บทที่102 ปิดบัญชีแค้นep2
หลินเสี่ยวหลานส่งพลังในมือเข้าประสานเป็สะพานแสงระหว่างนางกับไป๋อิงเซียน ซฺส์ส์... เสียงพลังงานแผ่ซ่านเป็คลื่น จนแสงสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ วิ้ง! วิ้ง! เสียงครางของกระจกชี้ชะตาดังก้องในอากาศ อ๋อง... อ๋อง... ราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังตื่นจากการหลับใหล
"มันกำลังเกิดอะไรขึ้น?!" หยวนต้าฟงร้องถาม ฮึก! ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใ เขารู้สึกถึงพลังมหาศาลที่กำลังก่อตัวขึ้น ซู่ซ่า!
"กระจกชี้ชะตาเลือกผู้สืบทอดแล้ว" ไป๋อิงเซียนกล่าว มองไปที่ลูกสาว
"บุตรีของข้า... นางคือผู้ที่มีหัวใจบริสุทธิ์ ไม่ได้คิดพลังเพื่อตัวเอง"
"กระจกชี้ชะตากลับคืนสู่ความสมบูรณ์ และมันจะตัดสินผู้ที่อยู่ที่นี่ ทุกคน"
"ไม่!" หยวนต้าฟงะโ เฮือก! พุ่งเข้าหาไป๋อิงเซียนด้วยความบ้าคลั่ง วี้ดดด!
"ข้าจะต้องได้มัน! ข้าจะต้องได้กระจกชี้ชะตา!
"แต่เ้าไม่มีค่าพอ..." ไป๋อิงเซียนกล่าวเ็า "ด้วยมือที่เปื้อนเืของเ้า ด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความโลภและความเกลียดชัง กระจกไม่มีวันเลือกเ้า"
ทันใดนั้น แสงสีเงินจากกระจกและจากร่างของหลินเสี่ยวหลานพุ่งปะทะเข้าหากันกลางอากาศ
วู้บ! เปรี้ยง!
ก่อให้เกิดคลื่นพลังมหาศาลกระจายออกไปโดยรอบ ตู้มมม! ทุกคนในลานกว้างถูกผลักให้ล้มลงกับพื้น ตุบ! ตุบ! ตุบ! ยกเว้นไป๋อิงเซียนและหลินเสี่ยวหลานที่ยังคงยืนอยู่อย่างมั่นคง
ในอากาศ ภาพของกระจกขนาดมหึมาปรากฏขึ้น วอมม... ส่องสว่างราวกับดวงอาทิตย์น้อยๆ แสงงง... บนกระจกนั้นมีอักขระโบราณปรากฏขึ้น ติ๊ง! ติ๊ง! ควงคว้างเปลี่ยนรูปร่างไปมา วู้บ! วู้บ!
"นี่คือการพิพากษา..." ไป๋อิงเซียนกล่าวเสียงดังกังวาน อื้อออ...
"ทุกคนที่มีเจตนาร้าย ทุกคนที่ครอบงำด้วยความโลภ จะได้รับการชำระล้าง!"
ลำแสงสีเงินพุ่งลงมาจากกระจกั์ในอากาศ ฟิ้วว! เล็งไปที่หยวนต้าฟงที่กำลังพยายามลุกขึ้นยืน
ครืด ครืด...!!!
"ไม่นะ!" เขาะโสุดเสียง แกร๊ก! ยกแขนขึ้นป้องกันตัวเอง
"ไป๋อิงเซียน! เ้าไม่มีสิทธิ์! ข้าทำทุกอย่างเพื่อสำนักเหยียนหลง! เพื่อความรุ่งโรจน์!"
"ไม่ใช่ข้า..." ไป๋อิงเซียนส่ายหน้า พึบ พึบ
"แต่เป็กระจกชี้ชะตาเอง ที่เลือกผู้ควรค่าต่อมัน เ้าเข่นฆ่าเพื่อชิงตำแหน่ง ทำทุกสิ่งเพื่อตัวเ้าเอง ไม่ใช่เพื่อสำนัก หยวนต้าฟง นี่คือการชำระล้างที่เ้าสมควรได้รับ"
ลำแสงปะทะร่างของหยวนต้าฟงอย่างรุนแรง
เปรี้ยง!
