ขณะอยู่บนรถม้าระหว่างกลับจวน่เย็น ไท่ไท่สามก็เอ่ยขึ้นว่า "ข้าไปดูในโรงครัว ทั้งสว่างโล่งและสะอาดเอี่ยมอ่อง ไม่มีที่ไหนจะสะอาดไปกว่านี้อีกแล้ว เ้าควรหัดดูผู้อื่นบ้างนะ"
พูดมาถึงตรงนี้ ก็กลอกตาใส่ฉีอัน "ปรกติก็ชอบโยนของทิ้งขว้างไปทั่ว"
หลังจากนั้นตวัดสายตามาที่เฉียวเยว่ "เ้าก็อีกคน เป็สาวเป็นาง ยังรักษาความสะอาดสู้บุรุษคนหนึ่งไม่ได้ หลังจากเขาเก็บกวาดแล้วฝุ่นสักเม็ดก็ยังไม่มี"
เฉียวเยว่ไม่เห็นว่าจะเป็ปัญหาตรงไหน "เขาเป็โรครักความสะอาด แต่ข้าไม่ได้เป็สักหน่อย ไม่เห็นจะเป็อันใดเลย"
นี่ต่างหากที่สมเหตุสมผล!
ไท่ไท่สามยังคงกลอกตาใส่บุตรสาว "เ้ามีเหตุผลให้ตนเองได้สารพัด ผู้อื่นรักความสะอาดผิดด้วยหรือ ช่างเป็บุรุษที่น่าเอ็นดูจริงๆ คนทั่วเมืองหลวงเล่าลือว่าท่านอ๋องอวี้ไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ พอได้เจอตัวจริง ไม่เห็นว่าจะไม่ดีตรงไหน ต่อไปใครพูดไร้แก่นสารทำนองนี้อีก ข้าจะสวนกลับให้เลย"
เฉียวเยว่เบิกตากว้าง อาหารเพียงแค่มื้อเดียวก็ซื้อใจมารดาของนางได้แล้ว วันนี้ยังบ่นทั้งวันว่านางเห็นแก่กิน ทว่าคนเห็นแก่กินเช่นนางยังลอยตัวอยู่ แต่พวกเขากลับถูกข้าศึกยึดอาวุธไปเสียจนเรียบแล้ว เห็นได้ชัดว่าทุกคนล้วนไม่ต่างกัน ดังนั้นต่อไปมิอาจใช้เหตุผลนี้กับนางแล้ว
เฉียวเยว่ค่อนแคะในใจไม่หยุด
"เด็กคนนี้พบจุดพลิกผันของชีวิตั้แ่เล็ก แต่กลับไม่เสียผู้เสียคน ตรงข้ามยังเป็คนที่เข้มงวดกับตนเองในทุกๆ เื่ และเขาก็ทำได้ดีมาก ชวนให้คนรู้สึกปวดใจแท้ๆ" ไท่ไท่สามเข้าข้างอวี้อ๋องอย่างเต็มที่
เฉียวเยว่ชูมือ "ท่านแม่ ตอนนี้ท่านเปลี่ยนไป เมื่อก่อนท่านเคยบอกว่าเขาเป็คนรับมือยาก อยู่ให้ห่างมากที่สุดมิใช่หรือเ้าคะ?"
"นั่นก็เพราะข่าวลือตอนนั้นทำให้ข้าไขว้เขว ประกอบกับยังไม่รู้นิสัยใจคอเขา วันนี้ได้เห็นแล้ว นอกจากรักสะอาดเกินไปหน่อย ก็ไม่มีข้อเสียอันใดเลย หากให้พูดตามตรงข้อเสียของเขาก็ยังดีกว่าพวกเ้าเยอะ" ไท่ไท่สามพูดฉาดฉานเปี่ยมไปด้วยเหตุผลจริงจัง
"ดูพวกเ้าแต่ละคนล้วนคุยโวโอ้อวดไปวันๆ โดยเฉพาะเ้า ยายหนู ขี้โม้ไปจบไม่สิ้น คนเก่งจริงไม่ต้องโม้ ดูอย่างผู้อื่นสิ ความรู้ความสามารถเหลือล้น ไม่ว่าสิ่งใดก็ทำได้ทุกอย่าง เห็นเขาคุยสักคำหรือไม่?"
