อวิ๋นซีมองฉุนเอ๋อร์ไปทีหนึ่ง จากนั้นพยักหน้าให้พวกนางถอยออกไปแล้วจึงหันมาพูดกับอาจารย์ตน “อาจารย์ มีสิ่งใดก็พูดมาเถิดเ้าค่ะ”
หลงฉินมองนาง หัวเราะหึหึเบาๆ “เดิมทีข้าก็คิดว่าเ้าจะนึกสงสัยในฐานะของอาจารย์ แต่ ช่างน่าเสียดายที่เ้าไม่แม้แต่จะถาม”
นางจดจ้องหลงฉินโดยไม่กะพริบตา และเป็นานถึงถามขึ้น “หากข้าถามไปแล้ว อาจารย์จะตอบหรือเ้าคะ? ”
อย่าว่าแต่ตัวนางเลย คนมากมายล้วนสงสัยว่าแท้จริงแล้วหลงฉินเป็ใคร มาจากไหน?
เขาพยักหน้าด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม จากนั้นพูดเสียงขรึม “หากเ้าถาม อาจารย์จักต้องตอบเ้าแน่”
อวิ๋นซีขบคิดโดยละเอียด ยิ้มพูด “ช่างเถิดเ้าค่ะ แม้ข้าจะสงสัย แต่ไม่ถามดีกว่า” เมื่อพูดจบ นางก็จากไปด้วยท่วงท่าสง่างามชดช้อย เื่บางเื่เมื่อถึงเวลาที่ควรรู้ ต่อให้ไม่ถาม อีกฝ่ายก็จะบอกเอง
หลงฉินมองเงาหลังของนางที่จากไป แค่นเสียงเ็า พูดขึ้น “เด็กบ้า ยังคงพิลึกคนเหมือนตอนเด็กๆ ไม่มีผิด” ถึงแม้จะพูดเช่นนี้ แต่ในใจเขากลับดีใจ คนบางคนอาจเปลี่ยนแปลงไปด้วยประสบการณ์และวันเวลา แต่สำหรับบางคน ไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้นก็ไม่มีหลงลืมตัวตนของตน
ยามไห่มาเยือน จวินเหยียนก็เพิ่งกลับมาถึงบ้าน เขาจ้องมองสตรีที่พิงหลับอยู่บนตั่งกุ้ยเฟยอย่างไม่เป็ท่าเป็ทาง ในใจเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและอ่อนหวาน ก่อนจะก้าวเข้าไปหาแล้วอุ้มนางไปที่เตียงอย่างระมัดระวัง ทว่า ในตอนที่ห่มผ้าห่มให้นางเสร็จแล้วนั้น จู่ๆ ก็สังเกตเห็นบริเวณท้องนางคลับคล้ายกับมีบางสิ่งนูนขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ
เขาใช้มือลูบลงไปบริเวณนั้นเบาๆ พูดเสียงเบา “เด็กน้อย ตอนนี้กลางคืนแล้ว อย่าได้ทรมานมารดาเ้าอีกเลย ปล่อยให้นางได้พักผ่อนดีๆ เถิด”
หากว่ายามนี้อวิ๋นซียังไม่หลับ นางจักต้องพูดจาดูถูกดูแคลนจวินเหยียนแน่ ทั้งยังอาจถึงขนาดพึมพำในใจว่า ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ชอบทรมานข้าจนแทบตาย
เมื่อเห็นว่าเ้าตัวน้อยในครรภ์นิ่งไปแล้ว จวินเหยียนถึงได้ยิ้มบางๆ ออกมา แม้ตัวเขาจะรู้ว่ามีเื่มากมายที่เป็ไปโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ถูกควบคุม แต่ในฐานะของคนเป็พ่อก็มักจะอดไม่ได้ให้คิดไปในทางที่ดีที่สุด อีกทั้ง การที่เด็กน้อยหยุดการเคลื่อนไหวก็ทำให้เขารู้สึกราวกับลูกสามารถรับรู้ได้ และเข้าใจในคำพูดของเขา