เขากรีดร้องด้วยความเ็ป อ๊ากกก! ร่างของเขาค่อยๆ ล้มลงกับพื้น ตุบ! ก่อนสิ้นใจในเวลาต่อมา ฮือ... ฮือ... เสียงลมหายใจสุดท้าย
ไม่เพียงแต่หยวนต้าฟง ลำแสงจากกระจกั์ยังพุ่งไปหาทุกคนที่มาด้วยเจตนาร้าย ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! กู่เจิ้งจอมมารไร้เงา เซียวหลี่ฮัวราชันพิษพยานาค เสนาบดีหลี่ฟ่านเฉิน และผู้แสวงหากระจกชี้ชะตาทุกคน ต่างถูกลำแสงปะทะเข้าร่างเช่นเดียวกัน เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงกรีดร้องดังมาจากทุกทิศ "อ๊ากกก!"
"ช่วยด้วย!"
"เอ็ดจ๊ากกก!"
เมื่อการชำระล้างจบลง กระจกั์ในอากาศค่อยๆ หรี่แสงลง วืมม... แล้วย่อขนาดลงเรื่อยๆ ซู่ว์... จนกลับมาเป็เงากระจกขนาดเล็กในมือของหลินเสี่ยวหลาน วิ้ง! ความเงียบปกคลุมลานกว้าง... มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านเท่านั้น...
"มันจบแล้ว..." ไป๋อิงเซียนกล่าวเบาๆ นางก้าวเข้าไปกอดหลินเสี่ยวหลาน...
"ทุกอย่างจบลงแล้ว ลูกรัก สิบห้าปีของความหวาดกลัว... สิบห้าปีของการหลบซ่อนตัว... สิบห้าปีของความทรงจำที่เ็ป... ทุกอย่างจบลงแล้วในวันนี้"
"ท่านแม่..." หลินเสี่ยวหลานกระซิบ สะอื้น... น้ำตาไหลอาบแก้ม
"แล้วกระจกชี้ชะตาในมือข้า... มันจะเป็อย่างไรต่อไปเ้าค่ะ?"
ไป๋อิงเซียนยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มนวลกว่าที่เคย "มันควรอยู่กับเ้าลูกแม่ นี่ไม่ใช่แค่โชคชะตา ผู้ต้องมีใจบริสุทธิ์และใฝ่ดี กระจกจึงจะสำแดงพลังป้องกันอย่างแท้จริงออกมา"
นางยกมือขึ้น มองดูผิวเรียบมันวาวที่เป็วงกลมฝังบนฝ่ามือที่เรียวเล็กของนาง ภาพสะท้อนในวงกลมนั้นไม่ใช่ใบหน้าของนาง แต่เป็ภาพของดวงดาวนับล้านที่ลอยเวียนวนอยู่ในห้วงจักรวาล
ทันใดนั้น ร่างของหลินเสี่ยวหลานก็เริ่มสั่นระริก นางรู้สึกถึงความร้อนวูบวาบที่แล่นผ่านเส้นเืทุกเส้น ลมหายใจที่แปรเปลี่ยนจากเดิม และความรู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างไหลผ่านร่างกายทุกส่วน
"ท่านแม่... ทำไมข้าถึงรู้สึกแปลกๆ เช่นนี้?" นางกระซิบ เสียงสั่นเครือ มือของนางเริ่มเปล่งแสงสีเงินอ่อนๆ ฝังลึกจากภายในิั
"ลูกแม่..." ไป๋อิงเซียนเอื้อมมือไปจับมือลูกสาว "นี่คือสุดยอดเคล็ดวิชาของสำนักวิชาเหยียนหลง หากผู้ใดบรรลุถึงห้วงหมาย หากเป็บุรุษ พลังก็จะเจิดจ้าดุจอาทิตย์ หากเป็สตรี ก็จะเปล่งประกายดุจจันทราที่ส่องประกายเหนือฟากฟ้า"