เฉียวเยว่รู้สึกอยากจะเอาศีรษะไปมุดรูหนูเสียให้รู้แล้วรู้รอด!
เชอะๆๆ "นี่ใช่ท่านแม่คนเดิมอยู่หรือ"
ไท่ไท่สามหัวเราะกับคำพูดติดตลกของนาง แล้วเอื้อมมือมาหยิกดวงหน้าน้อย "ข้าว่าเป็ไปได้แปดส่วนที่เขาไร้ญาติขาดมิตรมาั้แ่เล็ก จึงโหยหาชีวิตที่มีครอบครัวที่สมบูรณ์มาโดยตลอด ส่วนเ้าก็ร่าเริงสดใส เขาถึงยอมให้เ้าอยู่ข้างกาย หาได้มีความคิดมิดีมิร้ายอันใด วันหน้าไปมาหาสู่กันมากขึ้นก็ไม่เป็ไร"
เฉียวเยว่ดวงตาเบิกกว้างจนเกือบถลน บอกตามตรง นางไม่นึกว่ามารดาจะเป็ถึงเพียงนี้
ช่างกลับลำเร็วยิ่ง แต่นี่จะไม่มีปัญหาจริงหรือ? เฉียวเยว่เอามือเท้าคางมองไปทางอิ้งเยว่ แต่พี่สาวกลับเบือนสายตาหนี พอหันไปหาฉีอัน เขาก็แกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้
เฉียวเยว่ "ฮึ้ย"
"อ้อ จริงสิ ตำราโบราณที่เ้าส่งเป็ของขวัญวันเกิดให้ท่านตาวันนี้ เ้าไปควานหามาจากไหน?"
อิ้งเยว่ถามขึ้นมา
"ก็ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดทางใต้ของเมืองที่มีสามชั้นแห่งนั้นอย่างไรเล่า" เฉียวเยว่ตอบ
อิ้งเยว่เม้มปาก เอ่ยอย่างจริงจัง "ข้าก็ไปแทบจะทุกสามถึงห้าวัน ไม่เห็นจะมี"
ร้านหนังสือทุกร้านในเมืองหลวง ไม่มีร้านไหนที่นางไม่คุ้นเคย เฉียวเยว่ได้ของล้ำค่าเ่าั้ไป แน่นอนว่านางมิได้อิจฉาริษยา เพียงแต่พอมาคิดดูอีกที ไยเถ้าแก่ไม่เก็บไว้ให้นางเล่า ครั้งหน้าจะต้องกำชับให้มากกว่านี้
เฉียวเยว่เผยสีหน้าภาคภูมิใจ "ก็เพราะข้าน่ารักเยี่ยงไรเล่า ข้าบอกลุงเถ้าแก่ไว้ว่าหากมีตำราโบราณให้เก็บไว้ให้ข้าเล่มหนึ่ง ดังนั้นทุกคราที่ข้าไปจึงได้แต่ของที่สร้างความประหลาดใจได้เสมอ ของของท่านตาส่วนใหญ่ ข้าเป็คนมอบให้ทั้งนั้น ข้าเก่งหรือไม่? คนเกิดมาน่ารักก็มักจะมีคนเอ็นดูมากเช่นนี้เอง"
พูดถึงตรงนี้ อิ้งเยว่ก็กลอกตาใส่ พลางเอื้อมมือไปหยิกแก้มเฉียวเยว่ "ข้าให้เ้าอวดหรือ"
เฉียวเยว่ "ฮึก ฮึก ฮึก ข้าไปทำอันใดให้พวกท่านเจ็บแค้นนัก แต่ละคนชอบหยิกแต่ดวงหน้าน้อยๆ ของข้า หยิกจนจะยืดหมดแล้ว น่ารำคาญยิ่งนัก"
"ท่านอ๋องอวี้ช่วยจองให้เ้าล่ะสิ?" อิ้งเยว่มานึกดูแล้วก็ลองถามหยั่งเชิง
เฉียวเยว่หัวเราะคิกคักออกมา แล้วพยักหน้ายอมรับ "ใช่สิ คราก่อนข้าไปหาตำราโบราณ พบพี่จ้านพอดี เขาบอกว่าครั้งหน้าถ้ามีของดีจะเก็บไว้ให้ก่อน รอข้าเลือกเสร็จค่อยให้ผู้อื่น หลังจากนั้นเป็ต้นมาเถ้าแก่ร้านก็จะเก็บไว้ให้ข้าก่อนเสมอ"
