จู้จื่อยื่นก้อนหินสีขาวให้แก่ไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าเ็ปใจ สุดท้ายจึงกัดฟันกล่าวว่า “สิ่งนี้ ข้ามอบให้เ้า ถือเป็ของตอบแทนที่ช่วยชีวิตเสี่ยวฟางเอาไว้!”
“หือ? นี่หมายความว่าอย่างไร?” ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเสี่ยวฟาง และที่ช่วยชีวิตข้าไว้”
ไป๋หยุนเฟยโบกมือพร้อมกับกล่าวว่า “อย่าได้กล่าวเช่นนี้ ที่พวกเ้าต้องตกอยู่ในอันตรายก็เป็เพราะข้า ควรเป็ข้าต่างหากที่ต้องขอโทษพวกเ้า แล้วจะให้ข้ารับของชิ้นนี้ไว้ได้อย่างไร?”
แต่จู้จื่อไม่ได้ดึงมือกลับ เพียงกล่าวว่า “เป็เพราะแผ่นกลม(กระจกพิทักษ์หัวใจ)ที่เ้าให้ไว้ ข้าจึงเอาชีวิตรอดกลับมาได้ และเพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้จึงทำให้ข้ามีความกล้าที่จะบอกความในใจแก่เสี่ยวฟาง และเสี่ยวฟางเองก็เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวของข้า จึงได้ยอม...รับข้า ดังนั้นข้าจึงต้องขอบคุณเ้า! ”
“อืม เป็เช่นนี้เอง...” ไป๋หยุนเฟยคิดไม่ถึงว่าที่แท้อีกฝ่ายจะขอบคุณที่ตนเอง‘ช่วย’ให้มันชนะใจเสี่ยวฟางได้สำเร็จ จึงยิ้มพลางกล่าวว่า “เพราะความจริงใจของเ้าต่างหากจึงสำเร็จ เ้าไม่จำเป็ต้องขอบคุณข้าด้วยวิธีนี้...”
“ข้าเพียงอยากขอบคุณเ้า ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจสงบใจลงได้” จู้จื่อยังคงยืนกราน “นี่เป็ก้อนหินที่แปลกประหลาด ที่ร่างกายข้าแข็งแรงขึ้นเช่นทุกวันนี้ก็เพราะมัน เพียงแต่ยามนี้มันไม่ส่งผลใดต่อข้าอีกแล้ว เก็บเอาไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์ ข้าทราบดีว่าเ้าไม่ใช่คนธรรมดา หากมอบแก่เ้า ไม่แน่ว่าจะสามารถใช้ประโยชน์ได้ดีกว่าข้า”
เมื่ออีกฝ่ายยืนยันเช่นนี้ ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ทราบจะสรรหาคำใดมาปฏิเสธได้อีก ยามนี้มันััได้ถึงพลังแห่งฟ้าดินที่แผ่ออกมาจากก้อนหินอย่างแ่เบา แม้จะดูเหมือนว่าเป็พลังไร้ธาตุ(หมายความว่าผู้ฝึกปรือิญญาธาตุใดก็สามารถซึมซับพลังได้) แต่ความเข้มข้นของพลังกลับไม่มากนัก คาดว่าอย่างมากก็คงเป็ศิลาาระดับต่ำเท่านั้น
แต่สำหรับคนธรรมดา ระดับเท่านี้ก็ถือเป็ของล้ำค่าแล้ว หากพกติดตัวเป็เวลานานจะได้รับพลังที่แผ่ออกมา ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้นทีละน้อย ดูท่าว่าที่จู้จื่อร่างกายแข็งแรงเหนือคนทั่วไปก็น่าจะเป็เพราะหินก้อนนี้เอง
ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้น จู้จื่อก็นำก้อนหินมายัดใส่มือพร้อมกับกล่าวว่า “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณเ้ามาก!”
