หวังเฮ่าเห็นว่าภรรยาจิตใจดีงามถึงเพียงนี้ ก็เกิดความคิดว่าชาติก่อนเขาทำเื่ดีงามไว้มากเพียงใด ชาตินี้ถึงได้ตบแต่งภรรยาผู้นี้ “ชิงชิง ขอบคุณเ้ามาก ไป พวกเราไปบ้านตระกูลเจิ้งกัน”
หลี่ชิงชิงลงจากตักหวังเฮ่า ลุกขึ้นพลางจัดระเบียบเสื้อผ้าหน้าผมครู่หนึ่ง หันกลับไปเห็นว่าหวังเฮ่ายังไม่ลุกขึ้น จึงเอ่ยถามว่า “ไม่ใช่ว่าจะไปหรือ?” เอ่ยจบนางก็เห็นตรงกลางเป้ากางเกงของหวังเฮ่านูนขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ ท่าทางเช่นนี้ของเขาจะออกไปข้างนอกได้อย่างไร
ฮึ่ย เ้าคนหยาบคายผู้นี้ จริงๆ เลย ไม่เรียบง่ายเลยสักนิด!
หวังเลี่ยงและหวังจวี๋ซื้อไก่ตัวผู้ตัวใหญ่สองตัว ปลาเฉาฮื้อขนาดใหญ่หนึ่งตัวหนักแปดจินมาจากตําบลชิงอวี๋ สองพี่น้องกลับบ้านอย่างมีความสุข แต่พบว่าลานบ้านว่างเปล่า เรือนอิฐสามแถวล้วนไร้ผู้คน
หวังจวี๋เอ่ยในห้องครัวเสียงดังว่า “พี่สี่ ในห้องครัวมีปลาหลีฮื้อสองตัว แต่เล็กกว่าปลาเฉาฮื้อที่พวกเราซื้อมามาก!”
“พี่สาม พี่สะใภ้สามไปที่ใดแล้วก็ไม่รู้” หวังเลี่ยงนําปลาทั้งสามตัวไปที่ข้างบ่อน้ำ “ข้าจะทำความสะอาดปลา เ้าไปหุงข้าว อาหารวันนี้ทำแต่ของดีๆ พี่สามกลับมาแล้ว เ้าต้องหุงข้าวเพิ่มหน่อย”
เขาทำเป็เพียงแล่ปลา แต่ไม่ถึงกับคล่องแคล่วนัก ยังเชือดไก่ไม่เป็ คิดว่าจะเรียนรู้วิธีเชือดไก่กับคนในบ้าน
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อสองสามีภรรยาก็กลับมา ครั้นเห็นว่าหวังเฮ่าและหลี่ชิงชิงสองสามีภรรยาไม่อยู่ ในใจพลันรู้สึกงุนงงเป็อย่างยิ่ง ในขณะที่กําลังจะส่งหวังเลี่ยงและหวังจวี๋ออกไปตามหา ก็เห็นหวังเฮ่าสองสามีภรรยา และหวังเยวี่ยเดินเลียบถนนในหมู่บ้านกลับมา
ผู้เฒ่าหวังมองหวังเฮ่า “เหตุใดพวกเ้าสองคนถึงออกไปข้างนอกเล่า?” พลางเอ่ยในใจว่า มิใช่ว่าให้เ้าอยู่บ้านเพื่อทำลูกกับภรรยาหรอกหรือ เหตุใดเ้าจึงพาภรรยาออกไปข้างนอก? ด้วยความเร็วของเ้าเช่นนี้ เมื่อไรข้าจะได้อุ้มหลานชายแท้ๆ!
