แท้จริงแล้วโรคร้ายนี้คือกระบวนการย้อนกลับคืนสู่สายเืจิ้งจอกเก้าหาง จอมนางหายนะกำลังกลับมาสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง ราวกับเป็การย้อนรอยเื่ราวของซูต๋าจีอีกครา
แต่น่าเสียดายในยุคสิ้นธรรมเช่นนี้ไร้สิ้นซึ่งพลังปราณที่คอยค้ำจุน ทำให้การพัฒนากลายเป็ปีศาจกลับกลายเป็เพียงโรคร้าย
"มองอะไร?!" หลินว่านชิงรู้สึกถึงสายตาของเฉินเฟิงที่จ้องมองใบหน้าและร่างกายของเธออย่างโจ่งแจ้ง จึงสบถด่าออกมา "ไอ้โจรปล้นสุสาน! กล้าแม้กระทั่งขุดสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้!"
"ผมกำลังดูเส้นชีพจรกับวาสนาของคุณต่างหาก" เฉินเฟิงมองใบหน้างดงามของตำรวจสาวตรงหน้า พูดจากึ่งเล่นกึ่งจริง
"หน้าตากู่เยว่อู่ก็ไม่เหมือนผมไม่ใช่เหรอ? ถ้าผมบอกว่าผมกำลังทำความดี ปิดอุโมงค์ที่กู่เยว่อู่ขุดไว้พวกคุณจะเชื่อหรือเปล่า?"
ตำรวจชายอีกสามคนรู้สึกไม่พอใจที่เทพธิดาของพวกเขาถูกเฉินเฟิงลวนลามทางสายตา ต่างก็ะโต่อว่า
"กู่เยว่อู่มีฝีมือด้านการแปลงโฉม ไม่มีใครรู้ว่าหน้าตาจริงๆ ของมันเป็แบบไหน"
"แกคิดว่าพวกเราโง่มากเหรอ? แกลองฟังคำพูดตัวเองดูคิดว่าตัวแกเองจะเชื่อคำพูดตัวเองหรือเปล่า?!"
"เลิกพยายามถ่วงเวลาได้แล้ว! ตอนนี้ก็ใกล้ปีใหม่แล้วแท้ๆ แต่พวกเรากลับต้องซุ่มดักรอแกทั้งคืน!"
เสียงโหวกเหวกของเหล่าตำรวจยามตัวจ้อยราวมดปลวกแต่ก็มากพอทำให้เฉินเฟิงรู้สึกรำคาญ
เขายกมือซ้ายขึ้นแคะหู และดีดขี้หูที่สะสมมานานหกสิบห้าปีออกมาสามก้อน
ทันใดนั้นเอง
ขี้หูทั้งสามก้อนพุ่งออกไปด้วยความเร็วดั่งลูกะุปืน ทะลุผ่านข้อมือที่จับปืนของตำรวจชายทั้งสาม จนปืนทั้งสามกระบอกตกลงพื้น
"ในเมื่อใกล้ปีจะใหม่แล้ว พวกเอ็งก็กลับบ้านไปฉลองกับครอบครัวสิ!"
เฉินเฟิงมองใบหน้าของหลินว่านชิงต่อ จากนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจ
"พวกเ้าควรดีใจที่ผู้หญิงคนนี้อยู่ที่นี่ ไม่งั้นต่อให้เป็ตำรวจก็ไม่มีสิทธิ์หันอาวุธใส่ข้า หากข้าไม่พอใจ ข้าอาจลงโทษพวกเ้าทั้งตระกูล
โจรปล้นสุสานกู่เยว่อู่ที่พวกเ้าดักอยู่ทั้งคืนบุกรุกเข้ามาในบ้านของข้ากลางดึกและถูกข้าจัดการไปแล้ว
ตอนนี้สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ได้รับการบูรณะใหม่ให้แข็งแกร่งดั่งหินผา ข้าย่อมไม่อยากให้บ้านข้าถูกโจรปล้นสุสานรุกรานอีก!"
