เซี่ยหรงเหยาดื่มด่ำกับรสชาติหอมหวานของขนมตรงหน้าอย่างเชื่องช้า กลิ่นชาอุ่นลอยคลุ้งในอากาศ ทว่าผ่านไปเนิ่นนาน เ้าของตำหนักก็ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง
ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ร่างบางจึงลุกขึ้น เดินเข้าไปใกล้เตียงทีละก้าว ดวงตาคู่งามจับจ้องใบหน้าชายหนุ่มที่นอนอยู่ตรงหน้า
“ช่างเป็บุรุษที่รูปงามยิ่งนัก...ในบรรดาเหล่าพี่น้องของพระองค์ ท่านหล่อเหลาที่สุดรู้หรือไม่”
ปลายนิ้วเรียวเอื้อมเข้าหาชายหนุ่มอย่างไม่รู้ตัว นางลูบไล้แนวสันกรามที่ราวกับถูกสลักจากหยกเย็น ความรู้สึกบางอย่างแล่นปราดขึ้นในอกโดยไม่ทันตั้งตัว
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง ดวงตาคมเข้มของชายหนุ่มก็พลันเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แววตาเยือกเย็นฉายประกายบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเซี่ยหรงเหยาแทบหยุดเต้น
“เอ๊ะ!...”
หญิงสาวอุทานเบาๆ พร้อมกับรีบก้าวถอยหลังด้วยความใ
ทว่าความเร่งรีบทำให้เหยียบชายกระโปรงของตนจนเสียหลัก ร่างบางล้มไปด้านหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ทับเข้ากับร่างของมู่หรงฉางชิงเต็มแรง
ริมฝีปากของทั้งสองัักันโดยบังเอิญ ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วห้องในชั่วขณะ ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
แขนแข็งแรงที่เคยวางนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มพลันขยับขึ้น ตวัดโอบรัดรอบเอวบางไว้แน่นพร้อมกับลุกขึ้นนั่ง ร่างสูงขยับเล็กน้อยเพื่อประคองนางเอาไว้ ลมหายใจของทั้งคู่ัักันในระยะใกล้จนแทบไม่เหลือช่องว่าง
ระหว่างที่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงแทบทะลุออกมานอกอก เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มพลันดังขึ้นแ่เบาใกล้ใบหู
“เ้าอาศัยโอกาสที่เปิ่นไท่จื่อาเ็ คิดจะลวนลามถึงบนเตียงเชียวหรือ...คุณหนูสี่เซี่ย” น้ำเสียงนั้นทั้งเย้าหยอก ทั้งอบอุ่น ทำใบหน้าของหญิงสาวร้อนผ่าวขึ้นในทันที
“ขออภัยเพคะ!” ร่างบางลนลานลุกขึ้น ทว่าแข้งขากลับอ่อนแรง ทำให้ล้มลงบนตักของมู่หรงฉางชิงอีกครั้ง
“เปิ่นไท่จื่อไม่เคยรู้เลยว่า คุณหนูสี่เซี่ยจะใจกล้าเพียงนี้”
เสียงทุ้มกระซิบชิดใบหู
ร่างบางในอ้อมแขนสั่นสะท้านเล็กน้อย สองชาติที่ได้เกิดมา เป็ครั้งแรกที่ถูกเกี้ยวพาเช่นนี้ เพียงได้อยู่ในอ้อมแขนบุรุษเพียงครู่ ร่างกายกลับร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก
“มะ...ไม่ใช่นะเพคะ เป็เพียงอุบัติเหตุเท่านั้น” นางรีบเอ่ยปฏิเสธเสียงสั่น
“อย่างนั้นหรือ แล้วบุตรสาวขุนนางใหญ่แห่งเป่ยิ มาทำอันใดในห้องนอนของบุรุษกัน” คำถามนั้นทำหญิงสาวพูดไม่ออก ร่างบางก้มหน้างุด เอ่ยตอบเสียงเบา
“หม่อมฉัน...นำโอสถแก้พิษมาคืนพระองค์” นางพยายามขืนตัวออกจากอ้อมแขนแกร่ง แต่กลับถูกแรงที่มากกว่ารั้งเอาไว้