อิ้งเยว่พยักหน้า "อย่างนี้นี่เอง"
ดูท่านายใหญ่ที่อยู่เื้ัของร้านหนังสือแห่งนี้คงจะเป็อวี้อ๋อง กิจการในเมืองหลวงส่วนใหญ่ล้วนมีคนอยู่เื้ัทั้งสิ้น แต่รายละเอียดเป็เช่นไรยากจะบอกได้ บ้างก็เห็นแจ้งอยู่ตรงหน้า บ้างก็ไม่มีข้อมูล
"ครั้งหน้าเ้าไปก็พาข้าไปด้วย" อิ้งเยว่กล่าวขึ้นทันควัน
หากเป็เื่อื่นอิ้งเยว่ไม่ค่อยเก็บมาใส่ใจนัก แต่คนที่ใฝ่รู้อย่างแท้จริง ย่อมจะคันยุบยิบในหัวใจยากจะทานทนได้เมื่อเห็นตำราเหล่านี้ เฉียวเยว่ยกมือขึ้นโบกอย่างใจป้ำ "ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว"
ทว่าหลังจากพูดจบ ก็เอ่ยขึ้นทันทีว่า "ครานี้พี่สาวจะบอกว่าข้าเอาเงินไปซื้อแต่ของกินจนหมดไม่ได้อีกแล้ว ท่านดูสิ ข้าซื้อของมีประโยชน์ตั้งมากมาย"
อิ้งเยว่อดขำออกมาไม่ได้ แล้วลูบหัวน้องสาวทีหนึ่ง "เหตุใดทำตัวเป็เด็กน้อยเช่นนี้ ข้าไม่เชื่อว่าเ้าจะจ่ายเงินก้อนใหญ่ซื้อมาหรอกนะ"
เฉียวเยว่ "..."
ชิๆ ถูกรู้ทันจนได้ นางซื้อตำราโบราณเล่มนั้นเพียงแค่ตำลึงเดียว แน่นอนว่าหนึ่งตำลึงแท้จริงแล้วก็ไม่น้อย แต่หากพิจารณาถึงความหายาก ถึงเงินจะมีก็ใช่ว่าจะซื้อมันมาได้ ต้องมีหลายสิบตำลึงโน่น เฉียวเยว่เข้าใจเหตุผลข้อนี้ แต่ในเมื่อเถ้าแก่ยืนกรานมา เฉียวเยว่ก็ไม่ติดพันเซ้าซี้ถาม
แท้จริงแล้วนางก็ไม่ค่อยอยากไปที่นั่นสักเท่าไร เพราะเหมือนไปเอาเปรียบเขาอยู่ฝ่ายเดียว แต่นี่คือร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง เ้านายของพวกเขาก็สุดแสนจะดีเลิศ ทั้งยังมีของที่ผู้อื่นไม่มี ด้วยเหตุนี้จึงไม่ไปไม่ได้
นางเท้าคาง "ข้าตัดสินใจว่ายามว่างจะตัดอาภรณ์ให้พี่จ้านสักชุด"
พรืด!
อิ้งเยว่สำลักทันควัน หันมาถามโดยตรง "เพื่ออันใด?"
"ข้าเอาเปรียบผู้อื่นบ่อยครั้ง ไม่ดีอย่างยิ่ง อีกอย่างหากข้าให้เงินเขาคงได้แต่ทำสีหน้าเยาะหยันกลับมา ดังนั้นทำอะไรที่ใช้ความสามารถสักหน่อยจะดีกว่า"
เฉียวเยว่เป็เช่นนี้เอง ทุกคราที่ทำให้คนรู้สึกว่าตนเองแก่นแก้วซุกซน นางก็จะนำความรักความอ่อนโยนมาให้คนผู้นั้นได้อุ่นใจด้วย
ไท่ไท่สามถอนหายใจ "ฝีมืออย่างเ้ากล้าไปตัดชุดให้ผู้อื่นด้วยหรือ เหตุใดไม่บอกว่าเ้าเหาะขึ้น์ได้เสียเลยเล่า?"
เฉียวเยว่ "..."
