“พี่ใหญ่หยวนเย่!”
ถังถังวิ่งเข้าไปในห้องเป็คนแรก เธอเห็นหยวนเย่ใส่หน้ากากออกซิเจนอยู่ เด็กสาวะโเรียกชื่อหยวนเย่อย่างไม่หยุดยั้งด้วยความเป็ห่วง
หยวนเย่นอนปิดเปลือกตาของเขา ใบหน้าขาวซีดไร้สีเื ไม่รับรู้เื่ราวข้างนอกใดๆ ว่ากำลังมีหญิงสาวกำลังร้องไห้เพื่อเขาอยู่
ในตอนนั้น แพทย์ที่เป็ผู้ผ่าตัดหยวนเย่ก็เปิดหน้ากากกันเชื้อโรคสีเขียวออก เขาหันไปพูดกับถังถังว่า “คุณหนู เธอไม่ควรที่จะไปะโอยู่ข้างๆเขาในตอนนี้นะครับ ตอนนี้ผู้ป่วย้าการพักฟื้นที่เพียงพอและสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ เรายังคงต้องเฝ้าดูอาการของเขาอย่างใกล้ชิดนะครับ”
“หมอ! หมายความว่ายังไง! คุณจะบอกว่าการผ่าตัดไม่ประสบความสำเร็จ?!” หยวนหัวเหว่ยเดินเข้ามาถามหมอด้วยความเป็ห่วง
นายแพทย์ผู้ผ่าตัดหวาดกลัวต่อหยวนหัวเหว่ยอย่างสิ้นเชิง เขากล่าวขึ้นมาว่า “คุณครับ พวกเราผ่าตัดเอาะุทั้งสองนัดออกมาแล้ว แต่อาการเืออกจากอวัยวะภายในยังคงอยู่ ถึงแม้ว่าคุณชายจะโชคดีที่ะุทั้งสองนั้นเฉียดขอบหัวใจไปนิดเดียว แต่ก็ยังคงส่งผลกระทบต่อร่างกาย ผมคิดว่าคงต้องรอดูอาการในคืนนี้ไปก่อน หากเขาสามารถผ่านคืนนี้ไปได้ผมมั่นใจว่าเขาจะต้องกลับมาเป็ปกติในเวลาไม่นานอย่างแน่นอน”
“หมอคะ ได้โปรดเถอะ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หมอต้องช่วยให้ลูกชายฉันรอดนะคะ! พวกเรายินดีที่จะจ่ายไม่ว่าจะราคาเท่าไรก็ตาม” หยางจี้หยูลูบฝ่ามือของหยวนเย่ พลางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน
“คุณนายไม่จำเป็ต้องพูดถึงขนาดนั้นหรอกครับ หมอจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีชีวิตรอดให้ได้ ในตอนนี้หมอขอย้ายผู้ป่วยไปที่ห้องไอซียูก่อนนะครับ”
“หมอคะ หนูไปกับหมอด้วยได้มั้ย? หนูเป็เด็กดีมาก จะไม่รบกวนหมออย่างแน่นอน” ถังถังขอร้อง
นายแพทย์คนเดิมหันหน้าไปมองเหล่าผู้ช่วยของเขา เมื่อพบว่าไม่มีปัญหาเขาจึงพยักหน้าอนุญาตถังถังให้ตามไปได้ “กำลังใจจากครอบครัวเป็สิ่งที่ดี หากมีคุณหนูอยู่ด้วยผู้ป่วยคงจะรู้สึกตัวได้ไวขึ้นแน่”
หยวนเย่กำลังถูกย้ายเข้าไปห้องไอซียู หอผู้ป่วยถูกแบ่งเป็สองส่วนคือส่วนพ้นขีดอันตรายแล้วกับส่วนผู้ป่วยวิกฤติ ทั้งหมดต่างต้องผ่านเข้าไปยังห้องฆ่าเชื้อก่อนเป็อันดับแรก
ถังถังสวมเสื้อผ้าฆ่าเชื้อโรคพร้อมกับหยวนเย่ ทั้งคู่เข้าไปด้านในห้องไอซียูด้วยกัน
หลังจากที่แยกกันไป ฟางจงผิงกล่าวขึ้นด้วยความแปลกใจ “ดูเหมือนว่าถังถังน้อยจะแปลกไปจากก่อนหน้านี้ การที่หยวนเย่ป้องกันไม่ให้เธอถูกยิงจนเ้าตัวาเ็เองนั่น คงทำให้เธอรู้สึกดีกับเขามากยิ่งขึ้น”
