ฮวาเจาไม่้าให้เย่เซินรู้สึกอึดอัดใจ จึงรีบเปลี่ยนเื่ถามว่า “คุณได้หยุดพักแล้วหรือคะ? หยุดกี่วัน?”
“หนึ่งเดือน” เย่เซินตอบ
“ว้าว! เยอะจังเลย” ฮวาเจาอุทานด้วยความดีใจ เธอไม่คิดว่าเขาจะได้พักนานถึงขนาดนี้
“เป็อย่างไรบ้าง ตอนนี้เป็ผู้บังคับกองร้อยแล้วใช่ไหม?” เย่ฟางถาม
“อืม” เย่เซินพยักหน้า
เมื่อก่อนเย่เซินเป็เพียงรองผู้บังคับกองร้อย แม้จะมีตำแหน่งพิเศษและอำนาจเทียบเท่าผู้บังคับกองร้อย แต่ก็ยังไม่มีระดับบริหารจัดการอย่างเป็ทางการ ทว่าตอนนี้ ระดับของเขาได้เลื่อนขึ้นมาถึงระดับ 14 แล้ว หากพยายามอีกนิดจนไปถึงระดับ 13 ได้ ก็จะถือเป็ข้าราชการระดับสูงอย่างแท้จริง ข้าราชการระดับสูงในวัยหนุ่มเช่นนี้หายากยิ่งนัก ทว่าทั้งหมดล้วนเป็สิ่งที่เขาต่อสู้ดิ้นรนมาด้วยตนเอง หากนำเหรียญกล้าหาญที่เขาได้รับออกมาแขวนโชว์ ก็คงจะมีจำนวนไม่น้อยหน้าไปกว่าฮวาเฉียงเลยทีเดียว
ฮวาเจาไม่เคยคาดคิดเลยว่าในสังคมยุคปัจจุบัน เธอจะได้ัักับความรู้สึกของการเป็ "ภรรยาที่อาศัยบารมีสามี" ได้ถึงเพียงนี้ เธอจึงเขย่าแขนของเย่เซินอย่างร่าเริง “คืนนี้ฉันจะทำอาหารมื้อใหญ่ให้คุณทานเลยค่ะ”
ทว่าเย่เซินกลับคิดไปในอีกทางหนึ่ง เขามองสาวน้อยข้างกาย แววตาฉายความหมายลึกซึ้งพลางนึกถึงคำว่า ‘มื้อใหญ่’ ที่อาจไม่ได้หมายถึงแค่อาหาร...
“แค่กๆ!” เย่ฟางแสร้งกระแอม ยกมือขึ้นปิดปากพลางกลั้นรอยยิ้ม ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน
ใบหน้าของเย่เซินแดงก่ำ
ฮวาเจาเก็บซ่อนเสียงหัวเราะไว้ในใจ ทำหน้าตาไร้เดียงสาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเดินตามเขาเข้าไป
ตัวบ้านประกอบด้วยห้องห้าห้อง โดยมีห้องนั่งเล่นอยู่ตรงกลาง ถัดไปทางทิศตะวันออกเป็ห้องนอนสองห้อง ส่วนทางทิศตะวันตกเป็ห้องหนังสือสองห้อง และยังมีห้องเล็กๆ อีกฝั่งละห้อง ภายในบ้านยังคงสภาพเดิมเมื่อหลายสิบปีก่อน เพดานเป็ไม้แกะสลักลวดลายคลาสสิกงดงาม พื้นปูด้วยไม้กระดานเนื้อดี เพียงแต่ว่ามันสึกหรอและผุพังไปตามกาลเวลา ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่จัดวางอยู่ภายในบ้าน กลับไม่เข้ากับสไตล์ของอาคารเลยแม้แต่น้อย มิได้เป็เฟอร์นิเจอร์ไม้แดงแบบโบราณอย่างที่เธอคาดการณ์ไว้ แต่กลับเป็เพียงโต๊ะเก้าอี้แบบเรียบง่ายที่สุดในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีราคาเพียงไม่กี่หยวนเท่านั้น
“เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ หายไปหมดแล้ว” เย่ฟางถอนหายใจด้วยความเสียดาย
