ฉินอวี่มาถึงยังที่พักของฉินเสวี่ย
แต่หลังจากวนดูครบหนึ่งรอบเขากลับมองไม่เห็นฉินเสวี่ยเลย ฉินอวี่จึงได้แต่กลับไปยังที่พักของเขาด้วยความสงสัย
เมื่อมาถึงสวนในลานบ้าน เขามองเห็นเงาร่างที่งดงามนั่งอยู่ตรงประตูสวน เมื่อมองดูให้ดีจึงพบว่านั่นคือฉินเสวี่ย ไม่ใช่ใครที่ไหน
ฉินเสวี่ยจ้องมองไปทางฉินอวี่ที่กำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ น้ำตาก็ไหลออกมา ความปีติยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ซีดเผือดของนาง นางโผตรงเข้าหาฉินอวี่ทันที ทั้งร้องไห้ทั้งวิ่งเข้าไปพลางะโ “พี่!”
ทันทีที่รู้สึกได้ถึงร่างกายที่อ่อนแอในอ้อมแขนของเขา ในใจของฉินอวี่ก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ พลางพูดออกไปเบาๆ “เสวี่ยเอ๋อ เกิดอะไรขึ้น?”
“ฮือๆ...” ฉินเสวี่ยโผเข้ากอดฉินอวี่พลางร้องไห้โฮออกมาอย่างขมขื่น ความกังวลตลอดสี่เดือนที่ผ่านมาทำให้นางทุกข์ทรมานจนเหนื่อยล้า นอกจากนี้ หลังจากที่ถูกถงอวิ๋นเฟยดุด่าไปในครั้งก่อน ฉินเสวี่ยก็ตื่นตระหนกมากขึ้น กังวลว่าจะเป็การทำลายความสัมพันธ์ระหว่างฉินอวี่และจื่อซวินเอ๋อ ผนวกกับความเปลี่ยนแปลงของตระกูลฉิน ทำให้นางยิ่งเป็กังวล หลายวันมานี้นางไม่มีเวลาฝึกวรยุทธ์เลย เนื่องจากรู้สึกตื่นตระหนกและเป็กังวลอยู่ตลอดทั้งวัน จนร่างกายของนางซีดเซียวและอ่อนแอลงอย่างมาก แล้วจะไปมีความแข็งแกร่งให้ฉินอวี่ได้เห็นเมื่อพบกันได้อย่างไร?
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ใครเป็คนรังแกเ้า?” ฉินอวี่ผละออกจากฉินเสวี่ยเบาๆ พร้อมมองไปยังน้องสาวที่ดวงตาพร่าไปด้วยน้ำตา พลางพูดขึ้นอย่างหนักแน่น
ในเวลานี้เอง เสี่ยวเถาและเสี่ยวฮวาก็ออกมาจากลานเล็กๆ พวกนางต่างก็ประหลาดใจเช่นกันเมื่อพบกับฉินอวี่ ่นี้พวกนางทั้งสองได้ฝึกฝนวิชาวิเศษที่ฉินอวี่มอบให้ ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่ต่างก็ก้าวเข้าสู่ขั้นยุทธ์ระดับหนึ่งแล้ว
“คุณชายสาม!”
“คุณชายสาม ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว”
เสี่ยวเถาและเสี่ยวฮวาวิ่งไปดูฉินอวี่อย่างตื่นเต้น ฉินอวี่เหลือบมองทั้งสองคน และพูดเบาๆ “่นี้มีใครรังแกเสวี่ยเอ๋อหรือไม่?”
“คุณชายสาม ไม่มีผู้ใดรังแกคุณหนูสี่เลย ท่านไม่รู้หรอก ท่านหายไปกว่าสี่เดือนครึ่ง คุณหนูสี่แทบจะจมอยู่กับความกังวลใจตลอดเวลา แม้แต่การฝึกก็ยังละเลย” เสี่ยวฮวากล่าวอย่างตรงไปตรงมา
ฉินอวี่รู้สึกเ็ปในใจ มือซ้ายถือลูกหมาป่า มือขวาโอบไหล่ของฉินเสวี่ยไว้ และพูดขึ้นเบาๆ “พี่ก็เคยบอกกับเ้าแล้วมิใช่หรือ? ข้าไม่มีวันเป็อะไรแน่นอน เ้าเด็กโง่”
“ฮือๆ... พี่ชาย เสวี่ยเอ๋อกลัว” ฉินเสวี่ยคร่ำครวญด้วยน้ำตาซึ่งหยดลงมาราวกับลูกประคำที่ขาดจากสาย
เมื่อเห็นฉินเสวี่ยที่กำลังร้องไห้อย่างขมขื่นดั่งดอกสาลี่พรมหยาดฝน ในใจของฉินอวี่กลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขารีบเปิดหัวข้อสนทนาขึ้นทันที และพูดว่า “อืม ทั้งหมดล้วนเป็ความผิดของพี่ชายเอง วันหลังพี่จะไม่เป็เช่นนี้อีก จริงสิ นี่เป็ของขวัญที่พี่เอามาฝากเ้า เ้าดูสิว่าชอบหรือไม่”
ด้วยวัยที่ยังเด็ก ฉินเสวี่ยได้ยินดังนั้นจึงรีบก้มศีรษะลง มองดูหมาป่าที่กำลังหลับสนิท และพูดขึ้น “นี่คือ...”
