เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในคฤหาสน์ตระกูลหลิวดูจะคึกคักเป็พิเศษเมื่อรถจี๊ปคันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าบ้าน ไม่ใช่รถของหลิวเหว่ย แต่เป็รถที่อันฉีสั่งให้ไปรับแขกคนสำคัญมาที่บ้าน
โรซี่ในร่างของเยว่ชิงกำลังช่วยเป่าเป้ยล้างหน้าด้วยสบู่สมุนไพรที่เธอแอบผสมขึ้นเองอย่างเงียบๆ เมื่อได้ยินเสียงเอะอะที่โถงกลาง เธอจึงจูงมือลูกสาวเดินออกมาดู
ที่นั่น เธอพบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่แต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนสไตล์กุลสตรีสมัยใหม่ เส้นผมดัดลอนเป็ระเบียบ สวมแว่นตากรอบบางที่เสริมให้ดูเป็ผู้มีความรู้ หญิงสาวคนนั้นคือ ซูฉี ลูกสาวของเพื่อนสนิทอันฉีที่มีดีกรีเป็ถึงครูสอนคณิตศาสตร์จากโรงเรียนชื่อดังในเมือง
“เยว่ชิง! มานี่สิ” อันฉีเรียกเสียงดัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “นี่คือครูซูฉี เธอเป็อัจฉริยะด้านตัวเลขที่แม่จ้างมาให้สอนเป่าเป้ยแทนแกยังไงล่ะ!”
เยว่ชิงกวาดสายตามองซูฉีอย่างพิจารณา “การวิเคราะห์เบื้องต้น: การแต่งกายสะท้อนถึงชนชั้นกลางที่้าการยอมรับ (Status-seeking), ท่าทางการเชิดหน้าบ่งบอกถึงระดับความมั่นใจที่เกินจริง (Overconfidence effect)”
“สวัสดีค่ะ” เยว่ชิงเอ่ยสั้นๆ
ซูฉีมองเยว่ชิงั้แ่หัวจรดเท้า แววตาแฝงไปด้วยความดูแคลนอย่างชัดเจน เยว่ชิงในวันนี้สวมเพียงชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเรียบๆ ผมเปียลวกๆ และไม่มีเครื่องประดับใดๆ ดูเป็เพียงแม่บ้านบ้านนอกธรรมดาๆ
“คุณน้าคะ นี่เหรอคะสะใภ้รองที่คุณน้าพูดถึง?” ซูฉีหัวเราะเบาๆ ในลำคอพลางหันไปหาอันฉี “ดู... เรียบง่ายจืดชืดกว่าที่คิดนะคะ ไม่สมกับเป็คุณนายนายพลใหญ่เลยสักนิด”
อันฉีได้ทีข่มทันที “ก็จริงอย่างที่หนูซูฉีว่านั่นแหละ จืดชืดแถมยังไม่มีสมองอีก วันๆ นอกจากจะทำงานบ้านเลอะเทอะไปวันๆ ก็ทำอะไรไม่เป็ ปล่อยให้เป่าเป้ยอยู่กับแม่แบบนี้ต่อไป เด็กจะเสียอนาคตเอาได้”
ซูฉีขยับแว่นแล้วมองไปที่เป่าเป้ยด้วยรอยยิ้มปั้นแต่ง “ไม่ต้องห่วงนะคะเป่าเป้ย ครูซูฉีจะสอนวิชาคณิตศาสตร์ขั้นสูงให้หนูเอง หนูจะได้ฉลาดเหมือนคุณพ่อ ไม่โง่เหมือนคนบางคนแถวนี้”
เยว่ชิงยืนกอดอกพิงขอบประตู มองดูการแสดงงิ้วชุดนี้ด้วยสายตาเฉยเมย “การศึกษาคือสิ่งที่สำคัญค่ะครูซูฉี แต่ฉันหวังว่า ‘ความรู้’ ของคุณจะแน่นพอๆ กับ ‘คำพูด’ นะคะ”
ซูฉีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเหยียดยิ้ม “แน่นอนค่ะ ฉันจบเกียรตินิยมมา ไม่เหมือนบางวันที่แค่อ่านหนังสือออกก็บุญแล้ว มาเถอะเป่าเป้ย เริ่มบทเรียนแรกกันเลย”
ครูสาวเปิดสมุดบันทึกและเริ่มเขียนสูตรตัวเลขบนกระดานเล็กๆ ที่อันฉีเตรียมไว้ เธอเริ่มสอนเื่การคูณและการบวกจำนวนซับซ้อนด้วยวิธีท่องจำที่ใช้กันดาษดื่นในยุคนั้น
“เอาล่ะเป่าเป้ย 7 คูณ 8 ได้เท่าไหร่? ท่องแม่สูตรคูณสิลูก ท่องไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจำได้ นี่คือวิธีเดียวที่จะเก่งคณิตศาสตร์” ซูฉีกล่าวเสียงเข้ม
โรซี่ที่ยืนฟังอยู่เริ่มขมวดคิ้ว “ผิดพลาดมหันต์... การสอนด้วยการท่องจำโดยปราศจากความเข้าใจในเชิงมโนทัศน์ คือการทำลายโครงข่ายประสาทของเด็ก”
“ขอประทานโทษนะคะครูซูฉี” เยว่ชิงแทรกขึ้น “วิธีที่คุณสอนมันคือการป้อนข้อมูลดิบที่ไร้ประสิทธิภาพ การบังคับให้เด็ก 4 ขวบท่องจำแม่สูตรคูณโดยไม่เข้าใจความหมายของการเพิ่มจำนวนในเชิงปริมาณ จะทำให้เธอเกลียดตัวเลขไปตลอดชีวิตนะคะ”
ซูฉีหันขวับมามองทันที ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “คุณจะไปรู้อะไร! ฉันเป็ครูนะ ฉันเรียนมาตามตำรา! วิธีนี้เป็วิธีที่มาตรฐานที่สุดแล้ว!”