“อ๋อ” ฮวาเจาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ดีที่เตียงนี้ยังคงอยู่” เย่ฟางพูดพลางผลักประตูห้องนอนทางตะวันออกออก ฮวาเจาเห็นว่าห้องนอนแรกมีเตียงเล็กๆ ตั้งอยู่ใต้หน้าต่าง ส่วนห้องนอนที่สองกลับมีเตียงนอนสี่เสาที่แกะสลักลวดลายวิจิตร ขนาดใหญ่โต มันใหญ่โตเสียจนราวกับเป็ห้องเล็กๆ อีกห้องหนึ่ง ด้วยขนาดที่ใหญ่เกินกว่าบ้านทั่วไปจะรองรับได้ มันจึงยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ณ ที่แห่งนี้
“ว้าว ฉันชอบเตียงแบบนี้ที่สุดเลยค่ะ!” ฮวาเจาอุทานอย่างดีใจสุดขีด เธอชอบเตียงนอนสี่เสาเป็อย่างมาก รู้สึกว่ามันคลาสสิกและสง่างาม แถมพอเข้าไปนอนข้างใน ก็รู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นเพราะมีที่กั้นกั้นอยู่โดยรอบ แต่เตียงแบบนี้เมื่อวางในห้องสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น มันกลับดูประดิษฐ์เกินไป แถมยังกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของห้องอีกด้วย ในชาติก่อนเธอจึงได้แต่เฝ้ามองด้วยความปรารถนา ทว่าตอนนี้ดีแล้ว เธอไม่เพียงแต่มีเตียงนอนสี่เสาในฝันเท่านั้น แต่ยังมีบ้านหลังใหญ่กว้างขวางที่สามารถวางเตียงนอนสี่เสาได้อย่างลงตัวอีกด้วย เมื่อเห็นว่าเธอชื่นชอบเตียงนี้อย่างแท้จริง เย่เซินกับเย่ฟางก็พลอยดีใจไปด้วย
หลังจากดูห้องนอนเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามก็ไปดูห้องหนังสือบ้าง ซึ่งก็มีสภาพไม่ต่างจากห้องนั่งเล่น คือว่างเปล่า สะอาดสะอ้าน มีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และชั้นหนังสือที่เป็ของใช้แบบเรียบง่ายเท่านั้น ห้องที่อยู่ถัดไปทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก รวมหกห้องนั้น ยิ่งสะอาดและว่างเปล่ากว่าเสียอีก ไม่มีแม้แต่โต๊ะเก้าอี้จัดวางอยู่เลย ห้องที่อยู่ใกล้กับลานด้านนอกของห้องฝั่งตะวันออกถูกจัดให้เป็ห้องครัว ภายในมีหม้อ กระทะ ชาม และจานครบครัน รวมถึงข้าวสาร แป้ง และน้ำมันอีกเล็กน้อย แต่ที่น่าเสียดายคือไม่มีผักสดเลย
“เดี๋ยวค่อยไปซื้อเพิ่มเติม คืนนี้พวกเธอก็พักที่นี่แหละจ้ะ ฉันเรียกคุณลุงหวังให้มาทำขนมถั่วตัดให้กินพรุ่งนี้เช้าแล้ว” เย่ฟางบอกอย่างใจดี ฮวาเจาและเย่เซินไม่ได้เอ่ยคำใด เป็อันตกลงตามนั้น การที่ทั้งสองคนได้อยู่ด้วยกันเองเช่นนี้ ย่อมดีกว่าไปอยู่บ้านเย่ฟางเป็ไหนๆ เพราะบ้านหลังนั้นไม่ค่อยเก็บเสียง... ถึงแม้ว่าในยามค่ำคืนจะไม่สามารถทำสิ่งใดได้มากนัก... แต่แค่พูดคุยกันกระซิบกระซาบ ก็ยังคงได้ยินเสียงดังเล็ดลอดออกมาแล้วกระมัง~
“ไปกันเถอะ ไปเยี่ยมเพื่อนบ้านกัน ดูว่าบ้านไหนอยากจะแลกบ้านกับเราบ้าง” เย่ฟางชวน
“แลกอะไรกันครับ?” เย่เซินรีบถามด้วยความสงสัย