“นี่คือหมาป่าหลังสีคราม ทั้งยังเป็ลูกของาาหมาป่าด้วย เมื่อถึงเวลา มันสามารถกลายเป็อสูรร้ายระดับที่ห้าหรืออาจแข็งแกร่งกว่านั้นได้! เห็นแก่หมาป่าน้อยตัวนี้ เสวี่ยเอ๋อไม่ร้องแล้วนะ ดีหรือไม่?” ฉินอวี่ขยี้จมูกของฉินเสวี่ยและพูดเบาๆ จากนั้นจึงวางตัวลูกหมาป่าลงในมือของฉินเสวี่ยทันที
ฉินเสวี่ยกอดหมาป่าตัวน้อย น้ำตาหยดลงมา และพยักหน้าอย่างตื้นตัน
ฉินอวี่พาฉินเสวี่ยไปยังลานเล็กๆ หลังจากได้รับการปลอบใจ ฉินเสวี่ยรู้สึกโล่งใจมากขึ้นก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วถามออกไปว่าในสามสี่เดือนที่ผ่านมาฉินอวี่ไปอยู่ที่ไหน ทั้งยังบอกฉินอวี่ให้ระวังชุยซั่ว รวมไปถึงเล่าเื่ข่าวลือที่นางได้ยินมา ทุกเื่ล้วนหนีไม่พ้นเื่เกี่ยวกับฉินอวี่ นางเกรงว่าอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ฉินอวี่อาจจะต้องพบกับอันตราย
“เอาล่ะ เสวี่ยเอ๋อ เ้าต้องเชื่อพี่ ชุยซั่วนั้นจะต้องถูกข้าสังหารอย่างแน่นอน! ตอนนี้เ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ ดูเ้าสิหน้าซีดเซียวหมดแล้ว” ฉินอวี่ััผมของฉินเสวี่ยอย่างสนิทสนม ในใจเต็มไปด้วยความอบอุ่นและซาบซึ้งใจ เขารู้สึกได้ถึงความกังวลและห่วงใยของฉินเสวี่ย
หลังจากได้รับคำตอบจากฉินอวี่แล้ว ฉินเสวี่ยก็เผยความดีใจออกมาทันที แม้ว่าจะยังมีความกังวลใจ แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก นางอุ้มลูกหมาป่าและลูบแผงคอของลูกหมาป่าเบาๆ ทันใดนั้นก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาของนางดูเศร้าลง และพูดขึ้น “พี่... เสวี่ยเอ๋อ... เสวี่ยเอ๋ออาจทำให้พี่หญิงจื่อขุ่นเคือง”
“เอ๊ะ? เกิดอะไรขึ้น?” ฉินอวี่ประหลาดใจ ด้วยความเฉลียวฉลาดของจื่อซวินเอ๋อไม่มีทางสร้างความลำบากใจให้ฉินเสวี่ย และฉินเสวี่ยก็ไม่มีทางสร้างความขุ่นเคืองให้จื่อซวินเอ๋อแน่นอน
“เมื่อยี่สิบวันก่อน เพราะความกังวลเื่ท่านพี่ เสวี่ยเอ๋อจึงไปถามนาง...” ฉินเสวี่ยที่มีตาแดงก่ำเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในตอนแรกออกมา นางกังวลอยู่เสมอตลอดยี่สิบวันที่ผ่านมา และอยากจะไปอธิบายกับจื่อซวินเอ๋อให้ชัดเจน แต่เมื่อนึกถึงถงอวิ๋นเฟย ฉินเสวี่ยก็หวาดกลัวขึ้นมา
ฉินเสวี่ยเล่าแค่เื่ที่นางไปถามจื่อซวินเอ๋อ แต่ไม่ได้เล่าเื่ถงอวิ๋นเฟยออกไป
“ไม่เป็ไร จื่อซวินเอ๋อไม่ใช่คนใจแคบ เ้าคิดมากเกินไปแล้ว” ฉินเสวี่ยยิ้มบางๆ เมื่อได้ยินคำอธิบายของฉินอวี่ แต่สายตาของนางก็ยังมีแววของความหวาดกลัวและตื่นตระหนก ฉินอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกได้ว่าฉินเสวี่ยกำลังปกปิดบางอย่างกับเขา แต่เขาก็ไม่ได้ถามออกไป พลันคิดว่าฉินเสวี่ยคงจะคิดมากเกินไป
