“ข้าผิดเองที่ทิ้งนางไว้ตามลำพังจนเกิดเื่” ก่อนรอยยิ้มของเทพโอสถจะเผยออกมา แล้วกล่าวต่อด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
“หลังจากนี้พลังเซียนของนางจะค่อย ๆ ฟื้นกลับมา ให้นางพักฟื้นอีกสักระยะ ทุกอย่างก็จะดีขึ้นตามลำดับ ส่วนเศษของไหดูดิญญา ข้าจะเป็ผู้นำไปทำลายเอง” องค์ชายรองพยักหน้าอนุญาต ก่อนที่เทพโอสถจะทูลลาด้วยกิริยาอ่อนน้อม แล้วใช้พลังเซียนหายวับกลับไป
อิงอิงทอดสายตามองตรงไปยังศิษย์น้องด้วยความเป็ห่วงอย่างถึงที่สุด สายตาอาวรณ์ทำได้เพียงจับจ้องร่างไร้สติของนางอย่างเงียบ ๆ ก่อนเลื่อนสายตาไปยังการกระทำขององค์ชายรองที่ขยับผ้า ขึ้นห่มกายให้หนิงเอ๋ออย่างถนอม และนั่นทำให้อิงอิงค่อย ๆ หันกลับมายังองค์หญิงฟางเหนียงเพื่อดูการตอบสนองของนาง
“ข้าคิดว่าจะพาหนิงเอ๋อกลับตำหนักไท่จือเพคะ” เมื่อเห็นองค์ชายรองปฏิบัติกับหนิงเอ๋ออย่างอ่อนโยน ฟางเหนียงจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่ชายหนุ่มยังคงขยับผ้าให้เซียนน้อยโดยไม่หันกลับมามองอีกฝ่าย เขาทำราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ฟางเหนียงเอ่ยขอ
“องค์ชายรองเพคะ ข้า้าพานางไปดูแลด้วยตัวเองเพคะ” ฟางเหนียงกลั้นใจเอ่ยขอเซียนรับใช้คืนจากเขา
“เหตุใดต้องเอานางกลับ” เจี้ยนลู่ฟางเบี่ยงตัวกลับมาพร้อมใบหน้าหล่อเหลา เอ่ยถามหญิงสาวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ยามนี้เซียนน้อยหนิงเอ๋อ ยังเป็คนของตำหนักไท่จืออยู่ อีกอย่างข้าเป็หญิงย่อมดูแลนางได้ดีกว่าพระองค์เพคะ” เจี้ยนลู่ฟางนิ่งเงียบ สังเกตสีหน้าแววตาของฟางเหนียง แล้วปล่อยยิ้มออกมาบางเบา
“ฟางเหนียง เ้าคงลืมไปแล้ว ว่าอีกไม่นานหนิงเอ๋อจะขึ้นรับตำแหน่งเป็ชายาของข้า จะวันนี้หรือวันไหนสุดท้ายแล้วข้าต้องดูแลนางอย่างดีที่สุด หน้าที่ดูแลองค์รัชทายาทเป็งานที่สำคัญกว่า เท่านั้นเ้าก็คงเหนื่อยมากพอแล้ว” คำตอบเ็าขององค์ชายรองทำให้ฟางเหนียงนิ่งเงียบ
“เช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลาเพคะ” องค์หญิงฟางเหนียงตัดสินใจกล่าวลาองค์ชายรอง ก่อนเดินกลับตำหนักด้วยสายตาเหม่อลอย
“แท้จริงแล้วองค์หญิงรู้สึกเช่นใดกันแน่ เหตุใดข้าจึงไม่เข้าใจการกระทำของนาง” อิงอิงเดินตามองค์หญิง พร้อมความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามา
ภายในตำหนักฉางชุน องค์ชายรองทอดสายตามองไปยังเซียนน้อยที่นอนาเ็อยู่บนแท่นบรรทมด้วยความรู้สึกผิด ก่อนตัดสินใจใช้พลังเทพกลับไปยังสวนบูรพา
ท่ามกลางฝูงผีเสื้อมากมายบินรายล้อม เจี้ยนลู่ฟางเงยขึ้นไปยังต้นท้อ แล้วใช้พลังเทพนำรังของผีเสื้อ์ลงมา เพื่อต้มเป็ยาฟื้นฟูพลังเซียนให้กับหนิงเอ๋อ
“ตื่นแล้วเหรอ” สุรเสียงนุ่มลึกเอ่ยถามเซียนน้อย เมื่อนางค่อย ๆ ลืมตาฟื้นขึ้น
“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เซียนน้อยเลื่อนสายตามองรอบ ๆ ด้วยความอ่อนเพลีย ก่อนรอยยิ้มอ่อนขององค์ชายรองจะเผยออกมา พลันเดินเข้าไปหาแล้วย่อตัวลงนั่งด้านข้าง