“สิ่งใดที่เปิ่นไท่จื่อให้ไปแล้ว ก็ไม่คิดรับกลับคืน”
“แต่ยามนี้ร่างกายของพระองค์ทรงต้องพิษ”
“เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้น ในใต้หล้านี้ ยังไม่มีพิษใดที่ทำอันตรายเปิ่นไท่จื่อให้ถึงแก่ชีวิตได้” คำพูดกำกวมของชายหนุ่ม ทำเซี่ยหรงเหยางุนงง
“เช่นนั้นแล้ว...หม่อมฉันขอถามสักอย่างจากพระองค์ได้ไหม”
มู่หรงฉางชิงพยักหน้าเล็กน้อย เซี่ยหรงเหยาที่นั่งอยู่ในอ้อมแขนขยับกายด้วยความอึดอัด เพราะรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แข็งขืน กำลังทิ่มตำด้านหลังของนาง
เสียงทุ้มต่ำพลันเอ่ยเตือนเบาๆ
“อย่าขยับ...ไม่อย่างนั้น เปิ่นไท่จื่อไม่รับประกันว่าเ้าจะได้กลับออกไปอย่างเช่นปกติ” ร่างบางชะงักทันที ใบหน้างามแดงซ่านจนถึงปลายหู นางมิใช่คนใสซื่อเพียงนั้น จะไม่รู้เชียวหรือว่าเขาหมายถึงสิ่งใด
“แล้ว...ทำไมท่านต้องมอบโอสถเม็ดนี้ให้หม่อมฉัน” ใบหน้าของทั้งสองใกล้ชิดกันจนลมหายใจอุ่นรินรดแก้มอีกฝ่าย มู่หรงฉางชิงสบตาหญิงสาวนิ่ง ก่อนเอ่ยตอบช้าๆ
“เพราะอยากให้...ไม่มีเหตุผลใด ในใต้หล้านี้ หากเ้า้าสิ่งใด เปิ่นไท่จื่อพร้อมจะมอบให้”
คำพูดนั้นกระแทกเข้ากลางใจของนางอย่างแรง ทั้งที่เคยสัญญากับตนเองว่าจะไม่หวั่นไหวต่อชายใดอีก แต่สุดท้ายกลับต้องผิดคำพูดของตน
“ทำไมหรือเพคะ สตรีงามในใต้หล้าล้วนมีมากมาย เหตุใดต้องเป็หม่อมฉัน” มู่หรงฉางชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกนิ้วชี้ชี้ไปยังหน้าอกของตนเอง
“เปิ่นไท่จื่อเองก็ไม่รู้เช่นกัน รู้เพียงว่าในนี้...มันร่ำร้องว่าต้องเป็เ้าเท่านั้น...เป่าหนิง” ชื่อเล่นของหญิงสาวดังขึ้นแ่เบา แต่กลับสั่นะเืถึงจิติญญา
เซี่ยหรงเหยาชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้าง น้ำตาเอ่อคลอโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มยกนิ้วขึ้นเกลี่ยหยาดน้ำตาที่กำลังหลั่งรินอาบแก้ม
ชาติก่อน มู่หรงจ้านไม่รู้แม้กระทั่งชื่อเล่นของนาง ไม่รู้ว่านางชอบสิ่งใด รู้เพียง...นางเคยมีตัวตนในซอกมุมหนึ่งของชีวิตเขาเท่านั้น
“เพียงเอ่ยชื่อเล่นเท่านั้น ไยต้องหลั่งน้ำตา หรือไม่ชอบให้เปิ่นไท่จื่อเอ่ยชื่อเล่นของเ้า” เสียงทุ้มต่ำอ่อนโยนดังขึ้น แฝงรอยหยอกเย้าในที หญิงสาวส่ายหน้าแรงๆ น้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาคู่สวยสั่นระริก
“มิใช่เช่นนั้นเพคะ...เพียงแต่ดีใจเท่านั้น”
“ดีใจหรือ...ดีใจที่ถูกเรียกชื่อเล่น...” เซี่ยหรงเหยาพยักหน้าอีกครั้ง ดวงหน้าแดงระเรื่อแต่แววตากลับเปล่งประกายอบอุ่น
“เพคะ”
“เช่นนั้นจากนี้ไป เปิ่นไท่จื่อจะเรียกเ้าว่า...เป่าหนิง ตลอดไป ดีหรือไม่” หญิงสาวโผเข้ากอดชายหนุ่ม ความอบอุ่นจากอ้อมแขนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง มู่หรงฉางชิงชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