เมื่อแสงเรืองรองจากฝ่ามือของหลินเสี่ยวหลานค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เริ่มจากปลายนิ้ว ไล่ขึ้นไปตามแขน ลำคอ และใบหน้า ร่างกายของนางค่อยๆ ยกลอยขึ้นจากพื้น ลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบถึงยอดหลังคาของสำนัก
เส้นผมยาวสีดำขลับของนางพลิ้วสะบัดราวกับอยู่ในน้ำ แม้ไม่มีลมพัดผ่าน ชายเสื้อและแขนเสื้อของนางปลิวไสวอย่างช้าๆ เกิดเป็ภาพที่งดงามจนแทบกลั้นหายใจ
เหล่าศิษย์สำนักเหยียนหลงต่างคุกเข่าลงอีกครั้ง พร้อมกับก้มศีรษะต่ำ บางคนแอบมองขึ้นไปด้วยความเกรงขามและทึ่ง
หลินเสี่ยวหลานในยามนี้ ผิวกายขาวผ่องราวกับเกล็ดหิมะบริสุทธิ์ ดวงตาที่เคยเป็สีน้ำตาลอ่อนเปลี่ยนเป็สีดำสนิทดุจหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง แต่กลับสะท้อนความฉลาดเฉียบแหลมและปัญญาอันลึกล้ำ
"งดงามยิ่งนัก..." เสียงกระซิบของศิษย์คนหนึ่ง "ผิวกายของนางขาวราวเกล็ดหิมะ" อีกคนพึมพำ "ดวงตาดำสนิทสะท้อนความฉลาดเฉียบแหลมเกินผู้ใด" ศิษย์าุโกล่าว
แต่เื้ัความงดงามอันน่าเย้ายวนของนาง คือพลังจิตอันไร้เทียมทานและพร์ทางวิชาอันล้ำเลิศ นางสามารถรับรู้ความคิดของทุกคนในสำนัก ได้ยินเสียงกระซิบของนกที่อยู่ห่างออกไปนับลี้ และรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจทุกดวงภายในรัศมีหนึ่งร้อยจั้ง
"ลูกแม่เ้าตอนนี้เ้านั้นไร้ผู้เทียบเคียงแล้ว..." ไป๋อิงเซียนกล่าว มองลูกสาวด้วยแววตาภาคภูมิใจ "ในยามนี้ เพียงแค่จ้องมอง นางอาจสะกดจิตให้ผู้อื่นทำตามคำสั่ง ควบคุมสัตว์ดุร้ายได้ ราวกับชักหุ่นเชิดให้เป็ไปดังใจหวัง"
หลินเสี่ยวหลานยกมือขึ้นช้าๆ เมื่อนางกระดิกนิ้วเพียงเล็กน้อย เปลวไฟสีทองก็ปรากฏขึ้นบนปลายนิ้วชี้ นิ้วกลางมีหยดน้ำใสสะอาดลอยวนอยู่ นิ้วนางมีแสงสีเขียวประกายใบไม้เปล่งออกมา นิ้วก้อยมีเศษหินและดินเล็กๆ ลอยวน และนิ้วโป้งมีประกายวาวระยิบของโลหะ
"อีกทั้งนางยังสามารถใช้พลังธาตุทั้งห้าได้ดั่งใจ" ไป๋อิงเซียนอธิบายต่อ "ไฟโหม น้ำเชี่ยว ลมกระหน่ำ ดินะเื โลหะเปลี่ยนแปร ทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของนางเพียงชั่วฝ่ามือ"
หลินเสี่ยวหลานค่อยๆ เคลื่อนร่างลงมา ดวงตาของนางยังคงเป็สีดำสนิท แต่มีประกายระยิบระยับของดวงดาวสะท้อนอยู่ในนั้น นางมองไปรอบๆ เห็นทุกสิ่งชัดเจนกว่าที่เคย ได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยิน และรู้สึกถึงพลังที่แผ่ซ่านอยู่ในอากาศ
"ท่านแม่..." หลินเสี่ยวหลานกระซิบ น้ำเสียงของนางดังก้องในจิตใจของทุกคนแม้จะเบาเพียงใด สะอื้น... น้ำตาสีเงินเปล่งประกายไหลอาบแก้ม "แล้วข้าต้องทำอย่างไร? พลังนี้...มันมากมายเกินไป..."
