เฉินเกอมองไปที่จ้าวซีเหอ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
จ้าวซีเหอหันไปมองเฉินเกอผาดหนึ่ง เนื่องจากไม่ชอบหน้าอีกฝ่ายจึงไม่แสดงความสนใจอีกฝ่ายมากนัก ทำเอาเฉินเกอถึงกับต้องกำหมัดแน่น “ขอบคุณผู้กล้ามากที่ช่วยชีวิต”
“ไม่เป็ไร แค่บังเอิญเท่านั้น เพียงแต่เ้าทำให้คู่หมั้นของข้าต้องลำบากไม่น้อยเลย”
จ้าวซีเหอสูดหายใจก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหนิงมู่ฉือ ไม่เจอกันหลายวันนางดูผ่ายผอมลงไม่น้อย แต่แววตายังคงใสกระจ่างเช่นเดิม ดวงหน้าก็ยังคงงดงามน่าหลงใหลเช่นเดิม เมื่อก่อนที่เขาชอบว่านางว่าหน้าตาน่าเกลียด เขาพูดโกหก
เห็นนางร้องไห้จึงยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้นาง ในใจรู้สึกเ็ป ทว่าภายนอกเขาแกล้งทำเป็ไม่สนใจ “เอาละ เลิกร้องไห้ได้แล้ว ข้าก็ยังไม่ตายไม่ใช่หรือ”
หนิงมู่ฉือพยายามกลั้นน้ำตาและเสียงสะอื้นขณะเงยหน้ามองจ้าวซีเหออย่างขลาดกลัว ครั้นหนิงมู่ฉือเห็นจ้าวซีเหอในสภาพขอบตาดำคล้ำ ท่าทางก็แลดูโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด นางรู้สึกปวดร้าวใจอย่างยิ่ง “ซื่อจื่อ ไม่พบกันนานเลยนะเ้าคะ”
นางยิ้มจนดวงตาโค้งดั่งจันทร์เสี้ยว เฉกเช่นเดียวกับดวงจันทร์บนท้องนภาในคืนนี้
นี่คือรอยยิ้มแห่งความดีใจที่ได้พบกัน แม้เฉินเกอจะเป็คนหยาบกระด้าง ก็ยังดูออกว่ารอยยิ้มนี้เป็รอยยิ้มที่มาจากใจ ทั้งสองคนดูเหมาะสมกันมาก ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงได้คิดเช่นนั้น
“ทั้งสองคน…มีความสัมพันธ์กันอย่างไร” เขาอดไม่ได้ที่จะรวบรวมความกล้าถามออกไป
สิ้นเสียง จ้าวซีเหอก็ดึงหนิงมู่ฉือเข้าไปกอด มองเฉินเกออย่างท้าทาย “ถึงขนาดนี้แล้ว เ้ายังดูไม่ออกอีกหรือ”
เฉินเกอมองแววตาท้าทายของจ้าวซีเหอก่อนจะหันไปมองหนิงมู่ฉือที่เอาแต่ก้มหน้า เขารู้สึกเศร้าใจยิ่ง “ฉือเอ๋อร์ คนผู้นี้คือ…”
หนิงมู่ฉือเงยหน้ามองจ้าวซีเหอด้วยสายตาสับสนลังเล ครั้นเห็นจ้าวซีเหอมองมาที่นางอย่างอยากจะบอกว่า บอกอีกฝ่ายไปสิ นางก้มหน้าลงไปอีกครั้ง เอาแต่นิ่งเงียบ “…”
นี่มันท่าทางแบบใดกัน?
จ้าวซีเหอเห็นท่าทางเช่นนั้นของหนิงมู่ฉือก็ไม่สบอารมณ์ยิ่ง เขาอุตส่าห์ช่วยนางออกมาจากฝูงหมาป่าอย่างยากลำบาก นางกลับไม่แม้แต่จะไว้หน้าเขา หรือนางยังโกรธเขาอยู่
เขาจับแขนหนิงมู่ฉือเอาไว้แน่น “เ้าทำเยี่ยงนี้หมายความว่าอย่างไร เ้าเป็อะไรกับเขา เหตุใดจึงต้องอธิบายให้เขาฟังด้วย”
หนิงมู่ฉือรู้สึกเจ็บแขนที่ถูกจับ เมื่อครู่ด้วยความที่รีบปีนต้นไม้ที่แขนจึงได้แผลมาหนึ่งแผล มีเืไหลซึมออกมาเล็กน้อย ตอนนี้ยังมาถูกบีบแขนเอาไว้อีก ทำให้นางรู้สึกเจ็บอย่างยิ่ง
นางสูดปาก ยิ่งดึกลมในป่ายิ่งพัดแรง แสงจากดวงจันทร์ส่องลงมาเพียงน้อยนิด จึงยิ่งทำให้ใบหน้าของนางดูซีดขาวยิ่งขึ้นไปอีก
จ้าวซีเหอมองไปที่แขนของหนิงมู่ฉือ เมื่อเห็นรอยถลอกมากมาย ทั้งรู้สึกสงสารและปวดใจ เขาดึงแขนนางเข้าหาตัวมากยิ่งขึ้น ก่อนจะพานางก้าวเดินไปข้างหน้า
“ซื่อจื่อ จะไปที่ใดเ้าคะ” นางเอ่ยถามเสียงเบา ั้แ่ได้เจอจ้าวซีเหอ นางรู้สึกหม่นเศร้าอย่างบอกไม่ถูก จะบอกว่าใ มันก็ยังห่างอีกไกล
จ้าวซีเหอเดินนำอยู่ด้านหน้าไม่พูดไม่จา เฉินเกอเห็นหนิงมู่ฉือมีสีหน้าไม่ยินยอมจึงขมวดคิ้วพร้อมกับเดินตามไป
จ้าวซีเหอเห็นเฉินเกอเดินตามมาด้านหลังรู้สึกรำคาญใจยิ่ง หันไปถลึงตาใส่ “น้องชาย เ้าอยากจะตามไปชมเื่สนุกของพวกเราสองสามีภรรยาหรือ”
เฉินเกอมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ใบหน้าขึ้นสีเข้ม ก่อนที่สายตาจะหันไปมองหนิงมู่ฉือ เขารู้ดีว่านางเองก็มีความลำบากของตัวเองเช่นกัน เขาเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ “ข้าไม่รู้ว่าท่านมีสัมพันธ์อย่างไรกับฉือเอ๋อร์ แต่ท่านกำลังทำให้นางเจ็บ!”
