ไป๋หยุนเฟยจ้องมองสตรีชุดขาวที่เดินมาพร้อมกับเหลียนหลิงิ่ หลังจากตื่นตะลึงไปชั่วขณะก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นประหลาดใจ
“นั่นคือ... ถังซินหยุน?!”
ที่แท้หญิงสาวผู้นั้นก็คือถังซินหยุนนั่นเอง!
ระหว่างที่ตกตะลึงอยู่นั้น เหลียนหลิงิ่กับถังซินหยุนก็เดินมาถึงเบื้องหน้า ถังซินหยุนเองก็แสดงท่าทีว่าจดจำไป๋หยุนเฟยออก
“ฮ่า ฮ่า ศิษย์น้องไป๋ คิดไม่ถึงว่าเ้าก็อยู่ที่นี่ด้วย วันทดสอบเข้าสำนักข้ามัวแต่วุ่นวายอยู่จึงไม่ได้กล่าวลา ภายหลังจึงได้ยินข่าวว่าเ้ามีความสามารถอันโดดเด่น แม้แต่ข้าเองก็ยังรู้สึกตกตะลึง” เมื่อเหลียนหลิงิ่พบไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มพร้อมกับกล่าวทักทาย
“เอ่อ... อา? อ้อ ฮ่า ฮ่า คารวะศิษย์พี่หญิง...” ไป๋หยุนเฟยได้สติรู้สึกตัวจึงรีบคารวะต่อเหลียนหลิงิ่
เหลียนหลิงิ่ยิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นจึงหันไปทางถังซินหยุนพร้อมกับกล่าวว่า “ศิษย์น้องห้า นี่คือคนที่ข้าเอ่ยถึง ผู้ที่ได้รับการยกเว้นและท่านเ้าสำนักรับไว้เป็ศิษย์สายตรงเรียกว่า ศิษย์น้องไป๋ ก่อนหน้านี้เ้าเก็บตัวฝึกปรือดังนั้นจึงไม่...”
“เอ๊ะ? ศิษย์น้องห้า เ้าเป็อะไรไป?” กล่าวได้เพียงครึ่งประโยคก็พบว่าถังซินหยุนมีท่าทีผิดปกติ จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น แต่เมื่อเห็นท่าทีอันแปลกประหลาดของไป๋หยุนเฟยก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะถามออกไปว่า “หรือว่า... พวกเ้ารู้จักกัน?!”
“เอ่อ... เรียนศิษย์พี่หญิง พวกเรารู้จักกันจริงๆ...” ไป๋หยุนเฟยยิ้มอย่างขัดเขิน จากนั้นจึงกล่าวกับถังซินหยุนว่า “แม่นางถัง ช่างบังเอิญนัก คิดไม่ถึงว่าจะได้มาพบกันที่นี่”
ถังซินหยุนค่อยรู้สึกตัวได้สติ หลังจากยิ้มให้แก่ไป๋หยุนเฟยแล้วจึงกล่าวว่า “คุณชายไป๋ คิดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีก ครั้งที่แล้ว... ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้”
ไป๋หยุนเฟยโบกมือพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องขอบคุณ แค่เื่เล็กน้อยราวพลิกฝ่ามือเท่านั้น หลังจากครั้งนั้น ข้าให้เทียนิสั่งคนออกตามหาท่านแต่ก็ไม่พบ จึงคาดว่าท่านกับป้าจ้าวไม่ได้หยุดพักและคงหนีไปไกลแล้ว... หลังจากนั้นพวกท่านคงไม่ได้พบอันตรายใดอีกกระมัง? จริงสิ ป้าจ้าวเล่า? ครั้งที่แล้วนางได้รับาเ็สาหัส ไม่ทราบว่าเป็อย่างไรบ้าง?”
“นั่นไม่ได้ง่าย‘เพียงพลิกฝ่ามือ’ดังท่านว่า...” ถังซินหยุนถอนหายใจแ่เบาก่อนจะกล่าวต่อ “ขอบคุณคุณชายไป๋ที่ห่วงใย ป้าจ้าวยามนี้ไม่เป็ไรแล้ว นางพาข้ามาส่งที่สำนักช่างประดิษฐ์จากนั้นก็กลับบ้านไป”
“ช้าก่อน...” เหลียนหลิงิ่ที่ยืนด้านข้างกล่าวแทรกขึ้นก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจว่า “ศิษย์น้องไป๋ ศิษย์น้องห้า พวกเ้ารู้จักกันมานานแล้วหรือ? เื่นี้บังเอิญเกินไปแล้ว? แล้วที่พวกเ้าเอ่ยถึงเมื่อครู่คือเื่อันใด? ผู้ใดช่วยชีวิตผู้ใด?”