“ภรรยาข้าได้ยินว่าพี่เจิ้งแขนซ้ายขาด จึงรีบบอกให้พาไปที่บ้านตระกูลเจิ้งเพื่อดูอาการของพี่เจิ้งขอรับ” หวังเฮ่าหยุดครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “โชคดีที่ภรรยาข้าไป เมื่อตรวจดูแล้วพบว่าาแที่แขนของพี่เจิ้งมีเืไหลอีกแล้ว... เฮ้อ แพทย์ทหารในกองทัพไม่มีผู้ใดมีทักษะทางการแพทย์สูงส่งเลย พี่เจิ้งรักษาตัวในกองทัพเป็เวลาหนึ่งเดือน แต่าแก็ยังไม่หาย”
หลิวซื่อเอ่ยถามหลี่ชิงชิงอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจิ้งหยวนจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้หรือไม่?”
“ได้เ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงนึกถึงแผลแขนขาดของเจิ้งหยวน นั่นคือการเห็นชีวิตคนเสมือนต้นหญ้าอย่างแท้จริง สีหน้าพลันเคร่งขรึม ทอดถอนหายใจพลางคิดในใจว่า ทักษะการแพทย์ของแพทย์ทหารในกองทัพแคว้นต้าถังต่ำมากเช่นเดียวกับแพทย์ตามท้องถิ่น
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
หลี่ชิงชิงเอ่ยต่อ “เพียงแต่สุขภาพของพี่เจิ้งทรุดโทรมยิ่ง ครั้งนี้ต้องพักฟื้นอย่างน้อยร้อยวัน แล้วยังต้องบํารุงร่างกายให้ดีเ้าค่ะ”
“เป็เช่นนั้น เจิ้งหยวนแขนขาดไปหนึ่งข้าง และยังเสียเืไปมาก... เฮ้อ เขาสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ก็ถือว่าโชคดีในความโชคร้ายแล้ว” หลิวซื่อเอ่ยพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “เฝิงซื่อเหลือเพียงเจิ้งหยวนที่เป็บุตรชายเพียงคนเดียว”
แววตาของหลี่ชิงชิงมีความสงสัย
หวังเฮ่าอธิบายให้หลี่ชิงชิงฟังว่า “น้องชายของเจิ้งหยวนเสียชีวิตช้าไป มิฉะนั้นตระกูลเจิ้งจะมีเจิ้งหยวนที่เป็บุรุษที่เป็ผู้ใหญ่เพียงคนเดียว ตามระเบียบของราชสำนัก เจิ้งหยวนไม่จําเป็ต้องไปเกณฑ์ทหาร”
“เป็เช่นนี้นี่เอง” หลี่ชิงชิงถอนหายใจเบาๆ โชคชะตาของตระกูลเจิ้งช่างขมขื่นจริงๆ ทว่าญาติทั้งหกคนของผู้เฒ่าหวังพ่อสามีของนางก็เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน เขาโดดเดี่ยวและลําบากยากแค้นมานาน กระทั่งได้พบกับหลิวซื่อแม่สามีจึงมีคนคอยอยู่ข้างกาย
“ตระกูลเจิ้งไม่มีเงิน หากมีเงินก็สามารถจ่ายเป็เงินได้ เช่นนี้ก็ไม่ต้องเข้าร่วมการเกณฑ์ทหาร” หวังเลี่ยงที่แล่ปลาสามตัวเสร็จแล้ว หลังมือซ้ายยังมีเกล็ดปลาติดอยู่ เดินเข้ามาพร้อมเอ่ยว่า “หากพี่สะใภ้สามแต่งเข้าบ้านเราเร็วกว่านี้สักสองสามปีก็คงเป็การดี บ้านเราสามารถจ่ายเงินละเว้นการเกณฑ์ทหาร เช่นนี้พี่สามของข้าก็ไม่ต้องไปเข้าร่วมกองทัพแล้ว”
การเกณฑ์ทหารของแคว้นต้าถังสามารถชดเชยได้ด้วยเงิน
เมื่อก่อนตระกูลหวังยากจน แม้แต่ข้าวยังกินไม่อิ่มท้อง แล้วจะไปหาเงินจากที่ใดมาจ่ายชดเชยให้การเกณฑ์ทหาร และตระกูลเจิ้งนั้นยากจนกว่าตระกูลหวังยิ่ง
หลี่ชิงชิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ปีนี้ข้าอายุเพียงสิบหกปี สองสามปีก่อนข้ายังโตไม่เท่าเ้าเลย จะแต่งเข้ามาได้อย่างไรกัน?”