นี่มารดานางหรือ ไฉนกลั่นแกล้งนางเยี่ยงนี้เล่า
เฉียวเยว่แค่นเสียงเอ่ยอย่างฉุนเฉียว "ข้าจะทำให้ได้"
ไท่ไท่สามคะเนว่ากว่าชุดนี้จะตัดเสร็จคงอีกสองปี รู้สึกเห็นอกเห็นใจท่านอ๋องอวี้หรงจ้านที่จะได้รับของขวัญประหลาดชิ้นนี้
ขณะนั้นเองหรงจ้านก็จามไม่หยุด
"ท่านอ๋องไม่สบายหรือไม่? ข้าน้อยจะไปเชิญท่านหมอมาตรวจให้นะพ่ะย่ะค่ะ" ซื่อผิงเอ่ย
หรงจ้านชำเลืองมองถุงเหอเปารูปกระต่ายบนโต๊ะแล้วส่ายหน้า "ไม่ต้อง ข้ารู้สึกว่าถูกนินทาอยู่ลับหลัง"
ซื่อผิงก็มองไปที่ถุงเหอเปากระต่ายใบนั้น รู้สึกอย่างแท้จริงว่าไม่เข้ากับท่านอ๋องของพวกตนสักนิด ทว่าท่านอ๋องทรงชอบก็ดีไป
หรงจ้านค่อยๆ เอ่ยถาม "คณะทูตซีเหลียงจะเข้าเมืองเมื่อไร?"
"เที่ยงตรงวันมะรืนพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับในวัง่พลบค่ำ"
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่งแล้วถามว่า "ท่านอ๋องทรงเห็นว่า...?"
หรงจ้านลุกขึ้น ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายดุดันขึ้นหลายส่วน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ข้าไม่อยากไปสังสรรค์กับพวกเขา แต่เมื่อผู้อื่นส่งตนเองมาถึงที่ เช่นนั้นก็ไปสนุกสักหน่อยแล้วกัน"
สีหน้าของหรงจ้านบูดบึ้งยิ่งกว่าเดิม
"ผู้นำคณะทูตมาครานี้คือองค์ชายเก้าแห่งซีเหลียงพ่ะย่ะค่ะ" ซื่อผิงรายงานอย่างจริงจัง
สีหน้าของหรงจ้านไม่เปลี่ยนสีแม้แต่ส่วนเสี้ยว ยังคงเฉยเมย "มู่หรงจิ่วมาแล้วอย่างไร ข้าต้องกลัวเขาด้วยหรือ? หกปีก่อนที่ซีเหลียงเขาพ่ายให้แก่ข้า ตอนนี้จะมาเอาชนะข้าที่ต้าฉีงั้นหรือ น่าขันสิ้นดี"
ซื่อผิงเข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี ทว่ายังคงเกลี้ยกล่อม "ท่านอ๋องพึงระวังไว้ก่อนอย่าประมาท"
หรงจ้านยิ้มเยาะ "จุดนี้ ข้ารู้ดียิ่งกว่าเ้า
ภายในห้องเงียบไปชั่วขณะ แล้วจู่ๆ เขาก็หันไปออกคำสั่งกับซื่อผิง "คนที่เ้าส่งไปจับตาิ่จื้อรุ่ยไม่พบสิ่งผิดสังเกตอันใดเลยรึ?"
ซื่อผิงส่ายหน้า "ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ คุณชายิ่ปรกติดีทุกอย่าง"
"อย่าให้มู่หรงจิ่วเข้าใกล้ิ่จื้อรุ่ยได้เป็อันขาด ข้าไม่อยากให้พวกเขาพบกัน" หรงจ้านทำสีหน้าจริงจัง
"แต่การแข่งขันในอีกไม่ช้านี้... ฝ่าาทรงมีพระประสงค์ให้ประลองการต่อสู้ ิ่จื้อรุ่ยความสามารถโดดเด่นถึงเพียงนั้น เป็ไปไม่ได้ที่จะไม่เข้าร่วม"
"ช่วยข้าส่งจดหมายให้กูไหน่ไน [1] นางรู้ดีที่สุดว่าควรทำเช่นไร ย่อมจะจัดการได้"
หรงจ้านหลุบสายตาเขียนจดหมาย แต่ใบหน้ากลับยกยิ้ม "จะว่าไปก็น่าสนใจดี คิดว่าคณะทูตเข้าเมืองมาครานี้ ต้องมีละครฉากใหญ่ที่น่าชมไม่น้อย" เขาพูดไปก็เขียนไปไม่หยุด ราวกับไม่ใส่ใจ "ครานี้เจินกูกูมาด้วยหรือไม่?"