ไป๋อิงเซียนเดินเข้าไปหาลูกสาว ยื่นมือไปจับมือนาง เมื่อมือของทั้งสองัักัน แสงสีเงินและสีทองพวยพุ่งขึ้นมา กระทบกับแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ส่องลงมา ทำให้เกิดเป็ลำแสงสีรุ้งพาดผ่านท้องฟ้าเหนือสำนักเหยียนหลง
"ลูกแม่... เ้าเป็เ้าสำนักคนที่99แล้ว" ไป๋อิงเซียนกล่าว "เ้าจะนำสำนักเหยียนหลงไปสู่ยุคใหม่ ยุคแห่งการเริ่มต้นอีกครั้ง หลังจากความมืดมิดที่ปกคลุมมานาน"
นางหยิบสิ่งหนึ่งจากห่อผ้า เป็ตราประทับโบราณของสำนักเหยียนหลง แกะสลักจากหยกขาวบริสุทธิ์ และยื่นให้ลูกสาว
"นี่คือตราของเ้าสำนัก สืบทอดมา98รุ่นแล้ว บัดนี้มันเป็ของเ้า พร้อมกับกระจกชี้ชะตา เ้าจะเป็ผู้นำที่เปี่ยมด้วยปัญญาและเมตตาจิต"
หลินเสี่ยวหลานรับตราประทับมา ทันทีที่ัั กระจกชี้ชะตาในฝ่ามือของนางก็เปล่งประกายสว่างจ้า ตราประทับลอยขึ้นจากมือของนาง หมุนวนกลางอากาศ ก่อนจะเปลี่ยนเป็แสงและซึมเข้าสู่ร่างของหลินเสี่ยวหลาน
ตัวอักษรโบราณปรากฏขึ้นบนหน้าผากของนาง ก่อนจะค่อยๆ จางหายไป แต่ทิ้งร่องรอยประกายสีทองไว้เล็กน้อย
"ข้า...เข้าใจแล้ว" หลินเสี่ยวหลานกล่าว น้ำเสียงแน่วแน่ขึ้น
"ข้าจะใช้พลังนี้เพื่อปกป้อง ไม่ใช่ทำลาย ข้าจะรักษากระจกชี้ชะตาและปกป้องมันจากผู้ที่หมายใช้มันในทางที่ผิด"
ดวงตาของนางค่อย ๆ เปลี่ยนกลับมาเป็สีเดิม แต่ยังคงมีประกายวับวาววิบไหวอยู่ภายใน ผิวของนางยังคงขาวผ่องแต่ดูเป็ธรรมชาติมากขึ้น นางไม่ได้ลอยอยู่กลางอากาศอีกต่อไป แต่ยืนอย่างสง่าผ่าเผยบนพื้น เหล่าศิษย์สำนักเหยียนหลงพร้อมใจกันคำนับครั้งสุดท้าย
"พวกเราคารวะเ้าสำนัก!"
