“ข้าก็คิดเหมือนท่าน ท่านผู้ดูแลแฮร์รี่ ไอ้หนูโสโครกพวกนี้มันไม่กล้าปะทะกับข้าตรงๆ หรอก เพราะพวกมันรู้ดีว่าไม่ใช่คู่มือของข้า ดังนั้นถึงได้ใช้วิธีการต่ำทรามเช่นนี้...” ซุนเฟยพลันนึกถึงาาแบล็กสโตนขึ้นมาก่อนเป็คนแรก ก่อนหน้านี้ ตอนที่พวกเขายังอยู่ในอาณาเขตเมืองแบล็กสโตน าาแบล็กสโตนได้ส่งองค์ชายเอคโค่และทหารม้าของพวกมันมาก่อกวนพวกเขาได้ทุกคืน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้พวกเขาหวนคิดไปถึงการกระทำของาาแบล็กสโตนในตอนนั้น
“แต่พวกเขาก็น่าจะรู้ว่า การกระทำพวกนี้ไม่อาจทำร้ายท่านได้ แล้วทำไมพวกเขาถึงยังทำแบบนี้เล่า?”
ผู้ดูแลเรดแนปป์รู้ได้ทันทีว่า การซุ่มโจมตีที่ผ่านมาต่างมุ่งเป้าไปที่าาเมืองแซมบอร์ด ส่วนตัวเขาและกองคาราวานก็แค่พลอยซวยไปด้วยเพราะบังเอิญร่วมทางกันมาเท่านั้นเอง แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้เขาไม่คิดที่จะตีตัวออกห่างจากกองทัพเมืองแซมบอร์ดเพื่อหลบหนี ‘ความซวย’ นี้ สำหรับพ่อค้าแล้ว พวกเขาจะมีความเชื่อที่ฝังอยู่ในกระดูกของพวกเขาจนเข้าสู่กระแสเือยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ผลตอบแทนมหาศาล มันเป็ไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนมาแบบง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ก่อนจะตัดสินใจลงทุนอะไรสักอย่าง อย่างแรกที่พวกเขาจะต้องทำก็คือ วิเคราะห์ความเป็ไปได้ของผลตอบแทนที่จะได้รับว่ามันจะคุ้มค่าที่จะเสี่ยงหรือไม่ และเห็นได้ชัดว่า จากการวิเคราะห์ของเรดแนปป์ ความแข็งแกร่งที่น่าทึ่งของาาเมืองแซมบอร์ดในตอนที่จัดการกับพวกกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต หรือแม้แต่ฝีมือของราชองครักษ์เฟร์นันโด ตอร์เรสกับพัศดีโอเลเกร์ที่แสดงออกมาให้เห็นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เรดแนปป์มั่นใจว่า อันตรายที่พวกเขาได้เผชิญอยู่ ณ ตอนนี้มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงแล้ว
ขอเพียงมีกำไรอยู่เบื้องหน้า พวกพ่อค้าก็พร้อมจะเสี่ยง บางทีพวกพ่อค้าอาจกล้าได้กล้าเสียมากกว่าพวกทหารรับจ้างเสียอีก
“ใครจะรู้เล่า? บางทีพวกมันอาจจะแค่ถ่วงเวลาไว้เพื่อเตรียมการอะไรบางอย่าง หรือไม่ก็แค่อยากจะทำให้พวกข้าเหนื่อนตายล่ะมั้ง...” ซุนเฟยยักไหล่ก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ที่แน่ๆ คนพวกนี้มีเจตนาไม่ดี คิดไปก็เสียเวลาเปล่า เพราะอย่างไรความจริงก็จะเปิดเผยขึ้นมาเองสักวัน...แฮร์รี่ ข้ามีลางสังหรณ์ว่า บางทีอาจจะมีใครบางคนรอเราอยู่ข้างหน้าก็ได้ ฮ่าๆๆ ไม่ช้าเราอาจจะได้พบกัน”
หลังจากรักษาผู้ที่ได้รับาเ็แล้ว ซุนเฟยก็ออกคำสั่งให้เริ่มเดินทางต่อ
ซุนเฟยให้แองเจล่ากลับไปนั่งในรถม้าเวทมนตร์ขององค์หญิงก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ซุนเฟยไม่อยากให้เกิดความสูญเสียโดยที่ไม่จำเป็ขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นเขาจึงเรียกให้อัศวินบรอนซ์เซนต์ที่ลาดตระเวนอยู่ด้านหน้ากลับมา จากนั้นก็เปลี่ยนเป็ 'โหมดดรูอิด' ตอนนี้ตัวละครดรูอิดเลเวลถึง 32 แล้ว เขาสามารถอัญเชิญหมาป่าออกมาได้ห้าตัวและอีกาั์อีกสามตัว ซุนเฟยสั่งให้พวกมันแยกย้ายกันไปลาดตระเวนทั้งบนฟ้าและพื้นดิน
