บทที่ 2 ของเล่นชิ้นใหม่
ควันบุหรี่สีเทาจางลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่อากาศเย็นเฉียบภายในห้องทำงานหรูหราที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของคลับเอ็กซ์คลูซีฟใจกลางเมือง แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบแก้ววิสกี้ราคาแพงที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สักขัดมัน แต่วัตถุที่ดึงดูดความสนใจของเ้าของห้องมากที่สุดในเวลานี้กลับไม่ใช่เครื่องดื่มเลิศรส แต่เป็วัตถุพลาสติกชิ้นเล็กๆ ที่กำลังถูกนิ้วเรียวยาวหมุนเล่นไปมาอย่างเพลิดเพลิน
บัตรประจำตัวนักศึกษา ที่มีรูปถ่ายหน้าตรงของเด็กหนุ่มสวมแว่นตากรอบหนาเตอะ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาหลังเลนส์แว่นกลับฉายความดื้อรั้นอย่างปิดไม่มิด
"วาโย วรโชติเมธี..."
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชื่อนั้นซ้ำเป็รอบที่ร้อย มุมปากหยักได้รูปของ 'ั' ทรูอัลฟ่าผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความเอ็นดู แต่เป็รอยยิ้มของนักล่าที่เพิ่งค้นพบร่องรอยของเหยื่อที่กล้ากระตุกหนวดเสือ
เขาทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้หนังสีดำสนิท มือข้างหนึ่งเลื่อนลงไปััหน้าท้องแกร่งที่ยังคงรู้สึกจุกหนึบๆ จากแรงกระแทกเมื่อคืนวาน
‘เข่าหนักใช้ได้... แถมยังกล้าปฏิเสธกู’
ัแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีตวาดมองไปยังแฟ้มเอกสารบางๆ ที่ลูกน้องคนสนิทเพิ่งนำมารายงานเมื่อสิบนาทีก่อน
ข้อมูลในนั้นระบุชัดเจน วาโย วรโชติเมธี นักศึกษาปีหนึ่ง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เด็กกำพร้าแม่ อาศัยอยู่กับพ่อเลี้ยงที่เป็ผีพนันเข้าขั้นโคม่า ชีวิตที่ต้องปากกัดตีนถีบ ทำงานพาร์ทไทม์สารพัดเพื่อส่งตัวเองเรียนและ ใช้หนี้แทนพ่อเลี้ยง
"หนี้ก้อนโตที่บ่อนทิศใต้..."
ัพึมพำ ั์ตาวาวโรจน์ขึ้นเมื่อเห็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ในชีวิตของอีกฝ่าย "บังเอิญเสียจริง ที่เ้าของบ่อนนั้นคือเครือข่ายของตระกูลกู"
มันไม่ใช่เื่ยากเลยสักนิดที่เขาจะจัดการเื่นี้ เพียงแค่โทรศัพท์กริ๊งเดียว สัญญาหนี้ฉบับนั้นก็ถูกโอนย้ายมาอยู่ในมือเขาเรียบร้อยแล้ว จากเ้าหนี้นามธรรม กลายเป็เ้าหนี้ที่มีตัวตน... และมีอำนาจล้นฟ้า
ัลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดปกเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทให้เข้าที่ ก่อนจะหยิบเสื้อช็อปสีเืหมูของคณะวิศวะฯ ขึ้นมาพาดบ่า กลิ่นอายกดดันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายกำยำ
"เตรียมรถ กูจะไปคณะสถาปัตย์"
----
ณ โรงอาหารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เวลา 12.15 น.
