บทที่ 6 สิบอันดับแรกแห่งทำเนียบเทียนจื้อ
ยามอรุณรุ่งสาดแสง หลี่ชิงชิวออกจากห้องแต่เช้าตรู่เพื่อปลุกเหล่าศิษย์น้องให้มาฝึกซ้อมยามเช้าพร้อมกัน
เพียงหนึ่งคืนผ่านไป ภายในลานเรือนก็มีหิมะทับถมจนหนาเตอะ จางยวี่ชุนและหลีตงเยว่ตื่นขึ้นมาหวาดกวาดหิมะก่อนใครเพื่อน
หลี่ชิงชิวบอกให้พวกเขาวางพลั่วลงเสีย แล้วมาฝึกวิชาก่อน
เจ็ดศิษย์พี่น้องปีนขึ้นไปบนหลังคา นั่งสมาธิเรียงแถวหน้ากระดานเพื่อดูดซับปราณม่วงพร้อมกัน ไม่นานนัก บนศีรษะของพวกเขาก็เริ่มมีไอความร้อนพวยพุ่งออกมาเบาบาง
หลี่ชิงชิวลืมตาข้างหนึ่งแอบชำเลืองมองเหล่าศิษย์น้องพลางลอบพึงพอใจในใจ
แม้พวกเขายังเยาว์วัย แต่ข้อดีคือเชื่อฟังคำสั่ง การสั่งสอนจึงไม่เหนื่อยแรงนัก สิ่งนี้ทำให้เขาเต็มไปด้วยความคาดหวังต่ออนาคตของสำนักชิงเซียว
นี่แหละคือเหล่าขุนพลชุดแรกในการสร้างตัวของเขา!
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เหล่าศิษย์ะโลงจากหลังคาเตรียมตัวไปจัดการหน้าที่ของตน หลี่ชิงชิวเรียกจางยวี่ชุนให้ติดตามเขาออกไปข้างนอกด้วยกัน
จางยวี่ชุนไม่ได้คัดค้านอะไร เพียงแต่เมื่อเห็นหลี่ชิงชิวพกกระบี่เทียนหงไปด้วย เขาก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
สองศิษย์พี่น้องเดินทอดน่องไปตามป่าเขา พลางสนทนาเื่สัพเพเหระภายในสำนักไปเรื่อยเปื่อย
เทือกเขาไท่คุนมีภูมิประเทศสูงชัน ยิ่งในยามที่หิมะปกคลุมเช่นนี้ แม้แต่หลี่ชิงชิวและจางยวี่ชุนก็ต้องเดินทางอย่างระมัดระวัง เพราะหิมะอาจถล่มหรือพื้นยุบตัวได้ง่าย
หลังจากเดินทางมาได้สิบลี้ จางยวี่ชุนก็อดใจไม่ไหวเอ่ยถามขึ้นว่า “ศิษย์พี่ พวกเรากำลังจะไปที่ใดกันแน่ขอรับ?”
หลี่ชิงชิวซึ่งเดินนำอยู่ข้างหน้าตอบโดยไม่หันกลับมามองว่า “เมื่อคืนข้าฝันเห็นเซียนมาชี้แนะ บอกว่าในละแวกทิวเขานี้มีของล้ำค่าซุกซ่อนอยู่ ในฝันนั้นมันช่างชัดเจนเหลือเกิน ข้าจึงอยากจะมาลองพิสูจน์ดู”
การสืบทอดวาสนาทำให้เขาจดจำเส้นทางได้แม่นยำ มันราวกับภาพมายาที่เขาเคยไปเดินััมาด้วยตนเองจริงๆ ในตอนนี้เขายังจำได้ติดตา ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก
“เซียนมาชี้แนะรึ?”
จางยวี่ชุนได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะสติหลุด อยากจะถามศิษย์พี่เหลือเกินว่า ‘ท่านเห็นข้าเป็คนโง่หรืออย่างไร?’
