“เผาผลาญเืลม”
เมื่อค้างคาวผีโจมตีมา แววตาของหลินเข่อจู๋ก็เด็ดเดี่ยวขึ้น นางไม่เสียดายค่าตอบแทนใดใดที่จะเผาผลาญเืลมทั่วร่างของตัวเองแล้วส่งไปยังดาบผลึกเพลิง ฟาดฟันดาบที่ทรงพลังอานุภาพออกไปเพื่อผ่าจิตอสูรค้างคาว เป็การโจมตีครั้งสุดท้าย
หลินเข่อจู๋ยอมทุ่มสุดชีวิต เยี่ยเฉินเฟิงโยนกระบี่เมฆาสีชาดที่พังยับเยินทิ้งไปแล้วหยิบกระบี่หักปริศนาออกมาและอัดครึ่งก้าวอำนาจกระบี่ลงไปในกระบี่หักโดยไม่สนใจอันตรายใดใด เพื่อผลักดันกระบี่หักในการโจมตี
หลังจากผสานกับครึ่งก้าวอำนาจกระบี่ที่เยี่ยเฉินเฟิงอัดใส่เข้ามา กระบี่หักก็เกิดปฏิกิริยาขึ้น เยี่ยเฉินเฟิงััได้อย่างชัดเจนว่าผนึกตรงด้ามของกระบี่หักมีร่องรอยของการพังทลายออกมา
“ชิ้ง!”
แสงเจิดจ้าแสบตาสว่างวาบขึ้นมา ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงผลักดันครึ่งก้าวอำนาจกระบี่ลงไปอย่างเต็มที่ กระบี่หักเปล่งประกายลำแสงดาบอันคมกริบออกมา เสียงตัดผ่านอากาศแสบแก้วหูดังก้อง ฟาดฟันไปทางค้างคาวผีด้วยอานุภาพดุดัน
“ตูม ตูม!” เสียงะเิดังขึ้นติดต่อกันสองครั้ง
เงาเพลิงคีรีดาบ ครึ่งก้าวอำนาจกระบี่เข้าโจมตีใส่จิตอสูรค้างคาวผีตามลำดับ ก่อเกิดเป็คลื่นั์สูงเทียมฟ้าที่กลืนกินไปรอบด้าน สั่นะเืจนอากาศรอบข้างปั่นป่วนอย่างรุนแรง
เมื่อรับมือกับการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดจากทั้งสองคน พลังิญญาสีม่วงของจิตอสูรค้างคาวก็อ่อนบางลงหลายส่วน โดยเฉพาะลำแสงดาบที่เยี่ยเฉินเฟิงผลักดาบครึ่งก้าวอำนาจกระบี่ไปรวมกัน ที่สามารถทำลายร่างิญญาของจิตอสูรค้างคาวผีได้ด้วย ทำให้ชายสวมหน้ากากถูกพลังิญญาสะท้อนกลับไปเล็กน้อย
เมื่อร่างิญญาเสียหาย ค้างคาวผีที่โกรธจัดก็กางปีกอันกว้างใหญ่ออกอย่างกะทันหันแล้วตัดเงาเพลิงคีรีดาบและลำแสงกระบี่จนขาดทั้งอย่างนั้น และพ่นลำแสงิญญาสีม่วงใส่เยี่ยเฉินเฟิงและหลินเข่อจู๋ติดต่อกันเพื่อโจมตีใส่พวกเขา
“หลบเร็ว!”