บรรยากาศใน่พักเที่ยงเต็มไปด้วยความจอแจ เสียงพูดคุยและเสียงช้อนส้อมกระทบจานดังเซ็งแซ่ วาโย นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวยาวมุมสุดของโรงอาหาร พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรงหน้าเขามีเพียงข้าวราดแกงราคาถูกที่สุดและน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว
เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว พลางขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ อาการปวดเมื่อยตามร่างกายจากการทำงานหนักเมื่อคืนยังคงรุมเร้า แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือความรู้สึกหวิวๆ ในช่องท้องที่เกิดจากระดับฮอร์โมนที่ไม่คงที่ แม้จะเป็โอเมก้ายีนด้อยที่แทบไม่มีใครจับกลิ่นได้ แต่เหตุการณ์เมื่อคืนที่เขาเผลอปล่อยฟีโรโมนต่อหน้าอัลฟ่าแปลกหน้าคนนั้น ทำให้เขาระแวงไปหมด
"เฮ้ย! วาโย มึงไหวป่าววะ หน้าซีดเหมือนไก่ต้มเลย"
เพื่อนร่วมคณะคนหนึ่งทักขึ้นขณะเดินถือจานข้าวผ่านมา
"ไหวๆ แค่นอนน้อยน่ะ"
วาโยฝืนยิ้มตอบ พยายามตักข้าวเข้าปาก
ทันใดนั้น บรรยากาศในโรงอาหารที่เคยดังระงมก็พลันเงียบกริบลงราวกับมีใครกดปุ่มปิดเสียง
ความเงียบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอาจารย์ฝ่ายปกครองเดินเข้ามา แต่เป็เพราะการปรากฏตัวของกลุ่มคนที่ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่
ที่หน้าประตูทางเข้าโรงอาหาร กลุ่มนักศึกษาชายร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อช็อปสีเืหมูประมาณห้าหกคนกำลังเดินเข้ามา ท่าทางของพวกเขาดูคุกคามและทรงอำนาจจนนักศึกษาคณะสถาปัตย์ที่รักสงบต่างพากันแหวกทางให้โดยอัตโนมัติ
นำขบวนโดยชายหนุ่มร่างสูงกว่าร้อยแปดสิบห้าเิเ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเ้าที่ปั้นแต่งมาด้วยความลำเอียง แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับเ็าและดุดันจนน่าขนลุก รอยสักรูปัที่โผล่พ้นคอเสื้อด้านข้างดึงดูดสายตาและความหวาดกลัวจากทุกคน
เฮดว้ากวิศวะฯ... ั
วาโยชะงัก ช้อนในมือร่วงลงกระทบจานเสียงดัง เคร้ง!
หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วขึ้นมาทันที ไม่ใช่ด้วยความรักใคร่ แต่เป็สัญชาตญาณการหนีภัยที่กรีดร้องเตือน ลางสังหรณ์บอกเขาว่าหายนะกำลังมุ่งหน้ามาหาเขา และมันก็เป็จริงดังคาด
ดวงตาคมกริบของักวาดมองไปรอบโรงอาหารเพียงครั้งเดียว ก่อนจะหยุดลงที่มุมห้อง... ล็อคเป้าหมายไปที่ร่างโปร่งบางสวมแว่นตา
ัแสยะยิ้มมุมปาก ขายาวก้าวอาดๆ ตรงดิ่งเข้ามาหาวาโย ทุกย่างก้าวหนักแน่นและมั่นคง ฝูงชนที่ขวางทางอยู่รีบกระถดตัวหนีด้วยความหวาดเกรง ราวกับฝูงแกะที่แตกตื่นเมื่อเห็นราชสีห์เดินเข้ามาในทุ่งหญ้า
วาโยอยากจะลุกหนี แต่ขากลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยหมุดที่มองไม่เห็น แรงกดดันมหาศาลจากฟีโรโมนของ True Alpha แผ่พุ่งตรงมาที่เขาเพียงคนเดียว
กลิ่นดินปืน... กลิ่นควันจางๆ ... และกลิ่นมินต์เย็นจัดที่บาดจมูก
ร่างสูงใหญ่มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะ เงาทะมึนทาบทับลงมาบดบังแสงสว่างจนหมดสิ้น วาโยเงยหน้าขึ้นมอง สบตาเข้ากับั์ตาสีรัตติกาลที่กำลังจ้องมองเขาด้วยความสนุกสนานปนอำมหิต
ปึก!