ทว่าเขาไม่เคยกล้าขัดใจหลี่ชิงชิว จึงได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้ในใจและร่วมเดินทางไปกับศิษย์พี่จอมเพ้อฝันต่อไป
หิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วเทือกเขาไท่คุน ไม่ว่าจะเดินไปไกลเพียงใดทัศนียภาพก็ดูราวกับย่ำอยู่ที่เดิม โชคดีที่ทั้งหลี่ชิงชิวและจางยวี่ชุนก้าวเข้าสู่ขั้นบำรุงปราณแล้ว พละกำลังจึงเพิ่มพูนขึ้นมาก เดินทางมาไกลขนาดนี้ก็ยังไม่รู้สึกเหนื่อยล้า
เมื่อเดินต่อมาอีกสิบกว่าลี้ ในที่สุดหลี่ชิงชิวก็หยุดฝีเท้าลง ด้านหน้าไม่มีเส้นทางไปต่อ มีเพียงหน้าผาหินที่ขนาบข้างด้วยกองหิมะจนดูคับแคบ
จางยวี่ชุนพ่นลมหายใจใส่มือให้อุ่นพลางมองไปรอบๆ แล้วถามด้วยความประหลาดใจว่า “ศิษย์พี่ ที่นี่มองอย่างไรก็ไม่เห็นเหมือนจะมีของล้ำค่าซ่อนอยู่เลย ดูท่าเซียนท่านนั้นคงไม่ขลังเสียแล้ว พวกเรากลับกันเถอะขอรับ”
หลี่ชิงชิวไม่ตอบคำ เขาเดินเข้าไปที่หน้าผาหินแล้วเริ่มลูบคลำหาบางอย่าง
ไม่นานนัก ดูเหมือนเขาจะคลำเจอจุดที่้า เขาเริ่มรวบรวมกำลังต่อยไปที่หน้าผาจุดนั้นอย่างแรง เพียงหมัดที่สาม หน้าผาหินส่วนนั้นก็แตกกระจายออก ทำเอาจางยวี่ชุนยืนอึ้ง รีบขยับเข้าไปดูใกล้ๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อหลี่ชิงชิวมั่นใจว่าไม่สามารถทำลายผนังถ้ำให้กว้างกว่านี้ได้เขาก็หยุดลง มองดูรูขนาดเท่าช่องสุนัขลอดตรงหน้าแล้วก็นิ่งเงียบไป
ในความฝันชี้ทางเขามาถึงที่นี่ ทว่าในฝันนั้นปากทางเข้ามันกว้างขวางกว่านี้มากนัก
จางยวี่ชุนโน้มตัวมองเข้าไปในรูถ้ำ ภายในนั้นมืดสนิท ทว่าััได้ถึงไอร้อนที่พุ่งสวนออกมา
“ไปเถอะ”
หลี่ชิงชิวมุดเข้าไปในรูถ้ำเป็คนแรก จางยวี่ชุนตั้งท่าจะห้ามทว่าศิษย์พี่ใหญ่ไวทายาดนัก เขาจึงได้แต่ขบเคี้ยวฟันมุดตามเข้าไป
ภายในอุโมงค์ถ้ำมืดมิดและลาดเอียงลงสู่เบื้องล่าง มีกระแสไอร้อนหมุนเวียนอยู่ทำให้ทั้งคู่รู้สึกสบายตัวขึ้นไม่น้อย และยิ่งลึกเข้าไปอุโมงค์ก็ยิ่งกว้างขึ้น ช่วยลดความอึดอัดในที่แคบลงได้มาก
หลังจากเดินทางมาได้ราวห้าจาง ในที่สุดพวกเขาก็ถึงที่หมาย
จางยวี่ชุนมุดตามหลี่ชิงชิวออกมาจากปากรูถ้ำเบื้องใน ระยะที่ะโลงพื้นไม่สูงนัก เขาจึงลงสู่พื้นได้อย่างง่ายดาย ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ปากอ้าค้างโดยไม่รู้ตัว
เบื้องหน้าคือโถงถ้ำใต้ดินอันกว้างขวาง บนผนังถ้ำฝังไปด้วยแร่หินสีน้ำเงินเงินระยิบระยับนับไม่ถ้วน ขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป เหลี่ยมคมชัดเจน ส่วนเบื้องล่างคือทะเลสาบขนาดกว้างเกือบสิบจาง ผิวน้ำสะท้อนแสงสีน้ำเงินเงินดูงดงามราวกับดินแดนมายา
ไม่ทราบว่าเป็เพราะเหตุใด ทันทีที่จางยวี่ชุนก้าวเข้ามาที่นี่ เขาก็รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย จิตใจสดชื่นแจ่มใสขึ้นทันที
“ศิษย์พี่ ที่นี่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยปราณิญญาแห่งฟ้าดินที่เราใช้ฝึกวิชากันทุกเช้าเลยนะขอรับ หากฝึกวรยุทธที่นี่ ลมปราณของพวกเรามิยิ่งรุดหน้าไวขึ้นหรอกรึ?” จางยวี่ชุนมองไปรอบๆ พลางถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปิดไม่มิด
“ใช่แล้ว ที่นี่คือสถานที่บ่มเพาะวิเศษสุดจริงๆ ดูท่าฟ้าจะคุ้มครองสำนักชิงเซียวของเราแล้ว”
หลี่ชิงชิวเผยรอยยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมแสร้งทำเป็ใจดีสู้เสือ
แท้จริงแล้ว ั้แ่เปิดใช้งานวาสนา เขาก็เฝ้าจินตนาการถึงภาพนี้มาตลอด สภาวะจิตใจจึงเตรียมพร้อมไว้เป็อย่างดี
ทั้งสองเริ่มเดินสำรวจไปรอบๆ พลางปรึกษาหารือกัน
“ศิษย์พี่ ระวังหน่อยนะขอรับ เผื่อที่นี่มีแมลงพิษหรือสัตว์ร้ายซ่อนอยู่จะลำบากเอา”
“ศิษย์พี่ เซียนมาเข้าฝันท่านจริงๆ รึ? หรือว่าท่านอาจารย์เคยบอกท่านไว้ก่อนกันแน่?”