เนื่องจากดรูอิดสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์สลับกันไปมาระหว่างหมาป่าและอีกาได้ ดวงตาของซุนเฟยตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับดาวเทียมของทางการทหารและเรดาร์ เขาสามารถสังเกตการเคลื่อนไหวทั้งหมดภายในรัศมีสิบกิโลเมตร
สีหน้าของเขาสงบนิ่ง แต่ใครจะรู้ว่าในใจของซุนเฟยเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันที่พลุ่งพล่านอยู่
เหตุการณ์หินั์ถล่มเมื่อครู่นี้ทำให้มีอัศวินบรอนซ์เซนต์ห้าคนและหน่วยเทศกิจอีกสิบคนได้รับาเ็ มีหลายคนที่ได้รับาเ็หนัก แทบจะพูดได้ว่าเป็ครั้งแรกที่กองทัพเมืองแซมบอร์ดาเ็หนักขนาดนี้นับั้แ่ออกเดินทางจากเมืองแซมบอร์ด หากไม่ใช่ว่าเขามีน้ำยารักษาจากโลก Diablo ล่ะก็ คงต้องเกิดการสูญเสียร้ายแรงขึ้นมาแน่ๆ และยังทำให้ผู้คุ้มกันของหองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอสต้องเสียชีวิตถึงห้าคน ใครจะรับประกันได้ว่าการโจมตีที่ขี้ขลาดของพวกหนูสกปรกครั้งต่อไปจะไม่มีคนของเขาที่ต้องตาย?
คิดจะมาล้อเล่นอะไรกัน นักรบของบิดาจะต้องไม่มาตายอยู่ที่นี่
ซุนเฟยตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว จะต้องทำให้พวกสวะที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ แบบนี้ต้องหลาบจำไปจนตาย
……
……
แสงของพระอาทิตย์สีเื ชโลมทุ่งราบให้กลายเป็สีแดง
ทัศนียภาพสวยงามประหนึ่งภาพวาด ทั้งยังเงียบสงบ
ทันใดนั้นก็ปรากฏเงาร่างผอมสูงค่อยๆ โผล่พ้นขึ้นมาจากเนินเขาสีเหลือง
เขาถอดหมวกเกราะเหล็กบนหัวด้วยมืออันสั่นเทา ใบหน้าภายใต้หมวกเกราะเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่กำลังชุ่มดวงตา สายตาของเขาทอดมองไปไกล ข้ามแม่น้ำจูลี่และูเาที่ยาวเหยียดก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงกำแพงเมืองที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนมันก็ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอมา เขากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เขาสูดอากาศของบ้านเกิดตัวเองเข้าไปอย่างตะกละตะกราม ก่อนจะคุกเข่าลงและจูบพื้นดินด้วยร่างที่สั่นเทา
“เมืองแซมบอร์ด ในที่สุดข้าก็ได้กลับมาที่บ้านของข้า!”
ร่างผอมสูงพลันลุกขึ้นมาชูสองมือขึ้นเหนือฟ้าอย่างดีใจ เสียงร้องะโด้วยความปีติดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ไม่ช้าก็มีเงาร่างจำนวนมากวิ่งขึ้นมาบนเนินเขา แต่ละคนมีสวมเสื้อเก่าๆ ขาดๆ พวกเขาต่างดึงชุดเกราะสีดำออกมา หลังจากการเดินทางที่แสนยาวนานและเหนื่อยล้า พวกเขาใช้ดาบและหอกที่เป็อาวุธฆ่าฟันมาพยุงร่างของตัวเองไว้ พลังกายของพวกเขาได้ใช้ไปจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงพลังใจล้วนๆ พลังใจที่ประคับประคองให้พวกเขาก้าวเดินต่อไปอย่างมุ่งมั่น
“กลับมาแล้ว...ข้ากลับมาแล้วจริงๆ!”
“เมืองแซมบอร์ด บ้านของข้า ข้าได้กลับมาเห็นเ้าอีกครั้งแล้ว...”
