“อุ๊ย เหตุใดแค่แตะทีเดียวกระดูกดันหักเสียได้?”
หนิงโม่เค้นคำพูดจากไรฟัน “เ้า… จงใจเอาคืน!”
“ไม่ใช่สักหน่อย ข้าหวังดีมาส่งข้าวให้ผู้ป่วย จะเรียกว่าเอาคืนเ้าได้อย่างไร?”
เสิ่นม่านกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา ขณะที่ในใจกลับเบิกบาน นับจากแวบแรกที่นางเข้ามา ระบบก็ดูออกแล้วว่าขาของเ้าหมอนี่ไม่ได้เป็อะไร เสิ่นม่านเองก็เข้าใจได้ทันที ไม่แน่ว่านี่คงเป็กลยุทธ์ทุกข์กายที่เยี่ยนชีกับเขาร่วมกันแสดง
จึ๊ หากไม่าเ็แล้วจะเรียกว่ากลยุทธ์ทุกข์กายได้อย่างไรกัน? เสิ่นม่านจึงช่วยเขาโดยการเข็นเรือตามน้ำ
หนิงโม่เหงื่อซึมหน้าผาก เขากัดฟันและเตือนเสียงทุ้มต่ำ “ต่อกลับเดี๋ยวนี้”
เสิ่นม่านแกล้งเขาพอแล้ว ตอนนี้จึงตอบรับอย่างรวดเร็ว นางบีบข้อเท้าเขาและดันเข้าไป ตั้งใจว่าจะต่อกระดูกคืนกลับให้เขา
หนิงโม่ร้องโอ๊ยอีกครั้ง
เสิ่นม่านสับสนอยู่ชั่วขณะ เห็นเพียงข้อเท้าของเขาบวมปูดขึ้นมาอย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่า จู่ๆ นางก็ตระหนักถึงปัญหาเคร่งเครียดหนึ่งเื่
“ลืมไป ข้าต่อกระดูกไม่เป็”
หนิงโม่ “?” เช่นนั้นยามเ้าหักกระดูกไยจึงไม่ลังเล?
คราวนี้เสิ่นม่านเริ่มกระวนกระวาย นางสูดหายใจลึกและปลอบโยนหนิงโม่ “อย่าเพิ่งกังวล คงเพราะเป็ครั้งแรกที่ข้าต่อกระดูก น่าจะยังฝึกฝนไม่พอ ครั้งที่สองไม่แน่ว่าจะคล่องมือขึ้น”
“อย่าดีกว่า…” หนิงโม่คิดจะหดขาหนี แต่เพราะมีไม้ดามที่หมอดามขาไว้ให้ จึงไม่อาจหดกลับมาได้
เสิ่นม่านคว้าข้อเท้าของเขาไว้และต่ออีกครั้ง
หนิงโม่เป็ผู้ชาย แต่ก็เจ็บจนต้องสูดหายใจเฮือกใหญ่ หากข้าก่อกรรม ได้โปรดให้เง็กเซียนฮ่องเต้มาลงโทษข้า ไม่ใช่ให้สตรีผู้นี้มาช่วยข้าต่อกระดูก!
เขาไม่มีกะจิตกะใจจะด่าเสิ่นม่านด้วยซ้ำ ทันใดนั้นเขาลุกพรวดและะโลงจากเตียง ลากขาที่บวมปูดข้างหนึ่งวิ่งไปทางลานบ้าน
“ชิวเยี่ยนชี เ้าหายหัวไปไหน ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!”
ชิวเยี่ยนชีที่เพิ่งปลดทุกข์ออกมา เขาจ้องเ้านายขาเป๋ที่กำลังบ้าคลั่งด้วยความตะลึง
“มัวมองอะไร? รีบไปเรียกหมอมา! ขาข้าหักแล้ว!”
เสิ่นม่านวิ่งตามออกไปและม้วนแขนเสื้อกะจะจับเขาไปนอนพักบนเตียง
“ข้าบอกแล้วว่าจะต่อกระดูกให้เ้า แค่ขอลองฝึกอีกสักหน่อย ไยต้องวิ่งหนีกัน… ช่องว่างระหว่างคนเราก็คือความเชื่อใจนะ”
ทุกคนสูดหายใจลึก หนิงโม่ ชายหนุ่มผู้น่าสงสาร
“โอ้ อยู่บ้านกันครบเลยหรือ?”
