ทั้งสองคนหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังกลับมาถึงบ้าน เตาอบที่ซื้อมาก็มีเ้าหน้าที่จากห้างสรรพสินค้ามาส่งให้ถึงที่อย่างเรียบร้อย เพราะเป็ของมีค่า ทางห้างจึงจัดส่งให้เป็พิเศษ
เมื่อเหยียบย่างเข้ามาในบ้าน ฮวาเจาก็ไม่รอช้า จัดการลงมือทันที ั้แ่นวดแป้ง ตีครีม เธอตั้งใจจะโชว์ฝีมืออย่างเต็มที่ เริ่มจากทำซูเฟล่ให้คุณป้าได้ลิ้มลอง ตามด้วยเค้กวิปครีม เค้กหมูหยอง และขนมอื่นๆ อีกมากมาย
ในฐานะนักประดิษฐ์ตัวยง งานฝีมือทุกแขนงล้วนไม่พ้นความสามารถของเธอ และเธอก็จัดให้การทำขนมฝรั่งเหล่านี้เป็งานฝีมือประเภทหนึ่ง
เมื่อได้เห็นไข่ขาวธรรมดาค่อยๆ กลายเป็ครีมข้นฟูเนียน เย่ฟางก็ถึงกับตะลึงพรึงเพริด
“ครีมทำมาจากไข่ขาวเหรอเนี่ย? แถมยังทำแบบนี้ด้วย” เธอไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลย นึกว่ามันเป็เื่ลึกลับซับซ้อนมาโดยตลอด
“หมูหยองก็ทำแบบนี้เองเหรอ?” เธอก็นึกว่ามันเป็เื่ซับซ้อนไม่ต่างกัน
ฮวาเจายิ้มอย่างอ่อนโยน หลังจากนั้นราวสองชั่วโมง เค้กก็อบเสร็จเป็เตาๆ กลิ่นหอมหวานอบอวลฟุ้งไปทั่วทั้งตึก
“อร่อยกว่าที่ห้างขายตั้งเยอะ” เย่ฟางกล่าวด้วยความดีใจอย่างแท้จริง
“แถมยังถูกกว่ากันเยอะเลยค่ะ” ฮวาเจาเสริม
เค้กแต่ละเตามีต้นทุนเท่าไรกันเชียว? ไข่ไก่กิโลกรัมละ 1 หยวน แป้งสาลีกิโลกรัมละไม่กี่สิบสตางค์ เมื่อรวมกับน้ำตาล น้ำมัน และค่าไฟที่แทบจะไม่มี ต้นทุนไม่ถึง 2 หยวนด้วยซ้ำ แต่กลับขายได้ถึง 20 กว่าหยวนต่อกิโลกรัม เธอนึกอยากจะเปิดร้านทำเงินจริงๆ เลย...
มันทำกำไรได้มากกว่าการเพาะถั่วงอกเสียอีก การเพาะถั่วงอกปกติใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ กว่าจะได้ถั่วงอกหนึ่งตะกร้า ซึ่งทำเงินได้เพียงสิบกว่าหยวน แต่เค้กนี่ทำเพียงครู่เดียวก็ได้ยี่สิบกว่าหยวนแล้ว
“เสี่ยวฮวา เธอมีแผนการอะไรในอนาคตบ้างไหม?” เย่ฟางถามขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว น้ำเสียงเจือความกังวล
“แผนเหรอคะ? หมายถึงด้านไหนคะ?” ฮวาเจาถามกลับ
“ก็เื่อนาคตของเธอนั่นแหละจ้ะ เธอคงจะย้ายไปอยู่กับเย่เซินใช่ไหม?”
“แน่นอนสิคะ” ฮวาเจาแปลกใจเล็กน้อย 'ทำไมคุณป้าถึงถามอย่างระมัดระวังเช่นนี้นะ? เธอไม่ย้ายไปอยู่กับเย่เซิน แล้วจะให้เธอทำอะไร? ให้เลี้ยงดูลูกสองคนไปวันๆ โดยที่สามีไม่อยู่บ้านอย่างนั้นหรือ?'