“โอ้พระเ้า บอกข้าทีว่าข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?”
แฟรงก์ แลมพาร์ดและ 'สองอสุรกาย' พร้อมกับอัศวินบรอนซ์เซนต์ยี่สิบกว่าคน ในที่สุดพวกเขาก็สามารถอารักขาเหล่าทาสเมืองแซมบอร์ดให้กลับถึงเมืองแซมบอร์ดได้อย่างปลอดภัย
ชีวิตที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากขุมนรกในเมืองแบล็กสโตน ทุกวินาทีต้องเผชิญหน้ากับความตายที่พร้อมจะพุ่งเข้ามาหาได้ทุกเมื่อ และทุกวันต้องทนเห็นเพื่อนร่วมชาติมาตายต่อหน้าไปทีละคนสองคนใต้คมมีดของพวกปีศาจในร่างมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้พวกเขาคิดถึงบ้านเกิดอยู่ทุกลมหายใจ ใครจะคิดเล่าว่าพวกเขาจะได้มีโอกาสกลับมาดื่มน้ำในแม่น้ำจูลี่อีกครั้ง ใครจะไปคิดว่าพวกเขาจะได้มองเห็นกำแพงเมืองแซมบอร์ดอีกครั้ง และฉากทุกอย่างในความทรงจำก็กลายเป็ความจริงในวันนี้ พวกเขาต่างโห่ร้องออกมาอย่างดีใจ
ทันใดนั้น ในกลุ่มของพวกเขาพลันได้ยินเสียงหอบหายใจดังถี่ๆ
ก่อนที่ชายวัยกลางคนอายุห้าสิบกว่าปีจะค่อยๆ ล้มลงจากหลังม้า ทุกคนต่างวิ่งเข้าไปประคองร่างเขาขึ้นมา และพบว่าเขาไม่หายใจอีกแล้ว
“ผู้เฒ่าดิ๊กตายแล้ว...ที่จริงร่างกายของเขาเกินขีดจำกัดมานานแล้ว แต่ที่ยังยืนหยัดไว้ได้ก็เพราะอยากกลับมาเห็นเมืองแซมบอร์ดด้วยตาของตัวเองเป็ครั้งสุดท้าย ไม่อย่างนั้นเขาคงตายระหว่างทางตั้งนานแล้ว...” มีบางคนหลั่งน้ำตาออกมาอย่างเงียบเชียบ “ตอนนี้เขาได้บรรลุความปรารถนาของเขาแล้ว แม้ว่าเขาจะตาย แต่ก็ได้กลับมาตายที่แผ่นดินเกิด”
พวกเขาต่างรู้สึกโศกเศร้าพอๆ กับที่ดีใจ ทุกอย่างราวกับฝัน
แลมพาร์ด ดร็อกบาและเพียร์ซที่กำลังขี่ม้าลาดตระเวนคอยคุ้มกันพวกเขา เมื่อเห็นฉากนี้ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าโศก นกน้อยกำลังบินกลับบ้านเกิด สุนัขจิ้งจอกกลับมาตายที่รังเกิด ชายวัยกลางคนผู้นี้มีแรงใจที่แข็งแกร่งมาก เขายื้อลมหายใจตัวเองไว้เพื่อกลับมาเห็นบ้านเกิดของตัวเองเป็ครั้งสุดท้าย แม้แต่ความตายก็ยังยอมอ่อนข้อให้แก่ชายวัยกลางคนผู้นี้
แลมพาร์ดส่งม้าเร็ววิ่งกลับไปที่เมืองแซมบอร์ด เพื่อกลับไปแจ้งข่าวการมาถึงของพวกเขา
ตอนนี้เอง กลุ่มม้าเร็วจำนวนหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นมาอยู่ด้านหลังเขา พวกเขาวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าแลมพาร์ดก่อนจะกระซิบเบาๆ ทันใดนั้นสีหน้าของแลมพาร์ดก็เปลี่ยนไป เขามองไปยังฝูงชนที่กำลังดีใจกับการกลับมาที่บ้านเกิดของตัวเอง ก่อนจะหันกลับมากระซิบถามว่า “ไกลแค่ไหน?”