ขณะที่ทั้งสองกำลังวิ่งวุ่นไล่ตามกัน จู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวที่หน้าประตู
จางหงอี้กลายเป็คนกันเอง เขาผลักประตูออกและมองทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แววตาจับจ้องไปที่ขาของหนิงโม่ สีหน้าเป็ห่วง
“อาจารย์หนิง ไม่เจอกันไม่กี่วัน ขาเป็อะไรไปหรือ?”
หนิงโม่ไม่อยากสนใจเขาจึงหันหลังกลับเข้าห้อง เยี่ยนชีที่กำลังจะไปตามหมอจึงอธิบายให้จางหงอี้ฟัง
“งอนกันน่ะ เลยถูกแม่นางเสิ่นหักกระดูก”
จางหงอี้ “…”
“ฮ่าๆๆๆ แม่นางเสิ่น ช่างเหนือความคาดเดาและสร้างความประหลาดใจได้เสมอ”
เสียงนี้มาจากด้านหลัง เป็ชายหนุ่มไว้เคราท่าทางองอาจ ซึ่งก็คือหวังฉีเว่ยที่ไม่เจอกันนาน
“ใต้เท้าจาง หวังฉีเว่ย วันนี้ลมอะไรพัดพวกท่านมาที่บ้านข้าได้?”
เสิ่นม่านทักทายและเชิญทั้งสองเข้าไปดื่มชาที่ห้องโถงหลัก นางเตรียมขนม เมล็ดแตงโม ถั่วลิสงและน้ำชามารับรอง รอจนทั้งสองนั่งเรียบร้อย ก็เริ่มถกประเด็นสำคัญกัน
หวังฉีเว่ยยื่นห่อสีแดงให้นาง เสิ่นม่านเปิดออกดู ในนั้นมีตั๋วเงินสองพันตำลึง!
“แน่นอนว่าข้ามาเพื่อแบ่งเงินกับเ้า สูตรนมผงก่อนหน้านี้ ข้าให้คนไปเปิดโรงงานที่เมืองหลวงและที่อื่น ขายดียิ่งนัก”
“นมผงยังถูกส่งเข้าวัง แก้ไขปัญหาให้บรรดาสนมได้ไม่น้อย ข้าเองก็ได้เงินมาก้อนใหญ่”
เสิ่นม่านหัวเราะเหอๆ ในเมื่อมันคือปันผล เช่นนั้นนางก็ต้องเก็บไว้ มีเงินเข้ามาอีกหนึ่งก้อน ช่างงดงามเหลือเกิน!
นางเก็บตั๋วเงินไว้ในแขนเสื้อด้านใน จากนั้นกลับไปในห้องและนำสูตรลับอีกหนึ่งฉบับที่เขียนไว้ออกมา
“สูตรนมผงเดิม ข้าคิดว่ายังมีบางส่วนบกพร่อง สารอาหารยังไม่เพียงพอกับทารก”
“ครั้งนี้ข้าจึงแก้ไขสูตรนมผงเล็กน้อย ทั้งยังคิดค้นสูตรสำหรับเด็กที่ต่างวัยต่างอายุ”
“ไม่เพียงแค่นมผงสำหรับทารก ยังมีนมผงสำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ รวมถึงผู้สูงอายุ หากทำตามนี้น่าจะขายดีกว่าเดิม”
ผู้บริโภคนมผงกว้างขวางขึ้น นั่นไม่เพียงช่วยชีวิตคนได้ แต่มันยังดื่มง่ายและมีสารอาหารที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งจะยิ่งทำเงินได้มากขึ้น
ถูกใจยิ่งนัก!
หวังฉีเว่ยคิดในใจ ดวงตาคู่นั้นแวววาว “เช่นนั้นก็ทำตามคำแนะนำของเ้า สูตรนี้ข้าขอรับไว้ วันหน้าหากได้กำไร ข้าค่อยนำปันผลมาแบ่งให้เ้าอีก!”
“ตกลง ไม่มีปัญหา ใต้เท้าฉีเว่ยต้องพยายามเข้า ข้ายังรอแบ่งผลประโยชน์อยู่นะ” เวลาที่เสิ่นม่านเอ่ยถึงเื่เงิน สีหน้ามักจะสดชื่นเป็พิเศษ
เป็ครั้งแรกที่ได้ยินว่าการค้าขายมีการแบ่งผลประโยชน์ แม่นางเสิ่นช่างเป็คนน่าอัศจรรย์ มิน่านายน้อยถึงให้ความสำคัญนางเช่นนี้
เทศกาลหยวนเซียวครั้งนี้ นอกจากเื่แบ่งผลประโยชน์ จางหงอี้ยังมีเื่สำคัญจะเอ่ย
“ข้าได้เลื่อนขั้น การปราบโจรหนนี้ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ฮ่องเต้ทรงละเว้นกฎและเลื่อนขั้นให้ข้าไปรับตำแหน่งในเมืองหลวง ออกเดินทางต้นเดือนหน้า”
เลื่อนขั้น?
