมาธิบนเตียงกลายเป็พระจำศีล จอบและเสียบไม่ยอมจับ โดยให้เหตุผลที่เฉินอวี๋ถามแล้วพูดไม่ออก ว่าวิถีของผู้ฝึกตนไม่เหมาะที่จะจับเสียมคว้าจอบหรือต้อนวัวไถนา
โชคดีในวันถัดมา หลังจากที่เฉินอวี๋มาอยู่ที่โลกใบนี้ แม่ผู้ซึ่งทำงานหนักและหายไปหลายวันก็กลับมาถึงบ้าน แต่จู่ๆ แม่ผู้ใจดีและยิ้มแย้มในความทรงจำ ก็ถีบประตูรั้วจนพังแตกกระเจิง บุกเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีดุเดือดพร้อมจะฆ่าใครสักคน
เป็สตรีอายุไล่เลี่ยกับพ่อ สวมด้วยชุดป่านหยาบ แผ่นหลังสะพายตะกร้าสานที่บรรจุถุงข้าว มือหนึ่งของแม่กุมคอกระต่ายที่น่าจะจับได้จากป่าระหว่างทาง ขณะที่อีกมือนั้นยกตัวสามีที่นั่งสมาธิอยู่บนเตียงขึ้นตบซ้ายตบขวา เป็ฉากที่โหดร้ายมาก จนทำเอาพ่อที่อ้างตนเป็เซียนหน้าบวมปูดเป็หัวหมูชุบแป้งทอด เสียงสาปแช่งของผู้เป็แม่ที่ด่าสามีตัวเอง ยังคงลั่นบ้านดังสะท้อนก้องในหูไม่ลืมเลือน
“ที่บ้านไม่เหลือเงินและข้าวจะกินแล้ว แต่สามีเช่นเ้ากลับเอาแต่ี้เีคลุกตัวอยู่ในเรือน หากเ้าเป็ทหารใต้สังกัดยานรบของข้า พลเรือเอกหญิงคนนี้คงไล่เ้าไปตายที่ดาวรกร้างไม่เอามาทำพันธ์ุ ถ้าฟื้นได้สติไม่เป็อะไร ก็ลุกขึ้นก่อไฟไปทำอาหารซะ!!!~~~”
“...”
“...”
ภายใต้สายตาอันตกตะลึงของผู้เป็พ่อและลูกๆ ทั้งสี่ ท่าทีของ “เฉินถั่วถง” ผู้เป็แม่ใหม่ในโลกนี้ ก็ต่างออกไปจากที่พวกเขารู้จักราวกับเป็คนละคน จากมารดาที่อ่อนโยนยิ้มหวาน คอยเอาใจเชื่อฟังสามีทุกคำทั้งเช้าค่ำ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็สตรีหาญกล้าอารมณ์ร้าย ไม่หวาดกลัวผู้ใด ยกปังตอเก่าๆ ในมือชี้หน้าด่าสามีตัวเอง
ถึงไม่รู้เหตุและผล ว่าทำไมหลังจากแม่ผู้อ่อนโยนถึงไม่เหมือนเก่า แต่พอเห็นแม่สามารถปราบพ่อได้ด้วยกำลัง เฉินอวี๋กลับรู้สึกประทับใจท่าทีแม่คนนี้ของเขามากๆ
แต่ความดีใจก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อแม่ของเขาที่โต้เถียงกับพ่อ บอกว่าตนดันเป็สตรีที่ทำอาหารและกับข้าวไม่เป็
ดังนั้น ในค่ำคืนที่หิวโหย สมาชิกทุกคนจึงได้กินข้าวต้มที่หยาบกร้านบาดคอที่ผู้เป็พ่อทำ และแม่ของเขาที่พึ่งจะด่าและทำร้ายพ่อมาไม่กี่ชั่วยาม ก็เอ่ยชมผ่านปากว่าพ่อทำอาหารรสชาติได้ดี
เฉินอวี๋ได้ยินก็ก้มมองดูข้าวต้มในถ้วยดินเผาแตก มันยังเป็แค่ข้าวต้มเกลือง่ายๆ ไม่มีเครื่องปรุงอื่น ผักป่าอะไรก็ไม่ได้ใส่เพิ่มลงไป จนเขาสงสัยว่าลิ้นของแม่มีปัญหาเื่ต่อมรับรสหรือเปล่า?