“อย่าพึ่งถามอะไรมาก เ้าดื่มยานี้หน่อยแล้วกัน จะได้ฟื้นฟูพลังเซียนให้กลับมาโดยเร็ว” หนิงเอ๋อเลื่อนสายตามองถ้วยยาในมือองค์ชายรอง ก่อนค่อย ๆ ประคองตัวลุกขึ้น แล้วจิบยานั้นด้วยความเต็มใจ
“ข้าขอโทษที่ลืมเ้าไว้ในห้องตำรา จนทำให้เ้าาเ็สาหัส ทุกอย่างเป็ความผิดข้าเอง และที่นี่ก็คือห้องบรรทมของข้า เ้าพักผ่อนให้หายดี จะไม่มีผู้ใดเข้ามารบกวนเ้าได้หากข้าไม่อนุญาต”
“หะ..ห้องบรรทมงั้นเหรอเพคะ” นางทวนคำเพื่อความแน่ใจ ก่อนชายหนุ่มจะวางถ้วยยาลงด้านข้าง พลางพยักหน้ารับด้วยกิริยาราบเรียบ พร้อมจับจ้องใบหน้าจืดชืดของนาง
“ข้าคิดว่า ข้าควรกลับตำหนักไท่จือเพคะ” ว่าแล้วหนิงเอ๋อก็ถกผ้าห่มออกจากกาย เตรียมจะลุกขึ้นเดิน ทว่าเพียงแค่เท้าเหยียบลงพื้น นางต้องชักกลับในทันทีด้วยความเ็ป
“แผลเ้ายังไม่หายดี พลังเซียนยังกลับมาไม่เต็มที่ ยังไงก็ต้องพักฟื้นที่นี่ไปก่อน เ้าไม่ต้องกลัวว่าผู้ใดจะครหา เพราะอีกไม่นานก็จะถึงวันแต่งตั้งเ้าเป็ชายาของข้าแล้ว” องค์ชายรองดันกายของนางลงนอนอย่างอ่อนโยน หนิงเอ๋อกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เป็ครั้งแรกที่นางได้ใกล้ชิดกับโอรส์เทพชั้นสูง ที่ทั่วทั้งแดน์ให้ความยำเกรงอย่างมาก แม้เขาขึ้นชื่อเื่ความสันโดษ แต่นางััได้ถึงความอ่อนโยนและเมตตาจากเขา
ก่อนหญิงสาวจะนึกบางอย่างได้ ด้วยความอยากรู้จึงเอ่ยถามองค์ชายรองในทันที
“ข้าอยากรู้ ว่าทำไมห้องตำราจึงมืดมิด ในเมื่อบนแดน์ไม่มีกลางคืนเช่นเมืองมนุษย์” องค์ชายรองได้ยินดังนั้น จึงอธิบายให้นางฟังช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ห้องตำราเป็สถานที่ที่ข้าชอบมากในยามเด็ก ข้ามักจะไปนั่งอ่านตำราเพียงลำพังโดยไม่ให้ผู้ใดเข้าไปวุ่นวาย และก็เผลอหลับในห้องนั้นเสมอ จนเสด็จพ่อสั่งให้สร้างห้องตำราใหม่ทั้งหมด โดยทำจากไผ่สีทึบกันแสงจากด้านนอกกระทบเข้าไปด้านใน เพื่อให้ข้าได้หลับสนิทโดยไม่มีแสงรบกวน”
“แต่ในตอนแรกที่พระองค์ดับเทียน ห้องนั้นยังคงสว่างอยู่นะเพคะ ข้ายังอ่านตำราได้ตั้งหลายเล่ม” องค์ชายรองแย้มยิ้มอีกครั้ง
“นั่นเพราะข้าใช้พลังแห่งเทพช่วยให้ห้องตำรามีแสงคล้ายกับด้านนอก ตราบใดที่ข้าอยู่ในห้องกับเ้า ก็จะมีแสงสว่างสอดส่องเข้ามา”
“ในเมื่อองค์ชายรองใช้พลังเทพให้แสงสว่างได้ เหตุใดต้องมีเทียนพวกนั้นด้วยเพคะ”
“แล้วเหตุใดข้าต้องเสียพลังเทพเพื่ออ่านตำราพวกนั้น การเข้าห้องตำราของข้า กินเวลายาวนาน หากใช้พลังเทพเพียงอย่างเดียว ข้าก็คงหมดแรงจนถึงขั้นิญญาดับสูญกระมัง” ดวงตากลมตั้งใจฟังชายหนุ่มอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับสุรเสียงของเขาอธิบายต่อ
“ข้าเห็นเ้าเผลอหลับไป จึงตั้งใจจุดเทียนให้ แต่ก็นึกได้ว่าเ้าแพ้ควัน จึงล้มเลิกความคิดนั้น ที่ห้องตำรามืดมิด เพราะเทียนไม่ได้จุด และตัวข้าไม่อยู่ใช้พลังแห่งเทพควบคุมแสงสว่างแก่เ้า”
“เป็เช่นนี้เอง” หญิงสาวเผลอพูดออกมา ก่อนถอนหายใจแล้วจับจ้องไปยังองค์ชายรอง
“ท่านรู้ฤาไม่ ยามข้าตื่นมาแล้วเห็นแต่ความมืดมิดข้าหวาดกลัวเพียงใด เสี้ยวความคิด ข้านึกว่าท่านจับข้าไปขังห้องมืด ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเสียอีก” องค์ชายรองขมวดคิ้วกับความคิดประหลาดของนาง