หวังเลี่ยงเอ่ยอีกว่า “ข้ารู้สึกว่ากองทัพอันตรายเกินไป หากพี่สามไม่ต้องอยู่ในกองทัพก็คงดีขอรับ”
หวังเฮ่าเห็นสีหน้าห่วงใยของคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้เฒ่าหวังสองสามีภรรยาที่เผยสีหน้ารู้สึกผิด ชายหนุ่มก็รีบร้อนเอ่ยว่า “ทุกอย่างคือโชคชะตา บางคนเข้าร่วมสนามรบหลายครั้ง แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ดีไม่เป็อันใด บางคนแม้ว่าพวกเขาจะอยู่แต่ในบ้าน แต่ก็ยังประสบเคราะห์ร้ายต่างๆ จนสูญเสียชีวิต ข้าผู้นี้นับว่าเป็คนดวงแข็ง แม้แต่โจรชั่วที่ราชสำนักประกาศจับตัวก็ยังตายด้วยน้ำมือข้า ข้าอยู่ในกองทัพย่อมไม่เป็อันใดแน่นอน”
ทุกครั้งที่เขากลับมาเยี่ยมญาติ ล้วนต้องเอ่ยทำนองนี้เพื่อปลอบใจครอบครัวที่เป็ห่วงเขา
หลี่ชิงชิงไปหยิบยา ก่อนที่หวังเฮ่าและนางจะนำยาไปมอบให้เจิ้งหยวน หลิวซื่อที่มีจิตใจดียังมอบไก่ครึ่งตัวให้เจิ้งหยวน เฝิงซื่อจะได้ตุ๋นให้เจิ้งหยวนกินเพื่อบํารุงเื
ยาที่หลี่ชิงชิงทำขึ้นมามีประสิทธิภาพดีกว่ายาของกองทัพหลายเท่า าแของเจิ้งหยวนที่ทาด้วยผงห้ามเื เืก็หยุดไหลในทันที
สายตาของหวังเฮ่ายามมองภรรยาตนเองมีความเลื่อมใสและซาบซึ้งเพิ่มขึ้นสองส่วน มีภรรยาที่รู้วิชาแพทย์อยู่ในบ้าน เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าคนในครอบครัวจะเจ็บป่วยแล้ว
ในขณะที่คนทั้งคู่อยู่ที่บ้านตระกูลเจิ้ง ครอบครัวที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเจิ้งในหมู่บ้าน ต่างก็ส่งของมาให้หลังจากทราบข่าว
เฝิงซื่อร้องห่มร้องไห้พลางรับเอาไว้ จากนั้นก็เช็ดน้ำตาให้แห้งแล้วไปทําอาหารในห้องครัว
หลังเจิ้งหยวนเห็นว่ามารดาเฒ่ายอมรับความจริงได้แล้ว ในใจพลันเกิดความรู้สึกผิด ทว่าอีกด้านก็ปลุกใจตนเองให้ฮึกเหิมเพื่อใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งต่อไป แต่ขณะเดียวกันก็กังวลว่าหลังจากหวงซื่อภรรยาของตนกลับมา เขากลัวว่าหวงซื่อจะรับเื่นี้และยอมรับเขาไม่ได้...
หลี่ชิงชิงเอ่ยปลอบใจ “พี่ใหญ่เจิ้ง ตอนนี้ท่านอย่าได้คิดมาก พักฟื้นร่างกายให้ดีเสียก่อนเ้าค่ะ”
เจิ้งหยวนพูดกับหวังเฮ่าด้วยน้ำตาคลอหน่วยตา “ระหว่างทางค่ากินค่าใช้ล้วนเป็เงินของเ้า น้องสะใภ้ยังมอบยาให้ข้าอีก...”