หยางจี้หยูมองถังถังที่เดินตามเตียงของหยวนเย่ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู “หญิงสาวนั้นมีการเติบโตที่รวดเร็ว แม้กระทั่งพ่อแม่ก็ไม่อาจจะเข้าใจความคิดของลูกสาวของตัวเองได้”
ฟางจงผิงพยักหน้าด้วยความขมขื่นพร้อมทั้งส่ายหัวเป็บางครา “ทั้งชีวิตผมคงไม่สามารถเข้าใจความคิดของผู้หญิงได้”
คนที่เหลือต่างเข้าใจว่าเขาพูดถึงอะไร ทั้งหมดต่างหยุดหัวข้อนี้เหมือนกับตกลงกันเอาไว้ล่วงหน้า
“ดูเหมือนว่าจะไม่มีเื่อะไรแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” หยางเฉินมองไปยังหยวนเย่ที่ถูกเข็นเข้าห้องไอซียูเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
“เดี๋ยวก่อน” หยางจี้หยูส่งเสียงเรียกขึ้นมาเพื่อหยุดหยางเฉิน “คุณหยาง ครั้งนี้คุณได้ช่วยเหลือบุตรชายของดิฉันและถังถังเอาไว้ แน่นอนว่าคุณเองก็อาจจะมีบัญชีแค้นกับโจวกวางเหนียนและซูจื้อหงอยู่ ทางที่ดีเราควรร่วมกันแก้ปัญหาครั้งนี้เป็การชั่วคราวแล้วคุณค่อยกลับไปได้มั้ยคะ?”
ท่าทางของหยางจี้หยูทำให้หยางเฉินรู้สึกแปลกๆ ความรู้สึกสับสนกำลังตีกันไปมาในสมองของเขา อีกทั้งในส่วนลึกๆ ของอารมณ์จากข้างในกำลังบอกเขาว่า บรรยากาศรอบตัวหญิงสาวคนนี้ไม่ปกติ ทำให้หยางเฉินรู้สึกกระวนกระวายเมื่อถูกร้องขอให้ช่วยในเื่นี้
หยางเฉินก้มหัวลงครุ่นคิดก่อนจะกล่าวขึ้น “คุณมีวิธีการจัดการกับตระกูลซูมากมาย คุณอาจจะเล่นงานเขาในเื่การเมืองหรือทำลายฐานการเงินของเขาได้ แต่กับโจวกวางเหนียนนั้นมีอิทธิพลฝังลึกอยู่ในเมืองจงไห่ บางทีการที่คุณจะเอาชนะแก๊งตงซิ่งได้นั้นคงจำเป็ที่จะต้องอาศัยกองกำลังอื่นซึ่งผมไม่คิดว่าท่านเลขานุการฟางจะพอใจในเื่นี้”
ฟางจงผิงกำลังฟังที่หยางเฉินพูด เขาไม่ได้ส่งเสียงขึ้นมาแต่อย่างใดเพราะรู้ว่ามันเป็เื่จริง ถึงแม้ว่าตระกูลฟางจะทรงอิทธิพลแต่ก็มีอิทธิพลแค่ในเมืองจงไห่เท่านั้น เพราะการต้องทำาปราบปรามแก๊งตงซิ่งที่เป็อริกับรัฐบาลมาั้แ่อดีต การต่อสู้นั้นสูญเสียทั้งบุคลากรและทรัพยากรไปมาก ทำให้ตระกูลฟางไม่ค่อยมีอิทธิพลภายนอกเมืองเท่าไรนัก
หยวนหัวเหว่ยกระแอมไอพร้อมกับกล่าว “หยางเฉิน ถึงนายจะเพิ่งเดินทางมายังจงไห่ก็อาจไม่เข้าใจสถานการณ์ภายในได้ อีกอย่างถึงเราจะเพิ่งพบกันครั้งแรกแต่นายก็ช่วยเหลือเด็กทั้งสองคนไว้ นั่นถือเป็บุญคุณที่เราจะไม่มีวันลืมเลือนไปได้ ในตอนนี้นายสามารถพูดได้อย่างอิสระ ลองพูดมาเถอะ...”