แม้ว่าหรงจ้านจะไม่ใส่ใจว่ามีผู้ใดมาพร้อมกับคณะทูตและมิเคยถามั้แ่ต้น แต่ดูเหมือนว่าจะสามารถควบคุมทุกอย่างให้อยู่หมัดโดยไม่เอนเอียงแม้แต่ส่วนเสี้ยว
ซื่อผิงพยักหน้า "ไม่ผิดพ่ะย่ะค่ะ ครานี้องค์หญิงหนิงอันก็อยู่ในกลุ่มคณะทูต ผู้ที่รับผิดชอบการเดินทางครานี้คือองค์ชายสี่ ในฐานะชายาองค์ชายสี่และองค์หญิงหนิงอันแห่งต้าฉี จะต้องทรงเดินทางมาพร้อมกันอย่างแน่นอน นับว่าเป็การประนีประนอมความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย"
หรงจ้านเก็บจดหมายใส่ซอง แล้วถอนหายใจ "คนเราสมัยนี้มักชอบหลอกตนเอง ทั้งสองฝ่ายแทบจะบีบคอห้ำหั่นกันให้ตาย แต่ก็ยังต้องแสร้งทำเป็ว่าดีต่อกันอยู่ มาช่วยประนีประนอม? ประนีประนอมอันใดกัน กลัวว่าฝ่ายตรงข้ามจะตายเร็วสิไม่ว่า"
รอยยิ้มของหรงจ้านราวกับอาบด้วยสายลมวสันต์ มองอยู่ไกลๆ ให้ความรู้สึกเหมือนคุณชายผู้อ่อนโยนไร้พิษภัย แต่ถ้อยคำกลับมีแฝงความจงเกลียดจงชังอยู่หลายส่วน "เมื่อก่อนเจินกูกูเป็คู่ครองในฝันของใครหลายคน กลับมาครานี้ คนที่เคยชื่นชมหลงใหลนางเ่าั้ก็คงจะตื่นราวกับฝูงเป็ดกระมัง" สายตาของเขาเหี้ยมเกรียมขึ้น แล้วเอ่ยช้าๆ "ไม่ว่านางจะเป็เช่นไร สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่สำคัญ สำคัญคือหากมีใครรังแกคนของข้า ข้าก็ไม่สนว่านางจะเป็ท่านอาหรือไม่ใช่"
แววตาดุดันขึ้นมาทีละน้อย ก่อนจะเช็ดน้ำหมึกบนมือแล้วโยนผ้าทิ้งออกไป
...
เฉียวเยว่อ่านพลางชี้ไปที่หนังสือตี่เป้า [2] "ด้วยเหตุนี้ตอนนั้นองค์หญิงต้าฉีของพวกเราจึงต้องอภิเษกสมรสไปซีเหลียงหรือ?"
นางนึกว่าแคว้นที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรจะไม่ต้องมีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีแล้วเสียอีก ที่แท้ก็ไม่ใช่?
"ใช่แล้ว ทรงอภิเษกออกไป พระสนมลี่เฟยในวังก็เป็ชาวซีเหลียง ทรงเป็องค์หญิงแห่งซีเหลียง" อิ้งเยว่ตอบ
เฉียวเยว่เอามือเท้าคาง "ที่แท้เป็เช่นนี้นี่เอง ข้าไม่รู้อะไรเลย ดูเถอะ พวกท่านชอบว่าข้าสอดรู้สอดเห็น แท้จริงแล้วแต่ละคนก็เป็เหมือนกันหมดนั่นแหละ ไม่เหมือนข้าปิดสองหูไม่ฟังข่าวภายนอก มุ่งมั่นอ่านตำราเพียงอย่างเดียว"
อิ้งเยว่ "อย่าขี้โม้นักได้หรือไม่?"
เฉียวเยว่ส่ายหน้าอย่างจริงจัง "ขออภัย คงไม่ได้"
...
[1] กูไหน่ไน หมายถึงอาหญิง หรือป้า และใช้เรียกสตรีในตระกูลที่ออกเรือนแล้ว
[2] ตี่เป้าคือรายงานข่าวแบบสรุปย่อคล้ายหนังสือพิมพ์ในยุคปัจจุบัน