“กำลังเข้าสู่อาณาเขตเมืองแซมบอร์ด อยู่ห่างจากเราไปประมาณหนึ่งชั่วโมง”
“ไอ้พวกโจรระยำ กล้าดีอย่างไรมาบุกรุกอาณาจักรแซมบอร์ดของข้า ไม่รู้จักที่ตาย เวลากระชั้นชิดแล้ว พอล เ้ารีบให้คนของเราเดินทางต่อ พยายามรักษาระเบียบไว้ อย่างไรก็ตาม พวกเราทุกคนจะต้องเข้าไปในเมืองแซมบอร์ดให้ได้ภายในหนึ่งชั่วโมง แล้วส่งม้าเร็วล่วงหน้าไปแจ้งข่าวกับท่านเบสท์และท่านบรู๊คให้เร็วที่สุด ข้าศึกกำลังจะบุกเข้ามาแล้ว บอกให้พวกเขาเตรียมตัวให้พร้อม ส่วนเ้ากับข้าเตรียมตัวสกัดมันไว้ก่อน”
ไม่นาน แลมพาร์ดก็จะรู้ว่าการตัดสินใจของเขานั้นถูกต้องที่สุด
……
……
ชายแดนของอาณาจักรทาเคดะ อาณาจักรบริวารระดับสี่ เทือกเขาสายฟ้าเป็ตำแหน่งชัยภูมิที่ยากจะบุกโจมตีได้ เส้นทางในเทือกเขาคับแคบมากและมีนามว่า 'หนึ่งฟ้า'
สองฝากฝั่งของเส้นทางหนึ่งฟ้าเป็หน้าผาสูงตระหง่าน ผนังหินเรียบ ทำให้ไม่สามารถปีนขึ้นไปได้ ไม่มีหญ้าแม้แต่กอเดียว
ในตอนนั้นเอง บนยอดหน้าผาของเส้นทางหนึ่งฟ้าได้ปรากฏร่างของชายในชุดดำท่าทางลับๆ ล่อๆ ประมานสองสามคน พวกเขากำลังเร่งเตรียมการอะไรบางอย่างอยู่ ในขณะเดียวกันคนที่มีรูปร่างสูงกว่าใครหันกลับไปมองตรงเส้นทางเข้าูเาที่อยู่ห่างออกไป จากนั้นก็หันมาพูดกระตุ้นสหายว่า “เร็วๆ พวกมันกำลังจะมา...”
บนทางเข้าูเาที่อยู่ห่างออกไป ปรากฏกองทัพขนาดใหญ่ที่กำลังเดินทางขึ้นมาบนูเาอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเอง บนท้องฟ้าก็มีเสียงร้องแหลมสูงดังขึ้นมา ‘กา กา กา’ เงาดำขนาดใหญ่บนท้องฟ้าบินโฉบลงมาที่พวกเขา เป็เวลาเดียวกันกับที่สหายอีกคนที่เงยหน้าขึ้นมองเมื่อรู้สึกว่าเหนือหัวของเขาจู่ๆ ก็มืดขึ้นมากะทันหัน เขาเห็นอีกาั์สามตัวที่กำลังดิ่งลงมาหาพวกเขาด้วยท่าทีดุร้าย ก่อนที่มันจะเอาจะงอยปาของตัวเองจิกเข้าไปในดวงตาของพวกเขาทั้งสามคนแล้วกระชากลูกตาออกมา
“อ๊าก...ไม่นะ! ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!”
ชายทั้งสามคนที่สูญเสียลูกตาไปพลันกรีดร้องออกมา พวกเขาดิ้นพล่านกลางอากาศอย่างสะเปะสะปะ ก่อนจะพลัดตกลงมากระแทกพื้นดังตึง!
ความวุ่นวายเล็กๆ นี้อยู่ในสายตาของหมาป่าสีขาวขนาดั์ที่ไม่รู้ว่ามาั้แ่ตอนไหน แน่นอนว่าพวกมันกระโจนเข้าหาชายชุดดำอีกสี่คนที่เหลือแล้วขย้ำพวกมันอย่างเหี้ยมโหด หมาป่าั์เหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพวกมันว่า เหนือชั้นยิ่งกว่าพวกหมาป่าสายลมเป็ไหนๆ ไม่ช้าบนยอดเขาก็เหลือเพียงกองกระดูก เศษเนื้อ และรอยเืกระจัดกระจายอยู่บนพื้น
สิบนาทีต่อมา กองทัพเมืองแซมบอร์ดและกองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอสก็เดินทางมาถึงจุดนี้
“โอ้ ตรงนี้มีศพอยู่สองสามศพแฮะ...” พัศดีโอเลเกร์แสยะยิ้มขณะที่พูดออกมาเสียงดัง
“เดินทางต่อ” ซุนเฟยแทบอยากจะเตะเ้าอ้วนสมควรตายนี่ไปไกลๆ สักที ไอ้บ้านี่เห็นศพทีไรก็ระริกระรี้เหมือนหมาเห็นขี้ ทำตัวได้หน้าขายหน้ามาก มารดามันเถอะ!