เย่ฟางหัวเราะ “เธออาจจะไม่รู้หรอกนะว่าชีวิตการเป็ภรรยาที่ต้องติดตามสามีไปประจำการนั้นลำบากเพียงใด เธออาจจะต้องไปอยู่ในูเาลึก ทะเลห่างไกล หรือที่ไหนสักแห่งที่สภาพความเป็อยู่ลำบากแสนสาหัส”
ฮวาเจาเข้าใจในทันที จึงตอบด้วยรอยยิ้ม “มันจะลำบากกว่าหมู่บ้านของเราได้สักแค่ไหนเชียวคะ? การเดินทางไปตลาดที่มีร้านขายของชำเพียงร้านเดียว ต้องเดินเท้าขึ้นเขาถึงสิบลี้ ไปตัวอำเภอต้องนั่งรถไฟครึ่งชั่วโมง แถมปีหนึ่งหกเดือนก็ออกไปไหนไม่ได้เลย ออกไปก็เสี่ยงที่จะถูกแช่แข็งตาย”
“...คงจะไม่หรอกมั้ง แย่ที่สุดก็คงเท่านี้แหละ” เย่ฟางหัวเราะออกมาอย่างโล่งใจ
จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าการได้ลูกสะใภ้เป็สาวชาวไร่ชาวนาช่างเป็เื่ที่ดีเหลือเกิน เื่ความลำบากที่เธอคิดว่าใครก็รับไม่ได้ กลับเป็เื่ธรรมดาสำหรับพวกเขา ต่อไปนี้คงมีแต่เื่ดีๆ เกิดขึ้นเป็แน่
แถมลูกสะใภ้ชาวไร่คนนี้ก็ไม่ 'บ้านนอก' เลยสักนิด ทั้งละเอียดอ่อน อ่อนหวาน สวยงาม และเปี่ยมด้วยน้ำใจ ลูกสะใภ้ในอุดมคติที่เย่เซินเคยวาดฝันไว้ ยังเทียบไม่ได้กับเธอคนนี้เลย
“ไปกันเถอะจ้ะ เราเอาเค้กไปแบ่งให้เพื่อนบ้านที่ช่วยเธอเมื่อวาน” เย่ฟางกล่าว
เมื่อวานนี้ เื่ที่ฮวาเจาใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำก็สามารถทำลายแผนการของสวีเหมยลงได้นั้น มีคนเอามาเล่าให้เธอฟังหลังจากเลิกงาน เธอทั้งประหลาดใจและตื่นเต้นกับความเฉลียวฉลาดของฮวาเจา 'เด็กคนนี้ฉลาดเกินตัวจริงๆ หลานชายของเธอนี่สายตาเฉียบคมจริงๆ'
เย่ฟางพาฮวาเจาไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน เป็การแนะนำให้ทุกคนรู้จักอย่างเป็ทางการ และแสดงให้เห็นว่าเธอยอมรับหลานสะใภ้คนนี้แล้วอย่างเต็มใจ
ฝีมือการทำขนมของฮวาเจาได้รับการชื่นชมจากทุกคนเป็อย่างมาก
แต่ฮวาเจากลับรู้สึกไม่ค่อยดีนัก เพราะต่อจากนี้ไป เตาอบของบ้านเธอคงจะไม่ได้พักผ่อนแล้ว... มีป้าๆ หลายคนบอกว่าจะมาขอเรียนทำขนมกับเธอ บางคนถึงกับบอกว่าจะเอาวัตถุดิบมาให้เธอช่วยทำ