บัตรนักศึกษาแข็งๆ ถูกกระแทกลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าวาโยเสียงดังสนั่น จนเศษข้าวในจานกระเด็น
"ทำของสำคัญตกไว้ แล้วไม่คิดจะไปตามคืนรึไง?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามเรียบๆ แต่ฟังดูเยือกเย็นจนคนรอบข้างเริ่มถอยห่างออกไปทิ้งระยะ วาโยเม้มปากแน่น พยายามคุมสติไม่ให้มือสั่น เขาจำได้แม่นว่าทำบัตรหายไปตอนที่ปะทะกับผู้ชายคนนี้เมื่อคืน
"ขอบคุณที่เก็บมาให้ครับ... รุ่นพี่" วาโยกัดฟันพูด เอื้อมมือจะไปหยิบบัตรคืน
แต่ฝ่ามือหนากลับตะปบลงบนบัตรนั้นไว้ก่อน กดมันไว้กับโต๊ะแน่น
"เดี๋ยว..."
ัโน้มตัวลงมา ใช้แขนทั้งสองข้างค้ำยันขอบโต๊ะ กักขังร่างของวาโยไว้ในอาณาเขตของเขา ใบหน้าหล่อเหลาเลื่อนเข้ามาใกล้จนวาโยััได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว
"คิดว่าจะเอาคืนไปง่ายๆ งั้นเหรอ?"
"แล้วพี่้าอะไร?"
วาโยถามเสียงแข็ง จ้องกลับอย่างไม่ยอมลดละ แม้เหงื่อกาฬจะเริ่มซึมตามไรผม
ัหัวเราะในลำคอ หึ เสียงหัวเราะที่ทำให้ขนลุกซู่ เขาขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูขาวสะอาดของอีกฝ่าย ก่อนจะสูดดมกลิ่นกายของคนตัวเล็กกว่าอย่างจาบจ้วง
กลิ่นหอม กลิ่นดอกราตรีต้องฝนที่เขาตามหา
"หนีเก่งนักนะ..."
ักระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ลมหายใจอุ่นจัดเป่ารดจนวาโยต้องหดคอหนี
"คิดว่ากูจะหาตัวมึงไม่เจอเหรอ... วาโย?"
"ถอยออกไปนะ!"
วาโยผลักอกแกร่งเต็มแรง แต่ร่างสูงกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง
"กูมาทวงค่าเสียหาย"
ัผละหน้าออกมาเล็กน้อย พอให้สบตากันในระยะประชิด
"ค่าที่มึงทำกูเจ็บ... และค่าที่พ่อเลี้ยงมึงติดหนี้บ่อนกู"
วาโยเบิกตากว้าง
"พ...พี่พูดเื่อะไร?"
"สองล้านบาท" ัเอ่ยตัวเลขเสียงดังฟังชัด จงใจให้คนรอบข้างได้ยิน
"พ่อเลี้ยงมึงเอาบ้านไปจำนองแล้วหนีหนี้บ่อนในเครือของกู สัญญาหนี้ตอนนี้อยู่ที่กู... นั่นหมายความว่า กูคือเ้าหนี้โดยชอบธรรมของมึง"
มือหนาล้วงเอาเอกสารสำเนาสัญญาหนี้ที่มีลายเซ็นพ่อเลี้ยงของวาโยชัดเจนออกมาวางทับลงบนบัตรนักศึกษา
วาโยมองเอกสารตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน โลกทั้งใบเหมือนจะหมุนคว้าง สองล้านบาท... ลำพังแค่ค่าเทอมเขาก็แทบเอาตัวไม่รอด แล้วจะไปหาเงินสองล้านมาจากไหน
"ไม่มีจ่ายใช่ไหม?"
ัยักคิ้ว แสร้งทำหน้าเห็นใจ
"กูก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น... ในเมื่อไม่มีเงิน ก็ต้องใช้แรงงานแลก"
"ผมไม่..."
"เป็เบ้กู"
ัสวนขึ้นทันควัน ตัดบทอย่างเผด็จการ
"มาเป็ทาสรับใช้ส่วนตัวของกู ทำทุกอย่างที่กูสั่ง จนกว่ากูจะพอใจ แล้วดอกเบี้ยจะถือเป็โมฆะ"
"ไม่มีทาง! ผมไม่เป็ขี้ข้าใครทั้งนั้น!"