“ที่จริงแล้วไม่...” ไป๋หยุนเฟยที่ถือก้อนหินในมือ ขณะเอ่ยปากก็พลันชะงักคำพูดไปทันที ดวงตามันถลนจนแทบหลุดจากเบ้า ขณะเดียวกันก็ตัวแข็งทื่อราวกับเผชิญภูตผี ยามรู้สึกตัวจึงก้มลงมืองก้อนหินในมือ
ที่มันเสียกิริยาถึงเพียงนี้ก็เพราะชั่วพริบตาที่หินก้อนนี้กระทบถูกมือ ก็ปรากฏข้อมูลหลั่งไหลเข้าสู่ความคิดโดยไม่ทันรู้ตัว
“ระดับไอเทม: พิเศษ”
“ผลของไอเทม: เพิ่มอัตราความสำเร็จในการอัพเกรด”
“ไม่สามารถอัพเกรดได้”
……
“เพิ่มอัตราความสำเร็จในการอัพเกรด!”
“เพิ่มอัตราความสำเร็จในการอัพเกรด!!”
“เพิ่มอัตราความสำเร็จในการอัพเกรด!!!”
“เพิ่มอัตรา……….”
“……”
“……”
ข้อความประโยคนี้วนเวียนอยู่ในความคิดไป๋หยุนเฟยไม่หยุด จนมันปากอ้าตาค้างราวกับิญญาหลุดจากร่าง
จู้จื่อแตกตื่นต่อท่าทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงของไป๋หยุนเฟยจึงรีบถามขึ้น “ไป๋หยุนเฟย เ้า เ้าเป็อะไร?!”
ไป๋หยุนเฟยร่างสั่นสะท้านพยายามระงับสติ สุดท้ายจึงเอ่ยปากด้วยสีหน้าประหลาดพิกล “เอ่อ ไม่มีอะไร จู่ๆข้าก็นึกถึงเื่บางอย่างขึ้นมาได้...”
มันก้อมลงมองก้อนหินในมืออีกครั้งอย่างเงียบงัน สุดท้ายจึงเอ่ยปากกลับคำ “ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะไม่ปฏิเสธน้ำใจ ขอรับเอาไว้ จู้จื่อ ขอบคุณเ้ามาก”
จู้จื่อยิ้มอย่างจริงใจพร้อมกับกล่าวว่า “ของนี้ให้เพื่อแสดงความขอบคุณต่อเ้า แล้วจะมาขอบคุณข้าทำไม ข้าบอกแล้ว ของสิ่งนี้อยู่กับข้าก็ไม่มีประโยชน์อันใดอีก ดังนั้นจึงมอบให้เ้า หวังว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้”
“มิผิด ข้าสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้มากมายอย่างแน่นอน... จู้จื่อ เ้าช่าง... ประเสริฐจริงๆ” ไป๋หยุนเฟยลอบถอนใจ มันแทบอดไม่ไหวเข้าไปกอดและจุมพิตจู้จื่อสักครา(ประโยคนี้ชวนเข้าใจผิดไปหรือไม่?) --- คนผู้นี้ช่างจิตใจกว้างขวางนัก
หลังจากเก็บก้อนหินไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวังแล้ว ไป๋หยุนเฟยลังเลเล็กน้อยก็สะบัดมือนำเครื่องประดับเสริมพละกำลังออกมาทั้งชุดเพื่อมอบให้จู้จื่อ จากนั้นจึงกล่าวว่า “ของเหล่านี้เ้าทราบประโยชน์ของมันดีอยู่แล้ว ข้าขอมอบให้แก่เ้า ยังมีต่างหูอีกคู่หนึ่งไว้ให้เ้ามอบแก่เสี่ยวฟาง คิดว่านางน่าจะชมชอบ”
“นี่...” เดิมทีจู้จื่อคิดจะปฏิเสธ แต่ด้วยความที่อยากได้เครื่องประดับแปลกประหลาดเหล่านี้อยู่แล้ว มันจึงเกิดความลังเล
“อย่าได้ปฏิเสธแล้ว รับเอาไว้เถอะ ของเหล่านี้สำหรับข้าแล้วไม่ได้มีความสำคัญอะไร” ไป๋หยุนเฟยยัดเครื่องประดับทั้งหลายใส่มืออีกฝ่ายก่อนจะกำชับว่า “เครื่องประดับเหล่านี้มีความพิเศษเป็อย่างยิ่ง ทางที่ดีอย่าให้ผู้อื่นรับรู้ประโยชน์ของมัน จะได้ไม่เกิดเื่วุนวายตามมา”