“มาตรฐานที่ล้าหลังน่ะเหรอคะ?” เยว่ชิงเดินเข้าไปใกล้หยิบชอล์กขึ้นมา “คณิตศาสตร์คือภาษาของจักรวาล มันคือความสวยงามของตรรกะ ไม่ใช่บทอาขยาน คุณบอกว่า 7 คูณ 8 คือการท่องจำ แต่จริงๆ มันคือการจัดกลุ่มพลังงาน 7 กลุ่ม กลุ่มละ 8 หน่วย... เป่าเป้ยลูก ลองดูนี่นะ”
เยว่ชิงวาดรูปวงกลมเล็กๆ แบ่งเป็กลุ่มอย่างรวดเร็วและใช้วิธีการเชื่อมโยงภาพแบบที่นักวิทยาศาสตร์ใช้จำสูตรโครงสร้างโมเลกุล “เห็นไหมลูก ตัวเลขมันมีชีวิต ถ้าหนูเข้าใจโครงสร้าง หนูไม่จำเป็ต้องท่องจำเลย”
ซูฉีอึ้งไปกับภาพวาดและวิธีการอธิบายที่รวดเร็วและเฉียบคมของเยว่ชิง แต่เธอยังไม่ยอมแพ้ “นั่นมันวิธีบ้าบออะไร! คุณกำลังทำให้เด็กสับสน! คุณน้าคะ ดูสะใภ้คุณน้าสิคะ มาทำตัวอวดดีต่อหน้าครูแบบนี้ได้ยังไง!”
อันฉีที่นั่งดูอยู่ก็เริ่มสับสน แต่ด้วยความที่เกลียดเยว่ชิงเป็ทุนเดิมจึงโพล่งออกมา “เยว่ชิง! แกหยุดบ้าเดี๋ยวนี้! หนูซูฉีเป็ผู้เชี่ยวชาญ แกมันก็แค่คนโชคดีที่รอดตายมาได้ อย่ามาทำตัวเหนือกว่าคนมีการศึกษา!”
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นของหลิวเหว่ยดังมาจากด้านหลัง เขากลับมาบ้านเพื่อเอาเอกสารที่ลืมไว้ และยืนฟังการปะทะกันมาได้สักพักแล้ว
“มีเื่อะไรกัน?” หลิวเหว่ยถามเสียงต่ำ สายตาคมปลาบมองไปที่เยว่ชิงที่ถือชอล์กอยู่ในมือ และซูฉีที่ยืนหน้าดำหน้าแดง
“หลิวเหว่ย! ดูเมียแกสิ” อันฉีรีบฟ้อง “เที่ยวมาสั่งสอนครูซูฉีที่แม่จ้างมา เธออุตส่าห์หวังดีจะมาสอนลูกสาวแกแท้ๆ!”
หลิวเหว่ยเดินเข้าไปมองรูปวาดบนกระดานของเยว่ชิง เขานิ่งไปครู่หนึ่ง... วิธีการจัดกลุ่มตัวเลขแบบนี้มันช่างละม้ายคล้ายกับสูตรการคำนวณวิถีะุปืนใหญ่ที่เขาเคยเห็นในตำราต่างประเทศเล่มหนึ่ง
เขามองหน้าซูฉีที่พยายามทำท่าทางอ่อนหวาน “คุณครูซูฉี... ผมขอบคุณที่คุณตั้งใจมาสอน แต่ผมคิดว่าวิธีของภรรยาผม... ดูจะมีตรรกะที่ ‘ลึกซึ้ง’ กว่าที่คุณสอนอยู่นะครับ”
คำพูดของหลิวเหว่ยเปรียบเสมือนตบหน้าซูฉีและอันฉีกลางโถงบ้าน เยว่ชิงเพียงแค่ยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เธอวางชอล์กลงแล้วลูบหัวเป่าเป้ย
“วิชาการไม่ได้วัดกันที่เสื้อผ้าหรือใบปริญญาหรอกค่ะครูซูฉี แต่วัดกันที่ ‘ปัญญา’ ที่จะส่งต่อให้คนรุ่นหลัง... ถ้าคุณยังสอนแบบเดิมๆ ฉันเกรงว่าเป่าเป้ยจะเสียเวลาเปล่านะคะ”
ซูฉีกำหมัดแน่นด้วยความแค้นเคือง เธอสะบัดหน้าหนีออกจากบ้านไปทันที ทิ้งให้อันฉียืนอ้ำอึ้งอยู่คนเดียว ส่วนหลิวเหว่ย... เขาจ้องมองภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนับถือและเสน่หาที่เพิ่มพูนขึ้นจนเขาเองก็เริ่มควบคุมไม่อยู่
ภรรยาของเขา... ช่างเป็ความลึกลับที่แสนสวยงามจริงๆ