“น่าเสียดายที่ที่นี่อยู่ห่างจากสำนักชิงเซียวเกินไป เดินทางไปกลับคงต้องเสียเวลาเกือบครึ่งวัน”
“ศิษย์พี่ ท่านว่าหากเราฝึกวิชาอยู่ที่นี่สักสิบปี จะกลายเป็ยอดฝีมือที่สั่นะเืยุทธภพได้หรือไม่?”
หลี่ชิงชิวตอบคำถามที่รัวมาไม่หยุดของจางยวี่ชุนอย่างขอไปที ทว่าจางยวี่ชุนก็ไม่ได้ถือสา
แม้จางยวี่ชุนยามปกติจะดูสุขุมเยือกเย็น ทว่าอย่างไรเขาก็เป็เพียงเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปี เมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่ชิงชิว เขาจึงสามารถถอดหัวโขนที่สวมอยู่ออกได้เสมอ
ทั้งสองเดินสำรวจอยู่หลายรอบจนมั่นใจว่าทางเข้าออกมีเพียงทางเดียวและไม่มีอันตรายใดๆ จึงค่อยวางใจลง
“เ้ามีความเห็นอย่างไร ต่อไปจะจัดสรรให้เหล่าศิษย์น้องมาฝึกวิชาที่นี่อย่างไรดี?” หลี่ชิงชิวเอ่ยถาม สายตาจับจ้องไปที่ทะเลสาบิญญา
จางยวี่ชุนครุ่นคิดครู่หนึ่ง “จะให้มาพร้อมกันหมดคงไม่ได้ ต้องมีคนเฝ้าสำนักชิงเซียวไว้ อีกอย่างในอนาคตข้ายังต้องรับสมัครศิษย์เพิ่ม ศิษย์พี่ขอรับ สถานที่แห่งนี้ห้ามให้คนนอกนอกจากพวกเราเจ็ดคนล่วงรู้เด็ดขาด ข้าขอเสนอให้สลับกันมาฝึกเป็คู่ คราวละหนึ่งวันสลับกันไป ท่านเห็นว่าอย่างไรขอรับ?”
หลี่ชิงชิวเหลือบมองจางยวี่ชุนพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อืม ข้อเสนอของเ้าดีมาก เ้าพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้รอบคอบ ศิษย์พี่พอใจยิ่งนัก”
จางยวี่ชุนเกาหัวพลางยิ้มอย่างเขินอาย “จากเื่เล่ายุทธภพที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟัง หลายสำนักที่กำลังน้อยแต่ยอดวิชาหรือของล้ำค่า มักจะชักนำมหันตภัยมาสู่ตนเองเสมอขอรับ”
“นั่นสินะ สำนักชิงเซียวมีเพียงพวกเรา พวกเรายังเยาว์วัยนัก ทำการสิ่งใดต้องระมัดระวัง หากเสียใครไปแม้เพียงคนเดียว พวกเราก็ยากจะทำใจยอมรับได้” หลี่ชิงชิวทอดถอนใจ
เสียใครไปรึ?
สีหน้าของจางยวี่ชุนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อเขานึกภาพหลี่ชิงชิวหรือเหล่าศิษย์น้องต้องมาจบชีวิตลงต่อหน้า เขาก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ
ไม่ได้! ข้าจะไม่ยอมให้เื่เช่นนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด!