แต่เมื่อััได้ถึงแรงสั่นไหวในอ้อมแขน รอยยิ้มอ่อนโยนก็ค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลานั้น แขนแข็งแรงยกขึ้นโอบตอบอย่างแ่เบา ความเงียบงันในห้องถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นประสานกันอย่างอบอุ่นและอ่อนโยน
ทางด้านนอกตำหนัก เซี่ยชิงสือที่รออยู่ในรถม้าเริ่มนั่งไม่ติด ความกังวลค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น เมื่อเวลาล่วงเลยไปเกินครึ่งชั่วยามแล้ว น้องสาวของเขายังไม่ออกมาเสียที ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น มือกำชายเสื้อคลุมจนยับย่น
“หากอีกครู่นางยังไม่ออกมา ข้าจะบุกเข้าไปเอง” ชายหนุ่มพึมพำกับตนเองอย่างหงุดหงิด
ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิด ร่างบางของเซี่ยหรงเหยาได้เดินออกมาพร้อมกับเ้าของตำหนัก
กระทั่งในตอนที่นางจะขึ้นรถม้า มู่หรงฉางชิงยังเป็ผู้ประคองนางด้วยตนเอง ดวงตาคมหรี่ลงอย่างจับผิด ทั้งสองดูสนิทสนมกันจนพี่ชายอย่างเขาเริ่มรู้สึกไม่พอใจ รถม้าของน้องสาวแล่นออกไปช้าๆ ท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดผ่าน
“ติดตามนางไป” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ คนของจวนเซี่ยรีบรับคำแล้วเคลื่อนรถม้าไปตามคำสั่ง มู่หรงฉางชิงมองตามรถม้าที่ค่อยๆ ลับสายตา ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา ราวกับพูดกับตนเอง
“ไยพวกเ้าปล่อยให้ว่าที่พี่ภรรยาของเปิ่นไท่จื่อนั่งรอด้านนอกในอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้” สืออีที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับเหลือบตามองนายเหนือหัวของตนอย่างอดไม่ได้
ท่านช่างหน้าไม่อายนัก คนเขายังมิได้ตกลงแต่งงานกับท่านเลย ไยรีบออกตัวแรงถึงเพียงนั้น รอจิ้งจอกเฒ่าเซี่ยยอมรับก่อนเถิด ค่อยเรียกผู้อื่นว่าพี่ภรรยา สืออีแอบคิดในใจ
“มีสิ่งใดก็พูดมา มองเปิ่นไท่จื่อเช่นนี้ เงินเดือนก็ไม่ขึ้นหรอกนะ”
เสียงทุ้มของมู่หรงฉางชิงดังขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง
“ปะ...เปล่าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงคิดว่า...ครั้งหน้าถ้าคุณชายสามเซี่ยมารอคุณหนูสี่เซี่ย ควรยกน้ำชาและของว่างดีหรือไม่”
สืออีรีบเอ่ยแก้ตัวเสียงสั่น
“หึ! ลื่นเป็ปลาไหล” มู่หรงฉางชิงหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนสะบัดชายแขนเสื้อ หันหลังกลับเข้าตำหนักไปอย่างอารมณ์ดี
สืออีมองตามแผ่นหลังของนายเหนือหัว พลางถอนหายใจยาว ดูท่าครั้งนี้ องค์รัชทายาทของข้า คงตกหลุมรักเข้าอย่างจังเสียแล้ว
ต่อมา รถม้าของเซี่ยชิงสือไล่ตามรถม้าของน้องสาวทันที่หน้าหอจิ่วโหรว ร้านขายผ้าชื่อดังในย่านการค้าอันคึกคักของเมืองหลวง
เสียงล้อไม้บดกับพื้นหินดังแ่เบา ก่อนที่ร่างบางในชุดผ้าไหมสีอ่อนจะก้าวลงมาอย่างสง่างาม แต่ยังไม่ทันได้เดินเข้าไปในร้าน เงาร่างสูงของพี่ชายก็พุ่งออกมาขวางเสียก่อน