“เอาล่ะ ข้ามีเื่จะต้องไปพบจื่อซวินเอ๋อ ข้าจะไปพูดคุยกับนางพอดี เ้าก็อยู่พักผ่อนที่บ้านรอข้ากลับมานะ” ฉินอวี่ลุกขึ้นอย่างช้าๆ เดิมทีเขาตั้งใจจะไปพบจื่อซวินเอ๋อเพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับแดนสุสานอสูร ด้วยพลังของนาง นางจะต้องรู้อย่างแน่นอน และแม้แต่ฉินอวี่ก็คาดเดาได้ว่ามีโอกาสอย่างมากที่นางจะมายังเมืองหลักเทียนอู่
“อืม พี่ชาย ท่านช่วยบอกกับพี่จื่อให้ข้าด้วย ว่าไม่ใช่ว่าข้าจะไม่เชื่อนางนะ” ฉินอวี่พยักหน้า
เมื่อมองดูฉินอวี่ที่กำลังออกไป แม้สีหน้าของฉินเสวี่ยจะซีดเซียว แต่ในดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความโล่งใจ ฉินอวี่ในตอนนี้ทำให้ฉินเสวี่ยรู้สึกได้ถึงความเอาใจใส่ สิ่งที่ยิ่งทำให้นางรู้สึกโล่งใจและมีความสุขก็คือ ในที่สุดนางก็มีที่พึ่งพิง
ความรู้สึกนี้มันช่างดีเหลือเกิน! ฉินเสวี่ยพึมพำในใจ
ใน่นี้จื่อซวินเอ๋อดูยุ่งอยู่ไม่น้อย
เื่ที่นางวางแผนเอาไว้นานเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น ทำให้นางไม่ทันตั้งตัว ตำหนักเต๋านั้นถูกปิดออกก่อนเวลา ยิ่งกว่านั้น... ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็อย่างที่นางคิด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้าุโวั่งเซียนได้พยากรณ์เอาไว้เลย
ยังดีว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน ยอดฝีมือแห่งตระกูลจื่อของนางและยอดฝีมือสำนักเกาหยวนต่างเดินทางมาถึงเมืองหลักเทียนอู่แล้ว แม้ว่าพวกเขาจะมายังแดนสุสานอสูรไม่ทันเวลา แต่พวกเขาก็ยังได้รับบางสิ่งบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการที่สำนักกุยหยวนได้ค้นพบกระดูกและวงแหวนมิติของปรมาจารย์ของพวกเขา ซึ่งมันทำให้พวกเขาไม่ได้มาถึงอย่างเปล่าประโยชน์
แต่สิ่งที่ทำให้จื่อซวินเอ๋อไม่พอใจคือการไม่ได้เพลิงอสุนีมา ทั้งนี้สิ่งที่ยังพอให้นางสงบใจลงได้คือสำนักเทียนหลงก็ไม่ได้เพลิงอสุนีไปเช่นกัน
“ซวินเอ๋อ เ้ายังคิดเื่อสุนีนั่นอยู่อีกหรือ?” ถงอวิ๋นเฟยส่งชาให้จื่อซวินเอ๋อ ก่อนจะพูดช้าๆ
จื่อซวินเอ๋อไม่ได้ตอบอะไร จ้องมองไปที่ฝูงชนด้านล่าง ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
“นี่คือลิขิต์ เ้าเองก็ทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีใครคิดว่าผู้าุโระดับสูงของสำนักเทียนหั่วจะทำการะเิตัวเองในนาทีสุดท้ายเพื่อเปิดโอกาสให้ปรมาจารย์ของสำนักเทียนหั่วได้ฉกชิงเพลิงอสุนีไป” ถงอวิ๋นเฟยกล่าวช้าๆ
เมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อสิบวันก่อน เขายังคงมีความกลัวอยู่ โชคดีที่เขาและจื่อซวินเอ๋อมองการณ์ไกล ไม่เช่นนั้น ผลที่ตามมาจะเป็หายนะ
สิบวันก่อน ขณะที่พวกเขารีบไปยังดินแดนสุสานอสูร มันก็ถูกทำลายลงไปแล้ว และเพลิงอสุนีก็ลอยเด่นอยู่เหนือแดนสุสานอสูร พลังอันน่าสะพรึงกลัวเผาไหม้พื้นที่และอากาศบริเวณนั้นจนเป็รู ในตอนนั้นมีผู้แข็งแกร่งเขตแดนเต๋าคนหนึ่งได้ทำการดูดซับเพลิงอสุนีเอาไว้ คนผู้นั้นคือหลี่เจวี๋ยจิน