จางยวี่ชุนเองก็เป็เด็กกำพร้า เขาถูกทอดทิ้งั้แ่อายุหกขวบ จึงมีความโดดเดี่ยวและขาดความมั่นคงในใจมาตลอด เขาเห็นหลี่ชิงชิวและคนอื่นๆ เป็ดั่งครอบครัวแท้ๆ เขาหวงแหนความผูกพันนี้ยิ่งนัก นี่คือเหตุผลที่เขายอมเหนื่อยยากเพื่อทุกคนโดยไม่ปริปากบ่น
หลี่ชิงชิวก้มเก็บหินผลึกข้างทะเลสาบขึ้นมาก้อนหนึ่ง เขาััได้ถึงปราณิญญาอันหนาแน่นภายในผลึกนั้น คราแรกเขาคิดจะพกติดตัวออกไปสักก้อน ทว่าเมื่อฉุกคิดได้ว่า แม้แต่นักบำเพ็ญเซียนมือใหม่อย่างเจียงจ้าวเซี่ยยังััปราณิญญาจากมีดสั้นเล่มนั้นได้ หากเขาพก ‘หลิงสือ’ (หินิญญา) ออกไปเช่นนี้ เกรงว่าจะชักนำภัยมาสู่ตัว
เขาจึงวางหินิญญาลงที่เดิม พร้อมกำชับจางยวี่ชุนว่า ห้ามมิให้ใครแอบนำหินิญญาที่นี่ออกไปข้างนอกเด็ดขาด
ทั้งสองไม่ได้รั้งอยู่นาน เมื่อยืนยันสถานที่แน่นอนแล้วจึงเตรียมตัวกลับไปวางแผนจัดการคน
หลังจากมุดออกจากปากถ้ำ หลี่ชิงชิวนำเศษหญ้ามาพรางตาปิดปากรูไว้ แล้วกลบด้วยหิมะอีกชั้นหนึ่งจึงค่อยจากไปอย่างวางใจ
“วันหน้าเมื่ออยู่ข้างนอกก็อย่าได้เอ่ยถึงเื่นี้ เผื่อมียอดฝีมือผ่านมาได้ยินเข้าจากระยะไกลจะยุ่งยากเอา”
หลี่ชิงชิวกำชับจางยวี่ชุนอย่างจริงจัง จางยวี่ชุนพยักหน้ารับคำ เขาเข้าใจดีถึงความสำคัญของทะเลสาบิญญาใต้พิภพแห่งนี้
ทั้งสองมุ่งหน้ากลับสู่สำนักชิงเซียวพลางสนทนาเื่อื่นไปเรื่อยๆ จางยวี่ชุนตั้งใจว่ารอให้หิมะละลายเสียก่อนค่อยลงเขาไปรับสมัครศิษย์ เพราะ่นี้หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาเกรงว่าหากพาเด็กชาวบ้านขึ้นเขามาจะเกิดอุบัติเหตุได้
หลี่ชิงชิวย่อมไม่มีข้อโต้แย้ง เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะขยายสำนักชิงเซียว สิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องยกระดับความสามารถของพวกพ้องให้สูงขึ้นเสียก่อน เพื่อที่ยามต้องติดต่อกับโลกภายนอกจะได้ไม่ประสบปัญหา
เส้นทางขากลับยังคงขรุขระเหมือนเคย รอยเท้าของพวกเขาถูกหิมะฤดูหนาวกลบฝังไปนานแล้ว
เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งทาง หลี่ชิงชิวพลันหยุดฝีเท้าลง
จางยวี่ชุนที่เดินตามหลังมาถามด้วยความฉงนว่า “มีอะไรหรือขอรับ?”
“เ้าลองฟังดูสิ” หลี่ชิงชิวกล่าวเสียงเบา
จางยวี่ชุนกลั้นหายใจตั้งใจฟังทันที ไม่นานนักเขาก็ได้ยินเสียงแ่เบาดังมาจากส่วนลึกของป่าข้างทาง
“ช่วย... ช่วยข้าด้วย...”
จางยวี่ชุนซึ่งมีตบะขั้นบำรุงปราณระดับที่ 1 เพ่งมองเข้าไปในทันที สายตาของเขาทะลุผ่านหมู่แมกไม้หนาทึบ เห็นใบหน้าคนเพียงครึ่งซีก นอนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่แผ่นหลังพิงโขดหิน กำลังมองมาที่พวกเขาทั้งสองจากระยะไกล
จางยวี่ชุนสะดุ้งโหยง ชี้ไปที่คนผู้นั้น “ศิษย์พี่ คนผู้นั้นร้องให้ช่วย พวกเราจะเข้าไปดูไหมขอรับ?”