เขาเป็คนซื่อตรงและเก็บตัว หลังจากแขนขาดก็มักจะเหม่อลอย และยิ่งไม่ชอบพูดจายิ่งกว่าเดิม แต่หวังเฮ่ามีบุญคุณต่อเขา เขาร้องไห้พลางเอ่ยสองประโยคนี้ คําพูดต่อมาก็เอ่ยไม่ออกแล้ว เขารู้สึกว่าคนเช่นเขา ในภายภาคหน้าคงไม่อาจเจริญรุ่งเรืองได้แล้ว คำกล่าวเช่นว่าตอบแทนบุญคุณช่างดูไม่สมจริงเอาเสียเลย
หวังเฮ่ารู้สึกอึดอัดใจ รีบร้อนเอ่ย “พวกเราเป็พี่น้องกัน พี่ชาย ท่านพักผ่อนให้มากๆ พรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมใหม่ขอรับ”
มื้อเย็นครอบครัวตระกูลหวังกินไก่และปลา ผู้เฒ่าหวังและลูกๆ ยังพากันร่ำสุรา หวังเลี่ยงที่ยังไม่โตเป็ผู้ใหญ่ก็ได้ดื่มด้วยหนึ่งจอกเล็ก
หลังกินอาหารเสร็จ หลี่ชิงชิงก็ไปหมักแป้งที่ห้องครัว หวังเฮ่าจึงรีบเข้ามาช่วย
หลี่ชิงชิงยังไม่ได้สอนการหมักแป้งให้คนตระกูลหวัง นางเป็คนหมักเองทุกครั้ง
การหมักแป้งต้องใช้เชื้อหมัก หลี่ชิงชิงยังใส่น้ำตาลลงในแป้งเพื่อให้แป้งขึ้นฟูดีอีกด้วย
น้ำตาลของแคว้นต้าถังเป็น้ำตาลทรายแดงที่มีการเจือปน ไม่บริสุทธิ์
แต่น้ำตาลที่หลี่ชิงชิงใช้ คือน้ำตาลทรายแดงที่กําจัดสิ่งเจือปนออกแล้ว
หวังเฮ่าเห็นว่าหลี่ชิงชิงเทแป้งลงในถังใบใหญ่ถึงครึ่งถัง ก็เอ่ยถามอย่างตกตะลึงว่า “แป้งมากมายขนาดนี้เชียวหรือ?”
“แป้งเหล่านี้ทําได้เพียงเจ็ดร้อยลูกเท่านั้น” หลี่ชิงชิงหมุนกายหันไปหยิบเชื้อหมักที่ใส่กุญแจเอาไว้ในตู้
จากนั้นก็ลงกุญแจตู้ไม้ที่ใช้วางเชื้อหมัก นี่เป็คำขอของหลิวซื่อ หลิวซื่อกลัวว่าจางซื่อจะขโมยเชื้อหมักไปให้บ้านเดิมของนาง ถึงยามนั้นตระกูลจางก็อาจจะขายซาลาเปา แล้วแย่งการค้าของตระกูลหวังไป
หวังเฮ่าใอีกครั้ง “ซาลาเปาเจ็ดร้อยลูก? เ้าต้องทําซาลาเปาเยอะขนาดนี้ทุกวันเลยหรือ?”
“มากกว่านั้น ข้ากับพี่หญิงต้องทําซาลาเปาวันละหนึ่งพันกว่าลูก นี่เป็เพราะเ้ากลับมา พรุ่งนี้ข้าจึงตั้งใจจะทําซาลาเปาเพียงเจ็ดร้อยลูก ส่งให้หอเพียวเซียงห้าร้อยลูก ส่วนอีกสองร้อยลูกนำไปขายที่อําเภอ” หลี่ชิงชิงเอ่ยพลางใส่เชื้อหมักที่ผ่านการแช่น้ำลงในแป้ง
“หอเพียวเซียง?!” หวังเฮ่านึกว่าหูของตนได้ยินผิดไปแล้ว