ไป๋หยุนเฟยอธิบายว่า “ข้ากับแม่นางถังรู้จักกันมานานแล้ว เคยเดินทางร่วมกันมา่หนึ่งเมื่อครั้งอยู่ในมณฑลเป่ยเหยียน หลังจากนั้นแม่นางถังเร่งรุดเดินทางมาก่อนข้า เนื่องจากข้ามีธุระต้องจัดการจึงหยุดพักที่นั่นอยู่ระยะหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าพวกเราจะมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน...”
ถังซินหยุนกล่าวเสริมอีกว่า “หลังจากนั้นข้าก็ประสบอันตรายอีกครั้งแต่ก็ได้คุณชายไป๋เข้ามาช่วยเหลือจึงรอดพ้นมาได้ จากนั้นก็เร่งรุดเดินทางจนกระทั่งมาถึงสำนักช่างประดิษฐ์...”
“อ้อ เป็เช่นนี้เองหรือ...” เหลียนหลิงิ่พยักหน้าก่อนจะกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นพวกเ้าทั้งสองก็ถือว่ามีชะตาต้องกันจริงๆ ไม่เพียงได้มาพบกันที่สำนักช่างประดิษฐ์ แต่ยังได้เป็ศิษย์สายตรงด้วยกันทั้งคู่ อย่างนี้กระมังที่เรียกว่า‘พรหมลิขิต’?”
“เอ่อ...” ไป๋หยุนเฟยทำตัวไม่ถูก จึงได้แต่เกาศีรษะกล่าวว่า “บังเอิญ เป็เพียงเื่บังเอิญเท่านั้น...”
“จิ๊บ!!”
เสียงอันสดใสของวิหคตัวหนึ่งดังแว่วมาจากบนท้องฟ้า ไป๋หยุนเฟยเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นปักษาไร้เงาเสี่ยวไป๋ที่ยามนี้มีขนาดเท่านกกระจอกกำลังบินวนร่อนลงมาหา เสียงร้องของมันเปี่ยมด้วยความยินดีราวกับจะบอกว่าดีใจที่ได้พบกับไป๋หยุนเฟยอีกครั้ง
“เฮ้ เสี่ยวไป๋ไป๋!!” หวงฝู่รุ่ยร้องเรียกด้วยความยินดี หลังจากโยนสุกรขาวตัวน้อยในอ้อมอกทิ้งก็กวักมือเรียก “เสี่ยวไป๋ไป๋ ลงมาเล่นกับข้าเร็ว! พวกเรามาเล่น‘ผูกเชือกบิน’กันอีกครั้งเถอะ!”
“จิ๊บ!”
เสี่ยวไป๋ที่กำลังร่อนลงมากลับชะงักตัวแข็งทื่อกลางอากาศจนแทบจะพลิกร่วงลงมาจากท้องฟ้า หลังจากทรงตัวได้ก็รีบขยับปีกกระพือโดยแรงบินหนีไปอีกทางทันที...
“เสี่ยวไป๋อย่าเพิ่งหนี... คิกคิก หากข้าจับได้เ้าต้องยอมเล่นกับข้า” เท้าของหวงฝู่รุ่ยปรากฏแสงสีแดงวาบขึ้น จากนั้นจึงพุ่งกระโจนไล่ตามปักษาไร้เงาอย่างสุดกำลัง เสี่ยวไป๋เห็นดังนั้นก็ตั่วสั่นเร่งความเร็วให้มากขึ้นกว่าเดิม
“อู๊ด อู๊ด!!” สุกรน้อยที่ถูกสลัดทิ้งจากอ้อมอกร้องด้วยความรันทดอย่างแ่เบา จากนั้นจึงใช้กีบเท้าตะกุยดินไล่ตามไป
“...” ไป๋หยุนเฟยจึงได้แต่เหม่อมองด้วยท่าทีตะลึงลาน
“ต้ายต้าย อย่าเพิ่งไป! รอข้าด้วย!!” เหลียนหลิงิ่มองตามหวงฝู่รุ่ยที่กำลังวิ่งไล่จับปักษาไร้เงา แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็แทบจะไม่เห็นเงาของนางแล้ว
กล่าวจบก็พลิ้วกายเคลื่อนไหวดังสายลมไล่ตามไปยังทิศทางเดียวกับหวงฝู่รุ่ย
“เอ่อ นี่...” ไป๋หยุนเฟยตะลึงงันไปชั่วครู่ สุดท้ายจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ศิษย์น้องหญิงช่างน่ารักจริงๆ มีความสุขไร้เดียงสาอยู่ตลอดเวลา”
“อืม ศิษย์น้องหญิงมีความคิดใส่ซื่อบริสุทธิ์ ชวนให้ทุกคนรู้สึกเอ็นดู ไม่เพียงแต่ท่านอาจารย์และผู้าุโที่สองเท่านั้น ทุกคนในสำนักไม่ว่าจะระดับก็ล้วนรักถนอมนางเช่นเดียวกัน ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ยอมให้นางได้รับอันตรายหรือาเ็แม้แต่น้อย...”