เย่เซินลาพักร้อนกลับมาบ้าน ก็ตรงไปหาเย่ฟางทันที แต่ไม่พบตัว เมื่อสอบถามเพื่อนบ้าน ก็ได้รับคำตอบว่าออกไปั้แ่เช้าแล้ว โดยไม่รู้ว่าไปที่แห่งใด เขาจึงไปหาหลิวเสวียหลี่ ซึ่งหลิวเสวียหลี่บังเอิญรู้เื่ราวทั้งหมด แต่เขากำลังวุ่นอยู่กับคนไข้และมีคนอื่นๆ อยู่ด้วย จึงไม่ได้พูดเื่โสมออกมา เพียงแค่บอกว่าเย่ฟางกับฮวาเจามาอยู่ที่นี่แล้ว เย่เซินจึงรีบตามมาทันที
เย่ฟางเล่าเื่ทั้งหมดให้เขาฟังอย่างคร่าวๆ
“เธอนำของมีค่าขนาดนี้ติดตัวมาด้วยได้อย่างไร” เย่เซินรีบเอื้อมมือไปดีดหน้าผากของฮวาเจาเบาๆ ด้วยความใระคนตำหนิ “ไม่รู้หรือไงว่ามันอันตรายแค่ไหน”
หน้าผากของฮวาเจาแดงขึ้นเป็ริ้วในทันที เย่เซินใรีบชักมือกลับ “ผมไม่ได้ออกแรงเลยนะครับ”
ฮวาเจาทำปากคว่ำเล็กน้อย มองเขาด้วยดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตา ราวกับจะร้องไห้ออกมา เย่เซินลนลานทำอะไรไม่ถูก “ขอโทษครับ ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” เขาลืมเื่อันตรายที่กำลังจะตำหนิเธอไปเสียสนิท
เย่ฟางมองเหตุการณ์อยู่ข้างๆ พลางส่ายหน้า 'ดูเหมือนว่าหลานชายคนนี้จะตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจังเสียแล้วสิ'
“ไปเถอะจ้ะ เราไปดูบ้านตระกูลเฉาที่อยู่ด้านหลังก่อนดีกว่า หากแลกบ้านกับเขาได้ก็คงจะดีไม่น้อย” เย่ฟางบอก “รอให้ตอนกลางคืนที่ไม่มีผู้คนแล้วค่อยมา... กระหนุงกระหนิงกัน” 'อย่ามาสวีทใส่หน้าฉันอย่างนี้' เธอคิดในใจ
“แค่กๆ” เย่เซินรู้สึกอายขึ้นมาจริงๆ รีบพูดกับฮวาเจาเพื่อเปลี่ยนเื่ “เดิมทีบ้านหลังนี้เป็บ้านสี่ชั้น ตระกูลเฉาที่อาศัยอยู่ตอนนี้ เป็ส่วนสองชั้นที่ถูกแบ่งออกไปจากบ้านหลังนี้”
“อย่างนี้นี่เอง” ฮวาเจาพยักหน้าอย่างเข้าใจ 'เธอกำลังสงสัยอยู่ว่าทำไมบ้านถึงได้รู้สึกแปลกๆ ที่แท้ก็เป็แบบนี้ นี่มันบ้านของคนมีฐานะที่ไหนกัน ทำไมถึงได้มีแค่สองชั้น' (ในความคิดของเธอ บ้านคนธรรมดาทั่วไปมีแค่ชั้นเดียว บ้านคนที่มีฐานะหน่อยก็มีสองชั้น ส่วนบ้านคนที่มีฐานะดีถึงจะมีสามชั้น) ชั้นแรกให้คนรับใช้ ชั้นที่สองให้เ้าของบ้าน ชั้นที่สามให้ลูกหลาน
---
การจะไปบ้านตระกูลเฉานั้นต้องเดินทางไปอีกตรอกหนึ่ง ประตูบ้านของพวกเขาเคยเป็ประตูหลังของบ้านตระกูลเย่เก่า ซึ่งหน้าประตูเป็ตรอกแคบๆ ดูไม่สง่างามเอาเสียเลย ก็เพราะบ้านของพวกเขาถูกจัดสรรให้เป็เพียงส่วนหลังของบ้านคนอื่น มุมตะวันออกเฉียงใต้จึงไม่มีพื้นที่พอจะเปิดประตูใหญ่ได้ สิ่งนี้ทำให้คนในตระกูลเฉารู้สึกไม่พอใจมาโดยตลอด ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ ล้วนมีฐานะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่กลับได้บ้านที่ไม่ดีเช่นนี้ ก็ย่อมรู้สึกไม่สบายใจเป็ธรรมดา นี่ได้กลายเป็ปมในใจของคนตระกูลเฉาไปแล้ว พวกเขารู้สึกว่าประตูบ้านนี้ฮวงจุ้ยไม่ดีนัก การที่ต้อง "เข้าประตูหลัง" อยู่ร่ำไปเช่นนี้ จะเป็ทางที่ถูกต้องได้อย่างไร? จะมีสิ่งใดดีได้เล่า?