หยางเฉินมองไปยังคนทั้งสาม เขาเริ่มพูดขึ้น “ความจริงแล้วผมคิดว่า เราควรจะร่วมมือกันเพื่อจัดการปัญหานี้ หากเราร่วมมือกันผมคิดว่าคงจะใช้เวลาไม่นานที่จะกำจัดแก๊งตงซิ่งและตระกูลซูได้”
"ร่วมมือ นายสามารถทำงานกับเราได้?" ฟางจงผิงพูดดูถูกเขา “หยางเฉิน ผมไม่รู้นะว่าคุณทำอะไรมาก่อน อย่าได้ตำหนิที่ผมพูดตรงๆ แต่ทำไมคุณถึงต้องมาทำงานกับเรา ในเื่ของการเงินหรืออิทธิพล คุณมีมันอยู่บ้าง...”
“เลขานุการฟาง ให้หยางเฉินพูดต่อ” หยางจี้หยูเอ่ยขัดฟางจงผิง
ฟางจงผิงเงียบปากลงทันที
หยางเฉินยังคงพูดต่อ “คุณรู้ว่าทั้งจงไห่นั้นไม่ได้มีพันธมิตรของแก๊งตงซิ่งไปเสียทั้งหมด แล้วกลุ่มใดกันที่อยู่ตรงข้ามกับแก๊งตงซิ่งและเป็ศัตรูกับพวกเขา?”
คนทั้งหมดต่างนึกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว “แก๊งหนามแดง!”
“นั่นก็ไม่เท่ากับว่าพวกมันเป็อันธพาลเหมือนกัน? แก๊งหนามแดงปกครองจงไห่ตะวันตก ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังเพิ่งจะยึดครองพื้นที่ทั้งหมดของพันธมิตรตะวันตกมาด้วย แก๊งพวกนี้ในสายตาของรัฐบาลก็ต่างเป็เนื้อร้ายของสังคม ทำไมเราจะต้องไปขอร้องให้พวกมันช่วยจัดการแก๊งตงซิ่ง อีกอย่างถึงพวกเราจะขอให้ช่วยแต่จะทำอย่างไรให้พวกเขาเข้ามาช่วยเราจัดการได้?” ฟางจงผิงกล่าวอย่างไม่พอใจ
หยางเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ “การจะทำให้แก๊งหนามแดงร่วมมือยังไงนั้นเป็เื่ของผม ผมเพียง้าที่จะบอกว่าหากมีแก๊งหนามแดงคอยช่วยเหลือ การทำากับแก๊งตงซิ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณและช่วยให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้ามาในเมืองจงไห่แห่งนี้ โดยเฉพาะกับการโจมตีและยึดครองอุตสาหกรรมของตระกูลซูรวมทั้งการระงับการส่งออกอาวุธ แก๊งหนามแดงสามารถจัดการกับแก๊งตงซิ่งได้อย่างแน่นอน”
ความคิดของหยางเฉินทำให้ทุกคนตกอยู่ในห้วงความคิดอีกครั้ง พวกเขาพิจารณาถึงความเสี่ยงและความเป็ไปได้ทั้งหลายอยู่
“นี่ไม่ใช่เื่เล่นๆ ทำไมคุณคิดว่าเราจะเชื่อใจคุณล่ะ?” หยวนหัวเหว่ยถาม
“ฉันเชื่อเขา” หยางจี้หยูกล่าว “ที่รักคะ ฉันคิดว่าเขาไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องหลอกลวงเรา”