ชายหนุ่มจุมพิตหน้าผากภรรยา จากนั้นจึงดึงผ้าห่มคลุมอย่างดีแล้วค่อยๆ เดินถอยห่างออกมาช้าๆ หลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็เดินไปถึงห้องหนังสือ และได้เห็นคนสองคนกำลังรั้งรอเขาอยู่ที่นั่น คนทั้งสองปรากฏกายอย่างไร้สุ้มเสียง ถึงแม้รอบด้านจะมีสายตาของผู้อื่นไม่น้อย แต่พวกเขาก็เก่งกล้าสามารถถึงขั้นทำให้ไม่มีผู้ใดรับรู้ได้
ตอนที่เห็นจวินเหยียน พวกเขาต่างก็พร้อมใจกันลุกยืนแล้วเอ่ยทักด้วยท่าทีนอบน้อม “นายท่าน”
จวินเหยียนทำทีให้พวกเขานั่งลง “เื่ที่ให้พวกเ้าไปเตรียม เตรียมไปถึงไหนแล้ว? ”
“เตรียมพร้อมแล้วขอรับ” ชายคนหนึ่งที่มีอายุราวสามสิบต้นๆ ท่าทางลึกลับพูดเสียงขรึม
จวินเหยียนอืมรับออกมาเสียงหนึ่ง และเป็ชายอีกคนที่อายุสิบแปดสิบเก้าเอ่ยถามต่อ “นายท่าน จะให้เริ่มดำเนินการเลยหรือไม่ขอรับ? ”
“ตอนนี้ยังก่อน พระชายาเตรียมการไว้แล้ว ดังนั้น แผนการของพวกเราก็ให้ยืดออกไปก่อนจนถึง่ล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วง” ถึงแม้สตรีตัวน้อยจะปิดบังเขา ลอบกระทำเื่ลับหลังอยู่ตลอด แต่ตัวเขาเป็คนข้างหมอนนาง ต่อให้นางจะปิดมิดเพียงใด สุดท้ายก็ยังเผยบางสิ่งออกมาให้เห็นอยู่ดี
เื่ที่สตรีตัวน้อยของเขาซ่องสุมขุมกำลังลับ เขาล้วนรู้ดี เพียงแต่ยังไม่รู้แน่ว่านางกำลังกุมอำนาจใดไว้ในมือ ยิ่งกว่านั้น ความรู้สึกลึกๆ ยังบอกเขาอีกว่า ขุมกำลังนี้ นางมีมานานแล้ว
“พระชายาเตรียมการแล้ว? ” ชายหนุ่มคนเดิมเอ่ยถามด้วยความสงสัย อันที่จริงเื่ราวเกี่ยวกับพระชายาผู้นี้ เขาก็เคยได้ยินมาบ้าง ส่วนเื่ที่ว่าคนจะร้ายกาจเหมือนดังคำเล่าลือหรือไม่ คงต้องได้เจอกันสักคราถึงจะรู้
จวินเหยียนทำเพียงพยักหน้า แต่ไม่คิดตอบว่าการเตรียมการที่ว่านั่นคืออะไร “เ้าไปจับตาดูไว้หน่อย โอกาสของเรามีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากพลาดเมื่อไร คนจักต้องสงสัย ในวันหน้าหากมีการป้องกันขึ้นมาก็ย่อมยากที่จะให้สำเร็จดังหวัง”
คนทั้งสองรับคำอย่างจริงจัง
................................................................................................