จู้จื่อเก็บเครื่องประดับไว้ด้วยสีหน้าตื่นเต้น “อืม ตกลง ข้าจะจำเอาไว้”
ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญอีกครั้งก็รู้สึกว่ายังไม่เพียงพอ จึงสะบัดมือขวานำมีดที่ลักษณะคล้ายมีดผ่าแตงยาวสองเชียะออกมา --- นั่นเป็อาวุธิญญาชั้นมนุษย์ระดับกลางที่ได้มาหลังจากสังหารจ้าวฉวน
“ระดับไอเทม: หายากระดับ”
“ระดับการอัพเกรด: +10
“พลังโจมตี: 337”
“พลังโจมตีเพิ่มเติม: 155”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 : เมื่อโจมตี มีโอกาส 8% ที่การโจมตีครั้งต่อไปจะเพิ่มพลังโจมตีอีก 100”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 70 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยพิจารณาดูครู่หนึ่งจึงยื่นอาวุธิญญาชั้นมนุษย์ระดับกลางที่อัพเกรด +10 ให้แก่จู้จื่อพร้อมกับกล่าวว่า “มีดเล่มนี้ก็มอบให้เ้าเช่นกัน!”
จู้จื่อใช้สายตางุนงงมองดูไป๋หยุนเฟย มันไม่เข้าใจว่าตนเองเป็ฝ่ายมอบของเพื่อแสดงการขอบคุณ แต่ไฉนอีกฝ่ายกลับยัดเยียดมอบของให้แก่ตนเช่นกัน กับการที่ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือแล้วมีสิ่งของออกมามากมายนั้น มันกลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากมาย เพราะเมื่อหลายวันก่อนมันได้เห็นการต่อสู้ที่‘ไม่น่าเป็ไปได้’จนชินชาแล้ว
เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงอาการงุนงง ไป๋หยุนเฟยจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องประหลาดใจ บอกตามตรง ก้อนหินที่เ้ามอบให้ข้านั้น สำหรับเ้าอาจจะไม่มีประโยชน์อันใด แต่สำหรับข้าแล้วมันเป็ของวิเศษที่ล้ำค่ายิ่ง หากไม่มอบของเพื่อตอบแทนข้าคงไม่สบายใจอย่างยิ่ง”
จู้จื่อคล้ายเข้าใจคล้ายไม่กระจ่างแต่ก็ยังคงรับมีดเล่มนั้นมา จากนั้นจึงกระชับมีดตวัดไปตามสัญชาติญาณ ผลก็คือต้นไม้ชนาดเท่าปากชามที่อยู่ใกล้ตัวถูกฟันขาดล้มลงเสียงดังสนั่นในมีดเดียว
เมื่อเห็นจู้จื่อมองตาค้าง ไป๋หยุนเฟยจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “อย่างที่เห็น มีดเล่มนี้มีพลังอันร้ายกาจ หลังจากนี้หากใช้ล่าสัตว์คิดว่าคงไม่มีสิ่งใดทำอันตรายเ้าได้อีก จริงสิ ยามที่สวมใส่เครื่องประดับเ่าั้หรือใช้งานมีด หากมีอาการวิงเวียนศีรษะก็ไม่ต้องกังวล หลังจากนั้นมีดเล่มนี้จะยิ่งคมกล้าขึ้น อีกอย่างด้วยสภาพร่างกายของเ้า สมควรจะสามารถกระตุ้นใช้งานได้หลายครั้งโดยไม่มีปัญหา หลังจากพักผ่อนไม่นานก็จะหายเอง และที่สำคัญ อย่าให้ผู้อื่นรับรู้ความลับของอาวุธเล่มนี้ ไม่เช่นนั้นอาจชักนำภัยถึงชีวิตมาได้ เ้าเข้าใจหรือไม่?”