หนิงมู่ฉือพยายามสะบัดมือให้หลุดจากการเกาะกุมของจ้าวซีเหอ ทว่าเขาจับมือนางเอาไว้แน่น นางทำหน้าลำบากใจขณะถอนหายใจ “ซื่อจื่อ ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ท่านควรอยู่นะเ้าคะ”
จ้าวซีเหอชะงักนิ่ง เขาอุตส่าห์มาช่วยชีวิตนาง แต่นางกลับจะไล่เขาไป ช่างเป็สตรีที่ใจร้ายใจดำเสียจริง!
จ้าวซีเหอยิ้มเจื่อน บรรยากาศเปลี่ยนเป็น่าอึดอัดในทันใด “หนิงมู่ฉือ ข้ามาเพื่อตามหาเ้า!”
หนิงมู่ฉือถึงกับตาโตด้วยความคาดไม่ถึง นางพูดอันใดออกไป เมื่อครู่จ้าวซีเหออุตส่าห์ช่วยชีวิตนางเอาไว้แท้ๆ
เฉินเกอที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นบรรยากาศกระอักกระอ่วน จึงกระแอมออกมาสองที่ “ที่นี่ตอนกลางคืนไม่ค่อยปลอดภัยนัก ออกจากป่านี้แล้วค่อยพูดคุยกันเถอะ”
หนิงมู่ฉือเพิ่งรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่นางปฏิบัติเกินไปกับจ้าวซีเหอ ในใจจึงรู้สึกผิด จู่ๆ ในป่าก็เกิดหมอกจางๆ นางมองหมอกเหล่านี้ด้วยใจหวาดหวั่น
“แย่แล้ว พวกเราต้องรีบออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้ หากหมอกหนา พวกเราจะเดินออกจากป่าลำบาก” เฉินเกอขมวดคิ้วขณะมองไปรอบๆ แล้วก็ต้องพบว่า ทางที่พวกเขาเดินเข้ามาในป่ามันเปลี่ยนไป
จ้าวซีเหอขยี้ตา ก่อนจะหรี่ตาลง แววตาดอกท้อราวกับมีความสามารถพิเศษเพิ่มขึ้นมา หนิงมู่ฉือมองท่าทางของจ้าวซีเหออย่างแปลกใจ
“ไปทางตะวันออกเฉียงใต้” จ้าวซีเหอยกริมฝีปากอย่างมั่นใจ
เฉินเกอมองไปยังทิศทางที่จ้าวซีเหอบอก เส้นทางประเดี๋ยวปรากฏประเดี๋ยวหายไป อีกทั้งยังไม่มีสิ่งใดมายืนยันได้ว่าเส้นทางนี้จะเป็ทางเดินออกจากป่า “รู้ได้อย่างไรว่าทางนั้นคือทางออก”
เฉินเกอมองจ้าวซีเหออย่างแปลกใจ หาได้มีแววเคารพนับถือแต่อย่างใดไม่
“เพราะม้าของข้ารออยู่ข้างนอก เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงร้องของมัน มันคงจะหิวแล้ว อีกอย่างข้าโรยเครื่องเทศไว้ตามทาง เวลาลมพัดก็จะนำพากลิ่นจากทิศทางที่ข้าเดินเข้ามามาด้วย” จ้าวซีเหอยิ้มก่อนจะเดินไปทางตะวันออกเฉียงใต้
หนิงมู่ฉือเดินตามไปอย่างเงียบๆ ที่แท้คุณชายผู้เสเพลแห่งเมืองหลวงก็มีด้านนี้กับเขาเหมือนกัน ใช่ว่าจะไม่เอาถ่านเสียทีเดียว
ระหว่างทางหนิงมู่ฉือพบเจอสัญลักษณ์ที่ถูกทิ้งไว้ไปตลอดทาง นางยิ้มอย่างดีใจพลางเอ่ยว่า “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ทางนี้ถูกแล้ว สัญลักษณ์นี้เป็ข้าที่ทิ้งเอาไว้ตอนเดินเข้ามา เป็ทางนี้แหละถูกต้องแล้ว”
จ้าวซีเหอได้ยินเสียงพูดคุยอย่างดีอกดีใจระหว่างหนิงมู่ฉือกับเฉินเกอ สีหน้าเขาเ็าก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ไม่ง่ายเลยกว่าทั้งสามคนจะเดินออกมาจากป่ามาได้ หนิงมู่ฉือมองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางนภา ในใจโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ทั้งรู้สึกยินดีที่รอดพ้นความตายมาได้ นางยิ้มจนตาหยีกลายเป็เส้นตรง
จ้าวซีเหอทรุดนั่งลงข้างก้อนหินด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์ ยิ่งเห็นหนิงมู่ฉือเดินคู่มากับเฉินเกอ ใบหน้ายิ่งเ็ามากยิ่งขึ้น