ถังซินหยุนรั้งสายตากลับมามองไป๋หยุนเฟย จากนั้นจึงเอ่ยถามเสียงค่อย “จริงสิคุณชายไป๋ ครั้งก่อน... ท่านไม่ได้รับอันตรายกระมัง?”
ไป๋หยุนเฟยทราบว่าที่นางถามก็คือครั้งก่อนที่ช่วยให้พวกนางหนีรอดได้แล้ว หลังจากนั้นเป็อย่างไรต่อ ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “แม่นางถังคิดมากไปแล้ว ท่านดูข้าในยามนี้ เหมือนผู้ที่ได้รับอันตรายมาหรือ?”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว...” ถังซินหยุนถอนหายใจโล่งอก ครั้งนั้นหลังจากหลบหนีออกมาได้แล้ว นางเคยคิดจะกลับไปตามหาไป๋หยุนเฟย แต่ก็ถูกป้าจ้าวห้ามปรามไว้ ั้แ่นั้นในใจนางก็เฝ้ากังวลถึงไป๋หยุนเฟยที่‘ถูกทอดทิ้ง’ไว้เื้ั หากว่าไป๋หยุนเฟยได้รับาเ็จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น นางคงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต
ไป๋หยุนเฟยไม่อยากเอ่ยถึงเื่นี้มากนัก ไม่เช่นนั้นคงเหมือนตนเองทำไปเพื่อหวังผลตอบแทน มันจึงเอ่ยแทรกขึ้น “จริงสิ แม่นางถัง ท่านมาถึงสำนักช่างประดิษฐ์เมื่อใด? ฟังจากศิษย์พี่หญิงแล้วท่านได้เป็ศิษย์สายตรงของผู้าุโที่สามแล้ว? ไฉนก่อนหน้านี้ข้าจึงไม่พบเ้ามาก่อน?”
“ข้ามาถึงที่นี่เมื่อราวห้าสิบวันก่อน ยามนั้นห่างจากวันเปิดรับศิษย์เข้าสำนักช่างประดิษฐ์อยู่ราวครึ่งเดือน และข้าก็คิดว่าการขึ้นเขาเพื่อขอเข้าเป็ศิษย์คงเป็ไปได้ยาก แต่ทว่าโชคดีบังเอิญได้พบท่านอาจารย์ที่กำลังเดินทางกลับจากด้านนอก นางจึงพาข้าขึ้นเข้ามาด้วย และที่โชคดียิ่งกว่านั้นคือข้ามีพร์ธาตุไฟระดับสูงมิหนำซ้ำพร์หลอมประดิษฐ์ก็ไม่ด้อย ท่านอาจารย์จึงรับข้าไว้เป็ศิษย์สายตรง นี่เป็เื่ที่ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น...” ถังซินหยุนกล่าวอย่างแช่มช้า “ท่านก็ทราบดีว่าข้าเป็วีรชนิญญาระดับสุดปลาย และที่ไม่ทะลวงผ่านเข้าสู่ด่านภูติญญาก็เพราะได้ยินมาว่ามีเพียง่เวลาในห้วงการบรรลุสู่ด่านภูติญญาเท่านั้นจึงจะหลอมวัตถุิญญาเฉพาะตัวขึ้นได้ ดังนั้นั้แ่ข้าเข้าสำนักมาก็ได้รับการชี้แนะสั่งสอนวิธีหลอมวัตถุิญญาเฉพาะตัวจากท่านอาจารย์ จากนั้นข้าก็เก็บตัวฝึกปรืออยู่เดือนเศษ กระทั่งเมื่อวันก่อนสามารถบรรลุสู่ด่านภูติญญาได้สำเร็จจึงออกจากการเก็บตัว ดังนั้นเื่ราวต่างๆในสำนักจึงมีอีกหลายเื่ที่ข้าไม่ล่วงรู้”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง...” ไป๋หยุนเฟยเข้าใจแล้ว จากนั้นจึงถามต่อไปอีก “ถ้าเช่นนั้นท่านก็หลอมวัตถุิญญาเฉพาะตัวขึ้นได้แล้ว?”