ขณะที่พวกเขาขัดขวางหลี่เจวี๋ยจินนั้น พวกเขากลับไม่้าให้ปรมาจารย์จากสำนักทั้งสามอย่างสำนักโบราณเทียนหลง สำนักยุทธ์ว่านจ้ง และสำนักเทียนหั่วมาที่นี่ด้วยตนเอง เพราะนั่นจะเป็สิ่งดึงดูดให้เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ได้
ใน่หัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้าย ปรมาจารย์ระดับสูงของสำนักเทียนหั่วก็ทำการะเิตนเองอย่างไม่ลังเลเพื่อให้ปรมาจารย์สำนักเทียนหั่วมีโอกาสรวบรวมเพลิงอสุนี พลังในการะเิตนเองของผู้แข็งแกร่งขั้นเขตแดนเต๋านั้นน่ากลัวยิ่งนัก ยังดีที่ก่อนหน้านี้ได้มีการวางค่ายกลเวทอันแข็งแกร่งเอาไว้โดยรอบแดนสุสานอสูร ไม่เช่นนั้น ผลที่ตามมาจากการะเิตนเองของผู้แข็งแกร่งขั้นเขตแดนเต๋าก็จะมีพลังมากเพียงพอที่จะทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในรัศมีหลายหมื่นลี้
ในการต่อสู้ครั้งนั้น ผู้เข้าร่วมรบเกือบจะทั้งหมดต่างก็ได้รับาเ็ในระดับที่แตกต่างกัน เรียกได้ว่ามีผู้าเ็สาหัสอย่างหนักหน่วง ยังโชคดีที่ตระกูลจื่อและสำนักกุยหยวนไปเสียแต่เนิ่นๆ จึงได้กำไรไปมาก ไม่เช่นนั้นอาจพบความสูญเสียครั้งใหญ่จริงๆ
แม้ว่าจะผ่านมาหลายสิบวัน แต่ปัญหากวนใจของจื่อซวินเอ๋อก็ไม่ได้หายไปไหน เหตุผลมาจาก ผู้าุโวั่งเซียนได้พยากรณ์เอาไว้ว่าเื่ราวจะไม่ได้เป็เช่นนี้ แต่เพราะเหตุใดจึงเกิดการเปิดออกมาก่อนเวลา? ปัญหาเื่นี้ทำให้จื่อซวินเอ๋องุนงงอยู่ตลอดเวลา
ขณะที่จื่อซวินเอ๋อกำลังคิดเื่นี้ ทันใดนั้นเงาร่างที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นด้านล่าง นางหรี่ตาทั้งสองลง พลางรู้สึกทึ่งอยู่ในใจ “ขั้นยุทธ์ระดับเก้า?”
ครู่ต่อมา
“นักปรุงยาจื่อ มีคนมาขอพบ” ผู้ดูแลร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งส่งเสียงพูดเบาๆ
“ให้เขาขึ้นมา” จื่อซวินเอ๋อกล่าวเบาๆ
ถงอวิ๋นเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลังจากนั้นไม่นาน ฉินอวี่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูระเบียง เขาเหลือบมองจื่อซวินเอ๋อและถงอวิ๋นเฟยก่อนจะพูดอย่างเฉยเมย “สหายจื่อ ไม่พบกันเป็เวลานาน มิทราบว่าเป็อย่างไรบ้าง เมื่อสองสามวันก่อนน้องสาวของข้ามารบกวนเ้าแล้ว ขอสหายจื่อโปรดอภัยด้วย” บนใบหน้าของเขาแสดงออกถึงการขอโทษ แต่น้ำเสียงของเขานั้นแฝงไปด้วยความเ็า
อันที่จริงฉินอวี่ไม่พอใจจื่อซวินเอ๋ออยู่เล็กน้อย จริงๆ แล้วฉินเสวี่ยก็เพียงแต่มาถาม เหตุใดต้องทำให้นางลำบากใจ?
“เ้าเป็พี่ชายของนางสาวใช้ชั้นต่ำนะหรือ?” ถงอวิ๋นเฟยจ้องไปที่ฉินอวี่ พลันะโขึ้นอย่างเ็า
ทันใดนั้น สายตาของฉินอวี่ก็ตวัดจ้องตรงไปทันที พลางมองถงอวิ๋นเฟยอย่างด้วยสายตาเดือดดาล