เมื่อลำแสงสีม่วงโจมตีเข้ามา เยี่ยเฉินเฟิงก็ใช้เคลื่อนย้ายเงาพรายพลิ้วกายหลบทันที กลายรูปลักษณ์เป็ร่างเงาเลือนรางที่มีความเร็วสูง แล้ววูบหลบลำแสงสีม่วงที่โจมตีมาได้อย่างเฉียดฉิว
ส่วนหลินเข่อจู๋ที่เพิ่งเผาผลาญเืลมและโจมตีกระบวนท่าร้ายแรงออกไปกลับหลบเลี่ยงไม่ทัน จึงถูกลำแสงสีม่วงโจมตีเข้ากลางอก ชุดเกราะด้านในเสื้อผ้าถูกทำลายจนแตกละเอียด พ่นเืออกมากระอักใหญ่ กระเด็นหล่นไปไกลหลายสิบเมตร สลบเหมือดไปในทันที
“ไม่คิดเลยว่าเ้าจะแข็งแกร่งขนาดนี้” ชายสวมหน้ากากเอ่ยขึ้นหลังยับยั้งเืลมที่ปั่นป่วน ดวงตาดุร้ายมองเยี่ยเฉินเฟิงที่ถือกระบี่หักในมือ เอ่ยขึ้นด้วยจิตสังหารคุกรุ่น
“ดูเหมือนท่านจะาเ็อยู่ไม่น้อย ไม่งั้นด้วยพลังของพวกเราสองคนคงทำอะไรท่านไม่ได้หรอก” เยี่ยเฉินเฟิงกล่าวขึ้นด้วยดวงตาวาววับ ด้านหนึ่งควบคุมพลังของสมองกลืนเทวะให้ทำลายอักขระอาคมที่อยู่ในดาบ อีกด้านก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำเพื่อถ่วงเวลา
“ไอ้หนู เ้ารู้มากเกินไปแล้ว แบบนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรกับเ้าเลยสักนิด”
ชายสวมหน้ากากผสานจิตอสูรค้างคาวเข้าสู่ร่างกาย ก้าวย่างอันหนักหน่วงเหยียบย่างตรงไปหาเยี่ยเฉินเฟิง
แม้ว่าเขาจะเดินช้ามาก แต่ทุกก้าวที่ย่ำออกมาร่างกายก็จะแผ่พลังดุดันเพิ่มขึ้นทุกครั้ง พลังมหาศาลกดดันจนเยี่ยเฉินเฟิงรู้สึกหายใจยากลำบากขึ้นทุกที
“ผู้าุโ หากข้าสามารถพาคนมาให้ท่านได้เยอะกว่านี้ ไม่ทราบว่าจะปล่อยข้าไปได้หรือไม่” เยี่ยเฉินเฟิงเอ่ยอย่างยากลำบากเนื่องจากลมหายใจติดขัด พยายามถ่วงเวลาให้นานที่สุด
“ไม่ได้”
แม้พลังของเยี่ยเฉินเฟิงจะไม่สูงนัก แต่ชายสวมหน้ากากปีศาจก็ััได้ว่าบนร่างของเขามีกลิ่นอายอันตรายอยู่ จึงเอ่ยขึ้นด้วยจิตสังหารพวยพุ่ง
“ผู้าุโ...”
“เ้านี่พูดมากเสียจริงเชียว ยอมตายแต่โดยดีก็พอแล้ว”
ชายสวมหน้ากากตัดบทของเยี่ยเฉินเฟิง มือขวาสะบัดหนึ่งครา กรงเล็บภูตพรายก็ปรากฏขึ้นมา พุ่งตะปบใส่หน้าอกของเยี่ยเฉินเฟิงพร้อมเสียงกรีดอากาศแสบแก้วหู คิดจะฉีกหัวใจของเขาให้แหลกเป็ชิ้นๆ
“ใครจะตายก็ยังไม่แน่หรอก”
เยี่ยเฉินเฟิงะเิเสียงออกมา สองมือกุมกระบี่หักแน่นพลางยกขึ้นฟาดฟันไปทางกรงเล็บภูตพรายด้วยพลังผ่าฟ้า
ครู่ต่อมา อำนาจกระบี่ของกระบี่หักที่ถูกปิดผลึกอยู่ก็เปล่งแสงออกมา โจมตีทะลุกรงเล็บภูตพรายท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของชายสวมหน้ากากปีศาจ ฟาดฟันอำนาจที่หนักราวสามพันจินไปทางชายสวมหน้ากาก
ชายสวมหน้ากากไม่คิดเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะสามารถปลดปล่อยกระบี่ที่น่ากลัวเช่นนี้ได้ บวกกับระยะห่างระหว่างพวกเขามันใกล้มาก เขาจึงไม่อาจหลบพ้นได้เลย
“ค้างคาวผี!”