“...”
เหมือนจะจบแต่ก็ไม่ เพราะเช้าวันต่อมา กระต่ายที่แม่ล่ามาได้ ถึงคราวที่จะต้องเชือดเอามาต้มกิน
โดยไม่คาดคิดและไม่มีใครได้ตั้งตัว “เฉินต้า” พี่ชายคนโตวัย 8 ขวบ ที่ปกติจะตื่นเช้ากว่าทุกคนในบ้าน อยู่ๆ วันนี้เขาก็ตื่นสาย ลืมตาตื่นเดินออกมาข้างนอกแล้วเห็นเฉินอ่าวผู้เป็พ่อกำลังฆ่ากระต่าย พอเขาได้เห็นเืสดๆ และกลิ่นคาวลอยเข้าจมูก ร่างกายผอมๆ ที่ไม่ได้กินเนื้อหรืออะไรดีๆ มานาน อยู่ๆ เขาก็มีพละกำลังมหาศาล จากดวงตาสีขาวดำเปลี่ยนเป็สีแดงเืโลหิตผิดมนุษย์ ส่งเสียงคำรามออกมาราวกับสัตว์ป่า กัดและพร้อมจะสู้กับทุกคนที่เข้ามาห้ามไม่ให้เขาเข้าไปกินเืสดๆ
สิ่งนี้ ต้องให้ทุกคนในบ้านมาร่วมมือกันจับตัวเฉินต้าเอาไว้ แต่น่าใ ที่แรงของเฉินอ่าวผู้เป็พ่อและเฉินถั่วถงผู้เป็แม่ เกือบจะควบคุมความดุร้ายของพี่ชายคนโตไว้ไม่อยู่
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด “เฉินเหนียนอู่” พี่สาวคนรองวัย 6 ขวบ ้าจะส่งเชือกให้พ่อและแม่มัดตัวพี่ชายที่อาละวาดไว้ นางก็ถูกการดิ้นของเฉินต้าชนจนล้มลง ศีรษะกระแทกโอ่งหินในบ้านจนแตก เป็อีกคนที่หมดสติ ต้องรีบหาผ้ามาพันศีรษะพี่สาวคนรองเพื่อห้ามเืไม่ให้ไหล
หมู่บ้านนี้ไม่มีหมอ เป็การรวมตัวของกลุ่มคนที่ยากจน การไปหาหมอในตัวอำเภอหรือหัวเมืองต้องกินเวลาเกือบสองวันเป็อย่างต่ำ จึงแทบจะเป็ไปไม่ได้ที่จะรักษาได้ทันกาล
ในยุคที่ขาดแคลนทุกอย่างและการเดินทางก็ลำบาก แผลที่ศีรษะมันใหญ่เกินไปที่จะรับประกันการมีชีวิต ทำให้ทั้งคืนนั้นทุกคนเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เตรียมพร้อมที่จะยอมรับข่าวร้ายและผลที่จะเกิดขึ้นกับพี่สาวคนรอง
แต่แล้ว เมื่อตอนเช้าวันใหม่ที่แจ่มใส พี่สาวเฉินเหนียนอู่ก็ตื่นขึ้นได้เองอย่างมหัศจรรย์ าแที่หน้าผากก็สมานภายในคืนเดียวอย่างน่าประหลาด ทิ้งเพียงรอยแผลเป็รูปปานสายฟ้าที่หน้าผากข้างขวา บ่งบอกว่าเมื่อวานที่ผ่านมาพึ่งเกิดเื่ร้ายบางอย่างกับนางจริงๆ
เรียกว่าเฉินอวี๋มาอยู่ที่โลกนี้แค่สี่วัน หายนะก็กลืนกินสมาชิกในบ้านไปทีละคนสองคน
คิดแล้วเฉินอวี๋ก็เหนื่อย อุทานและคิดในใจกับตัวเองอย่างลับๆ ว่าสมาชิกทุกคนในบ้านจะรอดเกินเดือนนี้ไปได้หรือเปล่า?
“...”
“...”