รอยยิ้มของฮวาเจาเริ่มแข็งทื่อขึ้นมาทันที 'เพื่อนบ้านที่แปลกประหลาดเช่นนี้ ในชาติที่แล้วเธอไม่เคยเจอมาก่อนเลย'
เย่ฟางหัวเราะเบาๆ แต่ก็รีบปฏิเสธทุกคนไปเสียก่อน “ไม่ได้หรอกค่ะ น้องฮวากำลังตั้งครรภ์อยู่ จะให้เหนื่อยไม่ได้เลย วันนี้ทำเยอะขนาดนี้ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ต่อไปต้องพักผ่อนให้เยอะๆ ค่ะ”
ทุกคนก็เพิ่งจะได้สติ นึกขึ้นมาได้ว่าเย่ฟางเป็ใคร คนที่ขึ้นชื่อว่ากล้าขึ้นเสียงใส่แม้กระทั่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลมาแล้ว
ทุกคนจึงจำต้องล้มเลิกความคิดที่จะมาขอใช้เตาอบและขอเรียนทำขนมไปโดยปริยาย
เมื่อกลับถึงบ้าน เย่ฟางก็บอกกับฮวาเจาด้วยสีหน้าจริงจังว่า “การคบค้าสมาคมกับเพื่อนบ้านก็เป็ศาสตร์อย่างหนึ่งนะจ๊ะ ต้องมีขอบเขต เมื่อวานที่พวกเขาช่วยเธอพูดก็เพราะมีจิตใจดี มีความยุติธรรม และก็เพราะว่าสวีเหมยทำเกินกว่าเหตุ จนพวกเขารู้สึกไม่พอใจ
“หนูจำบุญคุณของพวกเขาได้ก็ดีแล้ว แต่ต่อไปถ้าพวกเขาเจอปัญหาอะไร ก็ช่วยเหลือพวกเขาตามสมควรนะ ไม่ใช่เพราะเื่นี้แล้วจะไปตัดสินว่าพวกเขาเป็คนดี แล้วทำตามที่พวกเขาขอทุกอย่าง
“ถ้าทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้พวกเขาได้ใจ สุดท้ายก็จะเข้ามาวุ่นวายในบ้านของหนูนะจ๊ะ!” เย่ฟางพูดด้วยความหวังดีและเป็ห่วง
มีคู่สามีภรรยาที่ใช้ชีวิตอยู่กันตามลำพังมากมาย ที่ต้องถูกเพื่อนบ้านที่ชอบเอาเปรียบกดขี่ข่มเหง คู่สามีภรรยาบางคู่ก็หน้าบาง ไม่กล้าขัดใจ ก็เลยถูกคนอื่นเอาเปรียบ แถมคนเ่าั้ก็ไม่ได้จดจำความดีของพวกเขาเลยสักนิด แถมยังแอบด่าว่าพวกเขาโง่อีกต่างหาก
เพื่อนบ้านประเภทนี้มีอยู่เยอะแยะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคุณภาพและสำนึกได้เองหรอกนะ
ฮวาเจาพยักหน้าหงึกหงัก แสดงให้เห็นว่าเธอเข้าใจอย่างถ่องแท้
เธอไม่เคยเจอเพื่อนบ้านที่ร้ายกาจเช่นนี้มาก่อนเลย ในชาติที่แล้ว ความสัมพันธ์ของเธอกับเพื่อนบ้านก็เป็แค่คนรู้จักกัน เพียงแค่ทักทายกันเล็กน้อย อย่างมากก็แค่คำถามอย่าง “บ้านคุณก็ไฟดับเหรอคะ?” หรือ “น้ำจะมาเมื่อไหร่เนี่ย?”