หยวนหัวเหว่ยเห็นภรรยาของตนพูดเช่นนั้นเขาก็พยักหน้าเห็นด้วย “ดี นับแต่นี้ไปตระกูลหยวนจะเข้าจัดการกับตระกูลซูเอง พวกมันไม่มีความสามารถพอที่จะต่อต้านเรามากนักทั้งเื่อิทธิพลและการเงิน ส่วนทางเลขานุการฟาง ผมอยากจะให้ใช้กองกำลังตำรวจและทหารเข้าควบคุมพื้นที่ที่จะเกิดการปะทะรวมทั้งพื้นที่หลบหนีเอาไว้ด้วย”
ฟางจงผิงรู้สึกลังเลที่จะตอบตกลง “ผมคิดว่าเรายังไม่รัดกุมดีนัก หากแก๊งหนามแดงเข้าช่วยสนับสนุนเราเพื่อทำากับแก๊งตงซิ่ง นั่นจะต้องเกิดการปะทะกันมากกว่าหลายจุดแน่ และแน่นอนว่าจะต้องเกิดการยิงกันเสียมากกว่าจะใช้พวกอาวุธระยะประชิด ประชาชนของเราที่อยู่ใกล้เคียงอาจได้รับอันตรายจากการต่อสู้ได้ อีกทั้งยังใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงในการควบคุมสื่อ หากมีการรายงานข่าวด้านลบออกไป ตระกูลฟางก็จะตกเป็ผู้เสียเปรียบทันที ผมคิดว่าทางปักกิ่งอาจจะช่วยจัดการได้เหมือนกับที่เขาควบคุมการจลาจลใหญ่ก่อนหน้านี้ ยิ่งถ้าพวกสมาชิกของแก๊งตงซิ่งถอยหนีเข้าไปสู่จังหวัดอื่นก็จะเป็เื่ยากที่จะตามไปจัดการได้”
“คุณไม่จำเป็ต้องกังวลเื่นั้น” หยางจี้หยูเอ่ยขึ้น “ฉันจะติดต่อไปยังพี่ใหญ่ของฉันในเที่ยงคืนนี้ เพื่อให้ดำเนินการปิดล้อมจงไห่ทั้งทางบกและทางทะเล ส่วนที่ปักกิ่งฉันจะบอกกับพ่อว่าหยวนเย่นั้นเกือบถูกฆ่าโดยพวกแก๊งตงซิ่งและตระกูลซู ท่านจะต้องไม่นิ่งเฉยกับเื่นี้แน่”
“จริงเหรอ!?” ฟางจงผิงกลับมามีความสุขทันที พร้อมทั้งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตราบใดที่น้องสะใภ้สามารถติดต่อพี่ชายของเธอและลุงหยางให้ปิดล้อมจงไห่ได้ ตระกูลฟางก็พร้อมที่จะร่วมด้วย!”
“ดูเหมือนเลขานุการฟางจะรอให้ฉันพูดเื่นี้ออกมาก่อนสินะคะ” หยางจี้หยูตอบฟางจงผิงพร้อมทั้งยิ้มออกมา
“เฮ้ น้องสะใภ้ ได้โปรดอย่าพูดอย่างนั้น ถังถังลูกสาวของฉันก็ถูกทำร้ายจนเกือบตายเหมือนกัน คนเป็พ่อคนไหนบ้างจะไม่โกรธเมื่อลูกถูกทำร้าย?” ฟางจงผิงกล่าวอย่างอารมณ์ดี หากหยางจี้หยูติดต่อกับทางบ้านก็เท่ากับว่าเขามีคนหนุนหลังเพิ่ม และไม่มีสิ่งใดจะต้องหวาดกลัวอีก
หยวนหัวเหว่ยยิ้มอย่างไม่เต็มใจออกมาครั้งหนึ่งพร้อมกับหันไปพูดกับหยางจี้หยู “จี้หยู คุณจะติดต่อพี่ใหญ่และคุณพ่อได้เมื่อไรกัน?”