ผู้ดูแลเรดแนปป์ที่อยู่ข้างๆ ก็พิจารณาศพตรงหน้าอย่างละเอียด เขาพบว่าศพพวกนี้เหมือนศพที่เคยเห็นตามรายทางเมื่อหกครั้งก่อนหน้านี้ แม้ว่าศพจะเละจนแทบดูไม่ได้ แต่ก็ยังพอมองออกว่า พวกเขาถูกควักลูกตาออก ราวกับว่าถูกสัตว์อสูรอะไรสักอย่างโจมตี เขาครุ่นคิดอย่างละเอียด นับั้แ่เมื่อวานที่เกิดหินถล่มลงมาจนมีคนาเ็มากมาย าาแซมบอร์ดไม่เพียงไม่เพิ่มความระมัดระวังเท่านั้น ยังเรียกหน่วยลาดตระเวนกลับมาและยังเพิ่มความเร็วในการเดินทางอีกด้วย ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น การเดินทางก็ราบรื่นมาโดยตลอด ไม่พบเหตุการณ์ลอบโจมตีหรืออันตรายใดๆ อีก ทำให้พวกเขาสามารถเดินทางเข้ามาในอาณาเขตอาณาจักรทาเคดะได้อย่างรวดเร็ว
หากไม่นับศพที่พบเห็นตามรายทางอยู่ประมานสี่ห้ากลุ่มแล้ว ก็ไม่พบเหตุการณ์อะไรแปลกๆ เกิดขึ้นอีก
“ดูเหมือนว่าาาแซมบอร์ดจะแอบทำอะไรบางอย่างลับหลัง เพื่อสังหารพวกนักฆ่าที่คิดจะซุ่มโจมตีพวกนี้...หรือว่า เขามีกองกำลังลับภายใต้การบัญชาการของเขาอยู่?” เรดแนปป์รู้สึกใมาก
เมื่อเดินทางเข้ามาในเส้นทางหนึ่งฟ้าได้สองชั่วโมงกว่า ในที่สุด พวกเขาก็เดินทางมาถึงเขตแดนเทือกเขาสายฟ้าแล้ว
ที่นี่มีูเาที่สูงถึงร้อยเมตรตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวและหันหน้าเข้าหากัน มันดูเหมือนเทวรูปนักรบสองคนกำลังยืนอยู่ตรงชายขอบของเทือกเขา ด้วยลักษณะแปลกๆ ของมันทำให้มันมีชื่อเสียงอย่างมาก ผู้คนเรียกขานมันว่า ‘หอคอยคู่’ หากเดินทางผ่านหอคอยคู่ไปอีกครึ่งวัน พวกเขาก็จะเดินทางเข้าสู่เขตแดนของราชอาณาจักรเซนิท
แต่เมื่อกองทัพของพวกเขาเดินทางเข้าไปใกล้รัศมีห้าร้อยเมตรจากหอคอยคู่ ซุนเฟยก็พบว่า ห่างออกไปนั้นมีกลุ่มอัศวินเกราะทองคำประมาณหนึ่งร้อยคนกำลังรักษาการณ์อยู่ที่ด้านล่างหอคอย เมื่อมองเห็นกองทัพซุนเฟยเดินทางเข้ามา พวกเขาก็กรูกันมาปิดเส้นทาง ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่ยอมให้กองทัพเมืองแซมบอร์ดผ่านทางไป และผู้ที่อยู่ด้านหน้าสุดของเหล่าอัศวินเกราะทองเป็เด็กผู้ชายคนหนึ่ง เด็กคนนั้นสวมชุดเกราะสีทอง ถือหมวกเกราะสีทอง ผมสีบรอนซ์ทองของเขาสะบัดไปตามลมจนยุ่งเหยิงและขี่สัตว์อสูรอยู่ตัวหนึ่ง ร่างของเขาเผยกลิ่นอายอันตรายบางอย่างจางๆ ออกมา ยามที่มองมาที่พวกเขา ั์ตาของเด็กคนนั้นแฝงไปด้วยความเป็ศัตรู!
-------