หลี่ชิงชิวหาต้องรอให้เขาชี้ไม่ เขาสังเกตเห็นคนผู้นั้นแล้วเช่นกัน
หลังจากลังเลครู่หนึ่ง หลี่ชิงชิวก็กระซิบว่า “เข้าไปดูหน่อยเถอะ ระวังตัวด้วย อย่าปล่อยให้เขาเล่นงานเราได้”
จางยวี่ชุนพยักหน้า ทั้งคู่แหวกพงหญ้าเดินมุ่งหน้าไปหาคนผู้นั้นทันที
หยางเจวี๋ยติ่ง ผู้ซึ่งสติเริ่มเลือนราง เมื่อเห็นเด็กหนุ่มทั้งสองเดินเข้ามา ในใจก็บังเกิดความยินดีเป็ล้นพ้น
ยามที่หลี่ชิงชิวทั้งสองเดินลงเขามา เขาสังเกตเห็นจากระยะไกลแล้ว ทว่ายามนั้นเขายังมิอาจรวบรวมกำลังเรียกให้ช่วยได้ทัน จึงได้แต่เฝ้ารอคอยให้ทั้งคู่เดินย้อนกลับมา
ในขณะที่เขากำลังจะทนไม่ไหวอยู่นั้น ในที่สุดเขาก็เห็นร่างของทั้งสองอีกครั้ง
เขาใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีเค้นเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ทว่ามันก็ยังแ่เบายิ่งนัก
หลี่ชิงชิวและจางยวี่ชุนเดินเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆ หยางเจวี๋ยติ่ง โดยรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยเอาไว้ พลางสังเกตดูเขาอย่างละเอียด
ตามร่างกายของคนผู้นี้ปกคลุมด้วยหิมะ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง หนวดเครารุงรังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเื ผ้าโพกผมยาวร่วงหล่นลงมาเกือบจะหลุดออก ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะอายุราวสามสิบเศษๆ ที่หน้าท้องของเขามีแผลฉกรรจ์ เืสดๆ ถูกความเย็นจัดจนแข็งตัวไปแล้ว
จางยวี่ชุนเอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านเป็ใคร เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่?”
“ขอ... น้ำ...”
หยางเจวี๋ยติ่งมองดูพวกเขาอย่างอ่อนแรง เอ่ยขอด้วยเสียงอันแ่แผ้ว มือขวาพยายามจะยกขึ้นทว่าทำได้ยากยิ่ง
จางยวี่ชุนมองไปที่หลี่ชิงชิว เมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่พยักหน้า เขาก็หยิบกระบอกน้ำออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้หยางเจวี๋ยติ่ง
หยางเจวี๋ยติ่งที่ดูร่อแร่กลับลุกขึ้นมานั่งพรวด คว้ากระบอกน้ำไว้ได้ทันควัน เปิดฝาอย่างรุนแรงแล้วกรอกน้ำเข้าปากอั๊กๆ
จางยวี่ชุนสะดุ้งถอยหลังตามสัญชาตญาณ
หลี่ชิงชิวััได้ว่าภายในร่างของคนผู้นี้มีกระแสพลังบางอย่างหมุนเวียนอยู่ ทำให้ร่างกายของเขายังคงรักษาอุณหภูมิเอาไว้ได้บ้าง จึงสามารถทนมาได้นานถึงเพียงนี้
ยอดฝีมือที่ฝึกลมปราณภายในอย่างนั้นรึ?
หลังจากหยางเจวี๋ยติ่งดื่มน้ำอุ่นจนหมดกระบอก เขาก็เอนกายลงนอน สีหน้าดูผ่อนคลายขึ้นมาก เขามองดูหลี่ชิงชิวทั้งสองแล้วแสยะยิ้มกล่าวว่า “ขอบใจเ้าหนุ่มทั้งสองมากที่ช่วยชีวิต... ข้ามีนามว่า หยางเจวี๋ยติ่ง”
หลี่ชิงชิวและจางยวี่ชุนยังคงจ้องเขม็งไปที่เขา
หยางเจวี๋ยติ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความแปลกใจว่า “พวกเ้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของข้ารึ? ข้านี่แหละคือ ‘จอมยุทธสยบั’ หนึ่งในสิบอันดับแรกแห่งทำเนียบเทียนจื้อ (ทำเนียบฟ้า) แห่งยุทธภพแคว้นกูโจว!”