ถังซินหยุนยิ้มอย่างภาคภูมิก่อนจะกล่าวว่า “นั่นเป็เื่แน่นอนอยู่แล้ว แต่เป็เื่น่าเสียดายที่ข้าไม่อาจยกระดับวัตถุิญญาชั้นนภาระดับต่ำให้กลายเป็ระดับกลางได้ กระนั้นท่านอาจารย์กล่าวว่ายังมีอีกโอกาสหนึ่ง ที่จะสามารถทำให้ความสอดคล้องิญญาเพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับสามารถยกระดับของวัตถุิญญาขึ้นได้อีกครั้ง ดังนั้นจึงให้ข้าตั้งใจฝึกปรือ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมท่านอาจารย์จึงจะบอกรายละเอียดแก่ข้า...”
ไป๋หยุนเฟยทราบว่าที่นางเอ่ยถึงก็คือเขตแดนลี้ลับนั้นเอง หลังจากใคร่ครวญเล็กน้อยจึงกล่าวว่า “อืม แม่นางถังวางใจเถอะ มีสถานที่ซึ่งแปลกประหลาดเช่นนั้นอยู่จริงๆ ท่านเตรียมตัวให้ดีตามที่ท่านผู้าุโที่สามบอกเถอะ ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องสามารถยกระดับวัตถุิญญาเฉพาะตัวขึ้นเป็ชั้นนภาระดับกลางพร้อมกับเพิ่มความสอดคล้องิญญาอีกครั้งได้อย่างแน่นอน ”
ถังซินหยุนลอบประหลาดใจ จากนั้นจึงถามด้วยความสงสัย “โอ? คุณชายไปก็ทราบเื่นี้?”
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าพลางกล่าวว่า “อืม ข้าได้ไปที่นั้นมาแล้ว วัตถุวิญาณเฉพาะตัวของข้าก็หลอมสำเร็จที่นั่น เป็เพราะยามที่ข้าเข้าสำนักนั้นก็เป็ภูติญญาขั้นปลายแล้ว จึงพลาดโอกาสที่จะหลอมวัตถุิญญาเฉพาะตัวครั้งแรกไป ดังนั้นท่านอาจารย์...”
ทั้งสองยืนอยู่ที่เชิงเขา ไป๋หยุนเฟยบอกเล่าเื่ราวของตนเอง ทั้งเื่บางอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากได้เข้าสำนักมา ทั้งเื่ราวบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเย่เมื่อครั้งอยู่ในเมืองเกายี่ ถังซินหยุนเองก็พูดคุยสอบถามบางเื่จากมันเช่นกัน
มีโอกาสได้พบ‘สหายเก่า’ที่นี่ ทั้งสองจึงบังเกิดความยินดีไม่น้อย โดยไม่รู้ตัวทั้งคู่กลับพูดคุยกันจนใกล้จะเที่ยง
ไป๋หยุนเฟยมองดูสีสันของท้องฟ้า จากนั้นจึงกล่าวว่า “แม่นางถัง นี่ก็ไม่เช้าแล้ว เช้านี้ท่านอาจารย์ถ่ายทอดวิชาหลอมประดิษฐ์ให้ ข้ายังต้องกลับไปทบทวนอีก...”
ถังซินหยุนพยักหน้าเล็กน้อย “อืม ข้าเองก็จะกลับแล้วเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นพวกเราค่อยโอกาสหน้าค่อยสนทนากันใหม่เถอะ”
“ฮ่า ฮ่า ดี พวกเรายามนี้ก็เป็ศิษย์สำนักเดียวกันแล้ว มิหนำซ้ำยังเป็ศิษย์สายตรงเช่นเดียวกัน สมควรต้องดูแลกันให้มาก”
“ถูกแล้ว...” ถังซินหยุนครุ่นคิดเล็กน้อยจากนั้นก็รั้งมุมปากยิ้มขึ้นก่อนจะกล่าวว่า “จะว่าไปแล้ว ข้าเข้าสำนักมาก่อนท่านครึ่งเดือน ถ้าเช่นนั้น ท่านควรต้องเรียกข้าว่า‘ศิษย์พี่หญิง’จึงจะถูก”
“เอ่อ...”
ยามมองดูถังซินหยุนที่สะบัดกายเดินจากไป ไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มเล็กน้อยพลางคิดในใจ “แม่นางถัง... ดูจะเปลี่ยนเป็ร่าเริงขึ้นกว่าเดิมมากนัก!”
“ศิษย์พี่หญิงหรือ? ฮ่า ฮ่า...”