วาโยะโปฏิเสธ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายทำให้เขาไม่อาจยอมก้มหัวให้คนพรรค์นี้ได้ ทันทีที่สิ้นเสียงปฏิเสธ บรรยากาศรอบตัวัก็เปลี่ยนไปทันที จากความยียวนกวนประสาท กลายเป็ความเกรี้ยวกราดที่รุนแรง
"คุกเข่า..."
ักดเสียงต่ำ ใช้ Alpha Voice คำรามออกมา เป็คลื่นพลังอำนาจที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าใส่ประสาทััของทุกคนในบริเวณนั้น โดยเฉพาะวาโยที่เป็เป้าหมายหลัก
"อึก!"
วาโยรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกดทับลงบนบ่า ขาของเขาสั่นระริก ร่างกายประท้วงด้วยความหวาดกลัวต่อจ่าฝูงตามธรรมชาติ เขากัดริมฝีปากจนห่อเื พยายามฝืนยืนหยัดต้านแรงกดดันนั้นอย่างสุดความสามารถ เหงื่อเม็ดโป้งไหลอาบแก้ม
ัหรี่ตามองคนตรงหน้าด้วยความประหลาดใจเล็กๆ ปกติเจอขนาดนี้ต้องทรุดลงไปกองกับพื้นแล้ว แต่วาโยกลับยังยืนอยู่ได้... ดื้อด้านเสียจริง
"เก่ง..."
ัเอ่ยชม แต่เป็คำชมที่อาบยาพิษ เขาเอื้อมมือไปบีบปลายคางเรียวของวาโย บังคับให้เชิดหน้าขึ้นมองเขา "แต่กูไม่ชอบคนดื้อ"
นิ้วหัวแม่มือหยาบกร้านไล้ไปตามริมฝีปากล่างที่บวมช้ำของวาโย แววตาของัเปลี่ยนเป็ความลุ่มหลงเจือความดิบเถื่อน
"ฟังกูให้ดี วาโย..."
เขาโน้มหน้าลงมาจนหน้าผากชิดกัน ราวกับจะถ่ายทอดคำสั่งลงไปในจิติญญา
"นับั้แ่วินาทีนี้... ชีวิตมึง ร่างกายมึง แม้แต่ลมหายใจของมึง... มึงคือสมบัติของกู"
ประโยคนั้นดังก้องในหัวของวาโยราวกับคำสาป
"ถ้ามึงปฏิเสธกูจะตามไปรื้อบ้านมึงตอนนี้ และจะส่งคนไปลากคอพ่อเลี้ยงมึงมาตัดนิ้วทีละนิ้ว เลือกเอา... ว่าจะเป็เด็กดีเดินตามกูมา หรือจะรอเก็บศพคนในครอบครัว"
วาโยตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้นและคับแค้นใจ น้ำตาแห่งความเจ็บใจคลอหน่วยในดวงตาคู่สวย แต่เขารู้ดีว่าคำขู่ของคนระดับนี้ไม่ใช่เื่ล้อเล่น เขามีทางเลือกเดียว... ทางเลือกที่ไม่มีทางออก
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ อย่างจำนน
"ดี..."
ัยิ้มพึงพอใจ ผละมือออกจากใบหน้าของอีกฝ่าย แล้วคว้าข้อมือเล็กของวาโยไว้แน่น
"ลุกขึ้น แล้วตามกูมา งานแรกของมึงเริ่มเดี๋ยวนี้"
ัออกแรงกระชากเบาๆ ให้วาโยเดินตาม ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของนักศึกษาทั้งโรงอาหาร วาโยจำต้องก้าวเท้าตามแรงดึงนั้นไป แผ่นหลังกว้างของคนตรงหน้าดูสูงใหญ่ราวกับกำแพงที่เขาไม่มีวันข้ามพ้น
กลิ่นดอกราตรีที่เคยหอมรื่นรมย์ บัดนี้ถูกกลบด้วยกลิ่นดินปืนอันตรายอย่างสมบูรณ์...
กรงขังที่มีชื่อว่า ัได้ปิดล็อคลงแล้วอย่างแ่า
*****