ความเป็จริงก็เป็เช่นนั้น ั้แ่พวกเขาเข้ามาอยู่อาศัย ก็ไม่เคยมีอะไรดีขึ้นเลย ชีวิตที่เคยรุ่งเรืองกลับดูเหมือนจะหยุดชะงักไปั้แ่ได้รับบ้านหลังนี้ คุณปู่เฉาตอนนี้ก็อยู่ในสภาพที่รอวันเกษียณอายุเท่านั้น ส่วนเฉาเจี้ยน ลูกชายคนโตของตระกูลเฉา ผู้เป็เสาหลักของบ้าน ่นี้ก็ประสบเคราะห์กรรมต่างๆ นานา จนคนในบ้านร้อนใจถึงขั้นคิ้วขมวดมุ่น
“สู้ขายบ้านหลังนี้ไปเสียเลยไม่ดีกว่าหรือคะ?” สะใภ้ใหญ่ของตระกูลเฉาพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน “แบบนี้ทุกคนจะได้สบายใจ ไม่ต้องระแวงกันอยู่อย่างนี้อีก”
“ฉันก็อยากจะขายอยู่หรอก แต่จะขายให้ใครได้เล่า? ใครเขาจะกล้าซื้อกัน?” คุณปู่เฉาพูดอย่างโกรธๆ บ้านของเขานั้นใหญ่โต ถึงแม้จะถูกแบ่งมาจากบ้านของคนอื่น ก็ยังมีห้องหลัก ห้องด้านตะวันออก ห้องด้านตะวันตก ครบถ้วน ไม่ขาดตกบกพร่อง แถมบ้านของเขายังมีห้องด้านหลังเพิ่มมาอีกต่างหาก! เรียกได้ว่าเป็บ้านที่ดี ที่สามารถให้หลานๆ อยู่กันได้อย่างสบายๆ บ้านใหญ่ขนาดนี้ ผู้ที่มีกำลังซื้อไหวก็มีน้อยนัก หรือต่อให้ซื้อไหว ก็ไม่กล้าที่จะซื้อ ใครจะกล้าเปิดเผยว่าตัวเองมีเงินมากมายถึงขนาดนั้นกันเล่า? นั่นมันหาเื่ตายชัดๆ! อีกอย่าง หากพวกเขาขายบ้าน ก็เท่ากับเป็การประกาศให้คนอื่นรู้ว่าพวกเขาตกต่ำแล้ว ซึ่งเป็เื่ที่ไม่เป็มงคลเอาเสียเลย
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นเสียสิคะ” สะใภ้ใหญ่เอ่ยขึ้น พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง “ได้ยินว่าบ้านของท่านย่าเย่ ก่อนตายยกให้หลานชายคนหนึ่ง ทำให้คนในบ้านไม่ถูกกัน แถมหลานชายคนนั้นก็ไม่เคยเข้ามาอยู่อาศัยเลย ไปแลกกับเขาไม่ดีกว่าหรือ”
คุณปู่เฉาไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแต่มองไปที่ลูกชายคนโต ที่จริงความคิดนี้พวกเขามีมานานแล้ว แต่เมื่อก่อนท่านย่าเย่ไม่ยอมแลกเปลี่ยน แถมยังโดนด่ากลับมาด้วยซ้ำไป แล้วหลังจากนั้น...
“หาตัวคนไม่เจอครับ” เฉาเจี้ยนบอก เขาเคยไปสืบดูแล้ว แต่เย่เซินทำงานในหน่วยงานที่มีความลับสูง หากถามมากเกินไปก็อาจถูกตรวจสอบ เขาจึงไม่กล้าสืบหาอีก พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า เย่เซินจะมาหาพวกเขาด้วยตนเองถึงที่นี่