“ฉันจะไปติดต่อกับพวกเขาทันที” หยางจี้หยูหันมามองหยางเฉินอีกครั้ง ก่อนจะจากไปพร้อมกับบอดี้การ์ดสองคน
หยวนหัวเหว่ยถามขึ้น “หยางเฉิน นายจะติดต่อแก๊งหนามแดงเมื่อไร?”
“ผมจะติดต่อไปก่อนเที่ยงคืนของวันนี้ ใน่ของการโจมตีแก๊งตงซิ่งนั้นผมอยากให้รัฐบาลและกองกำลังทั้งหมด จัดการกับสถานที่ที่จะเกิดการปะทะขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เสียชีวิตมากเกินไป"
หยางเฉินหันมาคุยกับเลขานุการฟางอีกครั้ง “เลขานุการฟาง ทางผมจะดำเนินการติดต่อกับเฉียงเวยที่เป็หัวหน้าของแก๊งหนามแดงให้กับคุณ เธอรู้การเคลื่อนไหวของแก๊งตงซิ่งเป็อย่างดี และผมหวังว่าเมื่อคุณพูดคุยกับเธอคุณจะไม่เอารัดเอาเปรียบเธอในเื่อิทธิพลและธุรกิจใต้ดินนะ”
“แน่นอน สบายใจได้ ผมเป็แค่คนที่หยิ่งยโสในตัวเองเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ชอบการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นโดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยเหลือในเื่นี้ คนของผมจะไม่สร้างปัญหาอย่างแน่นอน” ฟางจงผิงรับประกัน
หยางเฉินพยักหน้ารับรู้ เขากำลังจะก้าวออกจากห้องแต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันมาจากห้องไอซียู
“ให้ฉันเข้าไปเดี๋ยวนี้ ทำไมพวกเธอถึงมาขวางทางฉัน?!”
“ขอโทษด้วยค่ะ แต่ข้างในเป็ผู้ป่วยคนสำคัญ มีเพียงแค่สมาชิกครอบครัวเท่านั้นที่จะเข้าไปได้!”
“ก็ฉันเนี่ยแหละสมาชิกครอบครัวของเขา ก่อนหน้านี้ตำรวจก็บอกให้ฉันมาที่นี่!”
“คุณผู้หญิง คุณต้องมีหลักฐานที่ยืนยันว่าคุณเป็สมาชิกครอบครัวของเขา ได้โปรดอย่าทำให้เราลำบากใจไปมากกว่านี้เลยค่ะ”
“ฉันต้องยืนยันว่าผู้ป่วยข้างในเป็ครอบครัวฉัน!”
“คุณผู้หญิงไม่สามารถเข้าไปข้างในได้หากไม่มีหลักฐานการเป็คนในครอบครัว พวกเราก็ไม่สามารถให้คุณเข้าไปข้างในได้นะคะ!”
“ฉัน... ฉัน้าพบสามีของฉัน!”
ประตูถูกเปิดออกมาจากข้างใน หยางเฉินกำลังยกยิ้มขึ้นมาอย่างมีความสุขจนไม่อาจอดกลั้นได้ เมื่อเขาเห็นว่าหลินรั่วซีกำลังทะเลาะกับพยาบาลทั้งสองคนอยู่
หลินรั่วซีสวมชุดทำงานสีขาวที่ดูเป็ระเบียบ ผมสีดำของเธอสยายไปด้านหลังดูยุ่งเหยิงบางจุด คล้ายกับว่าเธอรีบร้อนเดินทางมายังที่นี่ สีหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียใจและความเป็ห่วงฉายชัดขึ้นมา เธอหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนจากการทะเลาะกับพยาบาลเมื่อครู่
หยางเฉินขยิบตาใส่เธอครั้งหนึ่ง “รั่วซีที่รัก ในที่สุดคุณก็เรียกผมว่าสามีสักที”