ณ จวนรัชทายาท
โอวหยางเทียนหัวนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าดำคล้ำพลางจ้องมองสตรีที่ร้องไห้อยู่ตรงหน้า
เขามองสตรีที่สะอึกสะอื้นอยู่บนพื้นไม่ยอมหยุด และเพราะหงุดหงิดรำคาญใจจึงได้ถีบคนจนปลิวออกไปในทีเดียว “มาร้องไห้ทำอะไรอยู่ที่นี่ อัปมงคล! ”
สตรีนางนั้นที่ถูกเตะออกไปถึงกับกระอักเืออกมาคำโต “องค์รัชทายาท หม่อมฉันอยู่ในจวนแห่งนี้มาได้สามปีแล้ว ในสามปีนี้ เพื่อท่านแล้ว หม่อมฉันต้องเหนื่อยทั้งกายใจ ต่อให้ยังไม่มีผลงานเป็ชิ้นเป็อัน แต่ก็ยังตั้งใจพยายามอย่างเต็มที่เสมอมา ทว่า เหตุใดท่านจึงต้องนำความโกรธทั้งหมดเ่าั้มาลงที่หม่อมฉันเพียงคนเดียวด้วยเล่าเพคะ”
โอวหยางเทียนหัวมองใบหน้างดงามของสตรี ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น หัวใจเขาขมวดแน่น แล้วจึงค่อยๆ เดินเข้าไปประคองคนขึ้นมา
“เปิ่นไท่จื่อจักต้องรักใคร่เ้าอย่างดีแน่”
นางถามเสียงเบา “องค์รัชทายาท พระองค์ไม่ทรงรู้สึกอะไรเลยหรือเพคะ นับแต่ที่แต่งคนจากจวนเจิ้งอ๋องเข้ามา เื่มากมายก็ไม่ราบรื่นมาตลอด? ”
คำพูดของนางเป็การเตือนเขา ด้วยรู้สึกว่าเื่มากมายที่เกิดขึ้นหลังแต่งแม่นางน้อยสองคนเข้ามาก็เริ่มไม่ราบรื่น สตรีนางนั้นพูดต่อ “สนมซู่เฟย เคยเป็สาวใช้ของคุณชายหลงฉินมาก่อน ส่วนคุณชายหลงฉินอะไรนั่น จู่ๆ ก็คิดรับชายาหนิงอ๋องมาเป็ศิษย์ พระองค์ไม่สงสัยเื่เหล่านี้เลยหรือเพคะ? ”
โอวหยางเทียนหัวรู้สึกมาตลอดว่าเื่ราวทั้งหลายคลับคล้ายจะไม่ถูกต้องที่ตรงไหน และเมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ ชั่วขณะนั้นในห้วงจิตก็ถึงกับเข้าใจแจ่มแจ้ง “เมื่อครู่มีจุดหนึ่งที่เ้าพลาดไป แท้จริงแล้วเื่มากมายต่างเกิดขึ้นนับแต่ที่น้องรองของเปิ่นไท่จื่อกับชายากลับมาต่างหาก”
เมื่อก่อนตัวเขาเองก็เคยนึกสงสัยโอวหยางจวินเหยียน แต่ก็คิดเข้าข้างตนว่าอีกฝ่ายน่าจะยังไม่มีความสามารถมาเล่นเล่ห์กลใดกับเขา ทว่า ตอนนี้เมื่อได้ไตร่ตรองเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดใน่นี้ เขาก็นับว่าเข้าใจแล้ว น้องรองคนนี้น่ะ จริงๆ แล้วปลอมเป็หมูรอกินเสือมาตลอด
เหม่ยจีเป็กุนซือหญิงข้างกายเขา หน้าตางดงาม ทั้งยังมีใจภักดียึดมั่นเพียงเขา และที่สำคัญที่สุดก็คือ คนติดตามเขามาสองปีแล้ว แต่ไม่เคยร้องขอสถานะใด นางเพียงอยากช่วยเขาควบคุมดูแลองครักษ์ลับอยู่ลับๆ มิหนำซ้ำยังช่วยเขาหาเงินได้ไม่น้อย พร้อมออกอุบายให้เขาอยู่บ่อยครั้ง สตรีที่ทั้งงดงามและเฉลียวฉลาดเช่นนี้ หากมิใช่เพราะชาติกำเนิดที่ต่ำเกินไป นางย่อมเป็ชายารองรัชทายาทได้สบายๆ
นางพูดเสียงต่ำ “องค์รัชทายาท ยามนี้หนิงอ๋องกลับมาเมืองหลวงแล้ว เขาจักต้องคิดลงมือกับคนข้างกายของพระองค์เป็แน่ และเมื่อดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ เป้าหมายของเขาต้องอยู่ที่จวนเจิ้งอ๋อง พระองค์จักต้องระวังให้มากนะเพคะ”
เจิ้งอ๋องเปรียบเป็ดังแขนข้างหนึ่งของรัชทายาท หากถูกกำจัดไป เขาจักต้องสูญเสียอย่างมหาศาล
มือของโอวหยางเทียนหัวที่กำลังเล่นกับผมของนางอยู่ถึงกับหยุดชะงัก “เ้าบอกว่าเจิ้งอ๋องจะเป็เป้าหมายแรกของโอวหยางจวินเหยียน? ”