ชัดเจนว่าเสิ่นม่านไม่ได้จับประเด็นสำคัญ นางยิ้มแย้มและชมเชย
“ยินดียินดี เป็เื่มงคลยิ่งนัก ใต้เท้าจางคือบุคคลล้ำค่ามากความสามารถ การเลื่อนขั้นนี้สมควรแล้ว”
แม่นางผู้นี้… เขาเลื่อนขั้น เหตุใดนางถึงแสดงท่าทีดีใจยิ่งกว่าตนเสียอีก? จางหงอี้ส่ายหน้าอย่างระอา
“การปราบโจรครั้งนี้ อันที่จริงเ้าเองก็สร้างผลงานยิ่งใหญ่ เพียงแต่ตอนนั้นเราระบุว่าเ้าเป็เพียงพลเมือง ไม่ได้เปิดเผยต่อฮ่องเต้ ด้วยเกรงว่าจะกระทบต่อเ้า…”
“ไม่เป็ไร ข้าไม่ใส่ใจเื่ชื่อเสียงยศถาบรรดาศักดิ์เ่าั้ ข้าเป็ชาวบ้านธรรมดา ใส่ใจแค่เื่เงิน!!”
ย่อมได้ เมื่อนางมองโลกในแง่ดีเช่นนี้ ทุกคนก็ไม่มีอะไรจะพูด
เสิ่นม่านเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงถามจางหงอี้ “ใต้เท้าจาง ในเมื่อเดือนหน้าท่านต้องกลับเมืองหลวง ข้าสามารถไหว้วานท่านสักเื่ได้หรือไม่?”
“เ้าว่ามา”
“หากท่านพอจะมีลู่ทาง ข้าหมายถึงหากว่านะ… ท่านพอจะช่วยตามหาพี่ชายข้าได้หรือไม่? เขาชื่อว่าเสิ่นเทียนโย่ว เจ็ดปีก่อนหลังจากไปเป็ทหารก็ขาดการติดต่อ ข้าอยากรู้ว่าเขาเป็หรือตายกันแน่ จะได้มีคำตอบให้เด็กๆ”
นางพูดจบ เสี่ยวตงกับเสี่ยวหลานที่อยู่ด้านหลังดวงตาเปี่ยมด้วยความหวังในทันใด
ที่แท้ท่านอาก็ยังคงนึกถึงท่านพ่อเสมอมา!
“เสิ่นเทียนโย่ว?”
จางหงอี้พึมพำ เหมือนว่าสองปีมานี้ชายแดนจะมีแม่ทัพคนหนึ่งที่ชนะศึกาอยู่บ่อยครั้งและกำลังเป็ที่จับตามอง เขาก็แซ่เสิ่นเช่นกัน
อืม เนื่องจากยังไม่ได้กลับเมืองหลวง เขาจึงยังไม่รู้อะไรมากนัก เขาไม่กล้าคาดเดาไปเรื่อย จางหงอี้พยักหน้าอย่างขึงขัง
“ตกลง ข้ารับทราบแล้ว หากว่ามีข่าวคราวของเขา ข้าจะต้องส่งจดหมายให้เ้าแน่”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณใต้เท้าจางด้วย”
ทั้งสองพูดคุยกับเสิ่นม่านไม่มาก ประเด็นสำคัญของจางหงอี้คือหนิงโม่ หลังพูดคุยกันอีกไม่กี่คำ จางหงอี้ก็ลุกขึ้นขอตัวไปเยี่ยมหนิงโม่ที่ห้องปีกตะวันออก
ทางด้านนั้น ขาของเขาได้รับการต่อกระดูกจากหมอเรียบร้อย ขณะนี้กำลังนอนเกียจคร้านอยู่บนเตียง เยี่ยนชีกำลังป้อนอาหารให้เขาทีละคำ
จางหงอี้ “…”
เมื่อเห็นเขา หนิงโม่เลิกคิ้ว “มีธุระหรือ?”
จางหงอี้ค่อยๆ คืบคลานเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทีเป็การเป็งาน
“นายน้อย เราจะยังตามหาตัวแม่นางผู้นั้นอยู่หรือไม่?”
-----