การถูกเพื่อนบ้านรังแกถึงขั้นมาวุ่นวายในบ้านเช่นนี้ มันเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้เลยในยุคของเธอ แต่ในยุคปัจจุบันนี้ มันกลับเป็ไปได้จริงๆ
“คุณยายหลิวที่อยู่ห้องตรงข้าม ชอบขอยืมของเป็ประจำ” เย่ฟางไม่อยากให้ฮวาเจาต้องเจอกับเื่เช่นนี้ด้วยตัวเอง จึงยกตัวอย่างให้ฟัง “วันนี้ขอยืมซีอิ๊วช้อนหนึ่ง พรุ่งนี้ขอยืมน้ำส้มสายชูช้อนหนึ่ง มะรืนขอยืมกระเทียมสักหัว บ้านนั้นไม่เคยซื้อน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชูเองเลยสักปี”
ทีละช้อน ทีละหัว ไม่ได้ขอจากบ้านเดียว ตลอดสามร้อยหกสิบห้าวัน สุดท้ายใครจะกล้าทวงคืน? ครั้นจะทวงไป ก็ไม่ได้คืนอยู่ดี
ฮวาเจาเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ 'นี่มันทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอเนี่ย?'
“เขาไม่กลัวคนอื่นหัวเราะเยาะหรือคะ?”
“เขายังหัวเราะเยาะคนอื่นด้วยซ้ำไปจ้ะ” เย่ฟางกล่าว “บางเื่มันไม่ได้เป็อย่างที่หนูคิดหรอกนะจ๊ะ สิ่งที่หนูคิดว่าน่าอาย คนอื่นอาจจะคิดว่ามันเป็เื่น่าภาคภูมิใจต่างหาก คุณยายหลิวคนนั้นชอบไปโอ้อวดกับลูกสะใภ้ด้วยซ้ำว่าเธอประหยัดเงินให้บ้านได้เท่าไหร่”
ลูกชายและลูกสะใภ้ของเธอทีแรกก็รู้สึกไม่ดี แต่พอหลังๆ ก็แค่ทำท่าทีเหมือนรู้สึกไม่ดี แต่จริงๆ แล้วพวกเขาก็รู้สึกว่ามันดีงามเสียด้วยซ้ำ
“บ้านซุนที่อยู่ชั้นบนสุดน่ะ ชอบหาคนมาทำงานให้” เย่ฟางกล่าวต่อ “วันนี้ยกข้าวสาร พรุ่งนี้ยกก้อนถ่าน มะรืนซ่อมบ้าน ทั้งๆ ที่บ้านตัวเองอยู่ชั้นบนสุดแท้ๆ แต่กลับสบายที่สุด ของหนักอะไรก็ไม่เคยลงมือยกเองสักที เอาแต่เรียกหาคนอื่นช่วย แถมช่วยแล้วยังไม่เคยพูดจาดีๆ ทำเหมือนเป็หน้าที่ของคนอื่นด้วยซ้ำ ซ่อมหลังคาให้ทุกปี ก็ยังบ่นว่าซ่อมไม่ดีทุกปี”
ฮวาเจากะพริบตาปริบๆ เธอรู้จักคุณป้าซุนที่อยู่ชั้นบนสุด คนที่ด่าสวีเหมยได้อย่างเผ็ดร้อนที่สุดเมื่อวาน ตอนนั้นเธอรู้สึกขอบคุณเป็อย่างมาก
“บ้านจางที่อยู่ชั้นล่าง ชอบให้คนอื่นเลี้ยงลูกให้” เมื่อพูดถึงบ้านนี้ เย่ฟางก็ทำสีหน้าไม่สู้ดีนัก “บ้านนั้นมีลูกตั้งห้าคน บอกได้เลยว่าเด็กๆ พวกนั้นเติบโตมาด้วยอาหารจากทุกบ้านในตึก ั้แ่เด็กๆ วิ่งได้ บ้านนั้นก็ไม่เคยดูแลเด็กๆ เลยสักมื้อ ลองดูสิ วันนี้พอเอาเค้กไปให้ พรุ่งนี้พวกเขาก็ต้องมาบ้านเราแน่ๆ”
“อ่า...” ฮวาเจาก็ทำสีหน้าไม่สู้ดีนักตามไปด้วย
เธอชอบเด็กก็จริง แต่เธอไม่ชอบเด็กเกเร และไม่ชอบผู้ปกครองที่ตามใจลูกจนเกินงาม