“ลูกแม่ผู้ที่มีพลังยิ่งใหญ่ย่อมมีภาระความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ตามมา เมื่อพลังอำนาจถูกปลุกขึ้น สิ่งที่ตื่นขึ้นตามมาก็มีความยิ่งใหญ่เช่นกัน” ไป่อิงเซียนเงียบและมองหน้าลูกสาวอย่างอาทร
“การที่เ้าตระหนักถึงความรับผิดชอบในการปกป้องผู้อื่นจากการถูกทำร้ายนั้นเป็สิ่งที่น่ายกย่อง ความสามารถในการหยุดยั้งผู้ที่้าทำลายล้างชีวิตผู้อื่นถือเป็ภารกิจอันสูงส่งที่เ้าต้องทำ หากเ้าการเลือกใช้พลังเพื่อสร้างสันติและปกป้องผู้อื่นแสดงให้เห็นถึงปัญญาและความเมตตา หวังว่าเ้าจะพบหนทางที่ยิ่งใหญ่ของเ้าเพื่อนำความสงบสุขมาสู่ทุกคน”
“ท่านแม่ข้าจะทำตามที่ท่านแม่บอกไว้ทุกประการ”
“ดีมากลูกแม่”
ไป๋อิงเซียนหันไปมองร่างไร้ิญญาของหยวนต้าฟงและเหล่าผู้ร้ายที่ล้มตายในงานนี้ "ความแค้นสิบห้าปีได้รับการชำระแล้ว" นางกล่าวเบาๆ ก่อนจะหันมาหานาง
"ต่อไปเ้าคือเ้าสำนักเหยียนหลง คนพวกนี้จะคอยติดตามและปกป้องเ้าหากต้อง"
หลินเสี่ยวหลานพยักหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นวาดในอากาศเป็วงกลม ร่างทั้งหมดของผู้ล่วงลับถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทอง ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็เถ้าธุลีฟุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่ทิ้งร่องรอยความโหดร้ายและความชั่วร้ายไว้ในสำนักอีกต่อไป
ลมพัดแ่เบาผ่านลานกว้าง ใบไม้ร่วงลงมาเป็สายดุจฝนโปรยปราย แสงแดดอุ่นๆ ส่องผ่านยอดไม้ลงมากระทบกับพื้นหิน ทำให้เกิดประกายระยิบระยับงดงาม เสมือนเป็การต้อนรับยุคสมัยใหม่ของสำนักเหยียนหลงอย่างแท้จริง...
ณ ที่ชนบทห่างไกลในเขตชายแดน ของเมืองเซิ่นหยาง ในวันที่หนาวเหน็บ ทหารที่ออกตรวจเวรยามต่างใสุดขีดกับภาพศพชาวบ้านนับสิบรายนอนตายดาษดื่น สภาพศพนั้นเหมือนกับถูกดูดเืมีรอยที่ลำคอและร่างกายซีดเหี่ยว
เขารีบเข้ารายงานแม่ทัพเมืองเซิ่นหยางทันที นายทหารถูกนำตัวเข้าพบข้าหลวงหลี่ในเวลาต่อมา
ข้าหลวงหลี่มองดูรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แสงตะเกียงน้ำมันสาดส่องกระดาษที่บันทึกรายละเอียดอันน่าสยดสยองจากหมู่บ้านชายแดน
"เหตุการณ์เช่นนี้...ข้าคุ้นมันจริงๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน" เขาพึมพำ ขณะที่สายตากวาดอ่านรายงานอีกรอบ "ศพสิบราย ทุกรายมีรอยแผลที่ลำคอ ร่างกายซีดเหี่ยวราวกับถูกดูดเื"
นายทหารหนุ่มที่นำรายงานมายืนตัวสั่นเล็กน้อย ไม่แน่ว่าจากความหนาวเย็นหรือความกลัว
"ข้าหลวงขอรับ ข้าน้อยเห็นกับตาตัวเอง... มันไม่เหมือนสัตว์ป่าทำ รอยแผลนั้นสะอาดเกินไป และไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ราวกับว่าพวกเขา... ยอมจำนนและที่สำคัญทุกศพล้วนในตาเบิกกว้างราวกับเห็นบางสิ่งที่น่ากลัวและสยดสยอง"
ข้าหลวงหลี่วางรายงานลงบนโต๊ะไม้เก่าแก่ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
"ส่งสารไปยังเมืองหลวงทันที และเชิญตัวหมอหลวงมาตรวจดู" เขาหยุดชั่วครู่
และมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่ซึ่งหิมะโปรยปรายลงมาท่ามกลางความมืดมิด
"...เื่นี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว"