……
จากนั้นทั้งคู่จึงกลับหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้น ไป๋หยุนเฟยตบไหล่จู้จื่อคราหนึ่งก่อนจะแยกทางกลับไปที่บ้านของเส้าหลิง ดูจากภายนอกมันสงบเยือกเย็น แต่ที่จริงแล้วในใจไป๋หยุนเฟยยังตื่นเต้นยิ่งกว่าจู้จื่อมากนัก เพียงแต่มันระงับอารมณ์ไว้ไม่แสดงออกให้เห็นเท่านั้น
สำหรับไป๋หยุนเฟยที่มีพลังพิเศษในการอัพเกรดสิ่งของได้นั้น สิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดของมันไม่ใช่การไม่มีสิ่งของให้อัพเกรด แต่คือโอกาสสำเร็จในการอัพเกรดต่างหาก! สิ่งของที่ต่ำกว่าวัตถุกึ่งิญญาอัพเกรดแล้วสลายไปมันยังไม่ปวดใจ แต่หากเป็วัตถุิญญาที่อัพเกรดถึง +10 เช่น หนามธารน้ำแข็ง เชือกสารพัดนึก หรืออาวุธอื่นๆ หรือแม้แต่ทวนเปลวอัคคี+11 ปลอกแขนมีดเพลิง+12 ของเหล่านี้มันยังไม่กล้าที่จะอัพเกรดต่อไปอีก เพราะความเสี่ยงนี้ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้! หลังจาก +10 แล้ว โอกาสจะสำเร็จช่างน้อยนิดจนน่าสมเพช ต่อให้ลองนำวัตถุิญญาทุกชิ้นมาอัพเกรดต่อก็อาจจะสำเร็จไม่ถึงสองหรือสามชิ้นเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว มันอัพเกรดวัตถุิญญาชิ้นหนึ่งล้มเหลวจนถูกทำลายไป แค่นั้นก็ทำให้มันเ็ปใจแทบตายแล้ว
ก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยเคยวาดฝันว่าจะมีวิธีการใดหรือไม่ที่จะสามารถเพิ่มโอกาสที่จะอัพเกรดได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้มันจึงได้ทดลองอัพเกรดในรูปแบบที่แตกต่าง เวลาที่แตกต่าง หรือแม้แต่สถานที่ที่แตกต่างกัน แต่ก็พบกับความล้มเหลว
แต่ในวันนี้ ราวกับขนมเปี๊ยะที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า เดิมทีคิดว่ามันเป็แค่ศิลาาคุณภาพทั่วไปก้อนหนึ่ง คิดไม่ถึง จะกลายเป็ของวิเศษที่ช่วยเพิ่มความสำเร็จในการอัพเกรดไปได้!
เื่เช่นนี้จะไม่ทำให้มันปลาบปลื้มยินดีถึงเพียงนี้ได้หรือ?
ตลอด่บ่าย ไป๋หยุนเฟยออกไปล่าสัตว์กับเส้าหลิงแต่จิตใจกลับเหม่อลอยไม่อยู่กับตัว กระทั่งพลบค่ำมันจึงเรียกสติกลับมาเป็ปกติ จากนั้นจึงลอบออกจากหมู่บ้านไปยังเนินที่อยู่หลังเขาเพียงลำพัง
ไป๋หยุนเฟยนั่งขัดสมาธิบนพื้นหญ้า ในมือกำก้อนหินสีขาวดูธรรมดาที่แผ่พลังิญญาออกมาแ่เบาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“จะใช้ หรือไม่ใช้ดี?”