เมื่ออยู่ในภาวะคับขัน เขาจึงเรียกจิตอสูรค้างคาวผีออกมา คิดจะต้านทานพลังโจมตีของอำนาจกระบี่สะท้านฟ้าให้ได้
แต่อำนาจกระบี่ของกระบี่หักหลังจากปลดผนึกแล้วน่ากลัวเกินไป แสงสีม่วงที่แผ่ออกมาจากค้างคาวิญญาจึงต้านเอาไว้ไม่อยู่
“ฉึก!”
เสียงฉีกกระชากของบางอย่างดังขึ้นอย่างแปลกประหลาด อำนาจกระบี่สะท้านฟ้าฟาดฟันจิตอสูรค้างคาวอย่างไม่ยั้งไมตรี พลังอำนาจที่เหลือตัดผ่านร่างของชายสวมหน้ากาก จนร่างของเขาถูกผ่าแยกออกเกือบเป็สองท่อน เืจำนวนมากไหลออกมาราวกับบ่อน้ำพุเจิ่งนองเต็มพื้น
“อำนาจกระบี่ที่ถูกปิดผนึกไว้ของกระบี่หักไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”
เมื่อมองร่างที่ทรุดลงกลางกองเืเหลือชีวิตอยู่เพียงแค่ครึ่งเดียวของชายสวมหน้ากาก เยี่ยเฉินเฟิงที่รอดจากวิกฤตมาได้ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก หากอำนาจกระบี่โจมตีพ่ายแพ้ เขาคงจะรอดชีวิตออกไปได้ยาก
ที่สำคัญกว่านั้นคือกระบี่หักไม่มีอันตรายแอบแฝงอีกแล้ว วันหน้าเขาก็จะสามารถซ่อมแซมอักขระอาคมที่เสียหายของกระบี่หักได้อย่างสบายใจ แล้วนำมันมาใช้เป็อาวุธประจำกาย
“อำ...อำนาจกระบี่เช่นนั้น ด้วยพลังของเ้าเหตุใดมันถึงได้มีอานุภาพเช่นนั้นได้ เ้าเป็ใครกันแน่?”
ชายสวมหน้ากากปีศาจไม่คิดไม่ฝันเลยว่าตนเองจะต้องมาตายด้วยน้ำมือของเยี่ยเฉินเฟิง เอ่ยขึ้นอย่างสิ้นหวัง
“ข้าเป็ใครไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือเ้าเป็ใครมากกว่า?”
เยี่ยเฉินเฟิงมองชายสวมหน้ากากที่หอบหายใจรวยระริน รู้สึกสงสัยในตัวตนของเขาเป็อย่างมาก
“ไม่คิดเลยว่าชีวิตของข้าที่ท่องทุกสารทิศ สุดท้ายจะต้องมาตายด้วยน้ำมือของคนรุ่นหลังเช่นเ้า” ชายสวมหน้ากากเอ่ยขึ้นอย่างทอดถอนใจ “ดูเหมือน์คงอยากจะกำจัดข้าทิ้งจริงๆ”
กล่าวจบ ชายสวมหน้ากากที่รู้ว่าอย่างไรก็ต้องตายจึงคิดจะะเิร่างตัวเอง
ทันใดนั้น ลำแสงดาบคมกริบก็ปรากฏขึ้นบนกระบี่หักอีกครั้ง กระบี่ถูกฟาดใส่แขนซ้ายที่ยังเหลืออยู่เพียงข้างเดียวของเขา ความเ็ปแสนสาหัสส่งผลให้เขากรีดร้อง ความคิดที่จะฆ่าตัวตายเลือนหายในทันที
ครู่ต่อมา เยี่ยเฉินเฟิงก็ใช้เคลื่อนย้ายเงาพรายหายแวบไปอยู่ที่ด้านหลังของเขา ก่อนจะฟาดฝ่ามือใส่ศีรษะของอีกฝ่ายจนสลบเหมือดไป
“ทักษะกลืนิญญา กลืนกิน!”
พลังกลืนกินปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือของเยี่ยเฉินเฟิง แทรกลึกเข้าไปในห้วงสมองของชายสวมหน้ากากทะลักเข้าไปในห้วงิญญาส่วนลึก แล้วกลืนกินจิตอสูรค้างคาวผีอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้น พลังิญญาอันเข้มข้นก็ไหลทะลักเข้าเส้นลมปราณทั่วร่างของเขา เพิ่มพลังที่แท้จริงของเขาให้สูงขึ้นพร้อมๆ กับการหลอมอวัยวะทั้งหมด
“พลังิญญาเข้มข้นมาก คนผู้นี้อยู่ในระดับเขตแดนไหนกันแน่นะ ขนาดอยู่ในสภาพที่าเ็หนัก พอผสานร่างกับจิตอสูรค้างคาวผีแล้วถึงได้มีพลังแข็งแกร่งขนาดนี้”
เมื่อััได้ถึงพลังิญญาทั่วร่างที่เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า อวัยวะภายในเกิดการเปลี่ยนแปลงปรับแก้อย่างรวดเร็ว เยี่ยเฉินเฟิงััได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของชายสวมหน้ากากในยามที่เขายืนอยู่บนจุดสูงสุด
“พลังิญญาเต็มเปี่ยม ทะลวงผ่าน”
ประมาณหนึ่งก้านธูปผ่านไป หลังจากกลืนกินพลังิญญามหาศาลเข้าไป เยี่ยเฉินเฟิงก็รู้สึกว่าพลังิญญาของตัวเองเต็มเปี่ยม เมื่อเงื่อนไขทุกอย่างครบถ้วนแล้ว เขาก็สามารถทะลวงขึ้นสู่เขตแดนปรมาจารย์อสูริญญาระดับสี่ทันที
หลังจากทะลวงผ่านเขตแดนสำเร็จ เยี่ยเฉินเฟิงจึงทำการกลืนกินพลังิญญาในห้วงสมองของชายสวมหน้ากากอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มพูนพลังที่แท้จริงและฝึกฝนเทพดาราหกชีพจร
ผ่านไปอีกประมาณหนึ่งก้านธูป เยี่ยเฉินเฟิงก็สามารถดูดกลืนพลังิญญาของชายสวมหน้ากากได้จนหมดเกลี้ยง
ในเวลานี้เอง พลังิญญาในร่างของเขาก็กลับมาเอ่อล้นอีกครั้ง จึงสามารถทะลวงผ่านสู่เขตแดนปรมาจารย์อสูริญญาระดับห้าได้อย่างง่ายดาย
อีกทั้งอวัยวะภายในของเขาที่ดูดซึมพลังิญญาของค้างคาวโลหิตมาหกส่วน ก็สามารถหลอมอวัยวะได้ถึงหกส่วน เพียงแค่พลังกายอย่างเดียวก็สูงจนน่าใถึงสามหมื่นจินแล้ว
เมื่อใช้พลังิญญาผสานเพิ่มเข้าไป พละกำลังสูงสุดของเขาจะเพิ่มขึ้นสูงถึงหกหมื่นกว่าจิน เพียงหมัดเดียวก็สามารถต่อยปรมาจารย์อสูรมายาระดับหกให้ร่างะเิได้
หลังจากเยี่ยเฉินเฟิงควบคุมเขตแดนให้มั่นคงได้แล้ว เขาจึงไปค้นหาทรัพย์สินในตัวของชายสวมหน้ากาก ก่อนจะทำลายศพและร่องรอยหลักฐาน สุดท้ายจึงกลับมาที่ข้างกายของหลินเข่อจู๋ที่าเ็หนัก สลบไสลไม่ได้สติในสภาพเืซึมผ่านอาภรณ์ที่สวมใส่จนชุ่มโชก และเริ่มตรวจดูอาการาเ็ของนาง