ถ้าไม่มีหลินว่านชิงอยู่ตรงนั้น ตำรวจชายทั้งสามคนคงถูกเฉินเฟิงสังหารและกลืนกินไปแล้ว
ตำรวจชายทั้งสามกัดฟันแน่นกุมข้อมือข้างขวาที่ถูกโจมตี กระทั่งพวกเขาเห็นขี้หูที่เฉินเฟิงดีดไหลออกมาพร้อมกับเื
ในวินาทีนั้นพวกเขาตระหนักได้ทันทีว่าเฉินเฟิงไม่ใช่คนที่พวกตำรวจจิ๊บจ๊อยอย่างพวกเขาจะต่อกรได้ พวกเขาต่างใกลัวรีบล่าถอยออกจากวงล้อม ไม่กล้าส่งเสียงเอะอะ เงียบกริบราวกับแมลงวันสิ้นลม
พวกเขาเตรียมภารกิจจับกุมกู่เยว่อู่ร่วมกับหลินว่านชิง ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยพิทักษ์สุสานจากตระกูลหลินไว้แล้ว
ตระกูลผู้พิทักษ์สุสานสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานั้แ่สมัยราชวงศ์ฉิน พวกเขาทำหน้าที่ปกป้องสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้อย่างเงียบๆ ตลอดมา
"แกหมายความว่าสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้เป็ของตระกูลแกหรือไง?" หลินว่านชิงพูดด้วยน้ำเสียงเสียดสีและยิ้มเยาะอย่างเ็า
"ทำไมไม่พูดมาตรงๆ ไปเลยว่าแกคือจิ๋นซีฮ่องเต้ที่กินยาอายุวัฒนะแล้วฟื้นคืนชีพในสุสานหลังจากผ่านไปสองพันปีล่ะ ปัดโธ่?!"
"เจิ้นอ้างตัวเป็จิ๋นซีฮ่องเต้ก็ดีเหมือนกันนะ!" เฉินเฟิงหัวเราะขณะลองคิดภาพตาม
"แต่เห็นๆ กันอยู่ว่าพวกคุณไม่เชื่อกันเลย งั้นไม่ต้องพูดโอ้อวดอะไรมากมาย ทำตัวเงียบๆ ไว้ดีกว่า"
เฉินเฟิงแสดงท่าทีสบายๆ ไม่ได้มีความน่าเกรงขามอย่างที่จักรพรรดิควรจะเป็ต่อหน้าหลินว่านชิง หญิงสาวผู้เป็ชาติภพใหม่ของซูต๋าจี๋ ศัตรูคู่ปรับผู้ต้องต่อสู้กันมาเนิ่นนานหลายชาติหลายภพ
“ยังไม่ต้องพูดถึงหน้าที่ในฐานะตำรวจ เอาแค่ในฐานะหัวหน้าตระกูลพิทักษ์สุสานรุ่นปัจจุบัน ฉัน หลินว่านชิง ยอมสละได้แม้ชีวิต
เพื่อสังหารเ้าโจรปล้นสุสานที่กล้าบุกรุกสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้และไอ้คนโอหังที่กล้าอวดอ้างตนเป็จิ๋นซีฮ่องเต้!”
หลินว่านชิงรู้ดีว่าปืนพกธรรมดาคงไม่สามารถทำอะไรเฉินเฟิงได้ เธอจึงเก็บปืนพกลง แต่สายตายังคงมีความมุ่งมั่น พลังปราณอันกล้าแกร่งพลุ่งพล่านจากทั่วร่างกาย หญิงสาวกัดฟันพูดและร้องคำรามเสียงดังอย่างมีน้ำโห
รอบตัวหลินว่านชิงปรากฏแสงสีทองลักษณะคล้ายระฆังทองคำขนาดั์
เกราะป้องกันของเธอมีความพิเศษกว่าเกราะทองคำทั่วไป เพราะมีัทองคำเก้าตัวพันรอบระฆังทองคำ ดูศักดิ์สิทธิ์และลึกลับยิ่ง
"เกราะนวัพิทักษ์สุสาน? คิดไม่ถึงว่าต๋าจี๋และเมิ่งตงเสวียจะกลับมาจุติในสายเืตระกูลพิทักษ์สุสาน
น่าเสียดายที่คนของตระกูลพิทักษ์สุสานนั้นมีเพียงหนึ่งิญญาสองขวัญแต่กำเนิด มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามสิบปี!
หมายความว่าเมิ่งตงเสวียในชาตินี้มีสองิญญาห้าขวัญไปจุติในร่างคนอื่น
คนคนนั้นจะเป็หนึ่งเดียวหรือสองคน คงต้องวัดดวงกันต่อไป!
คิดไม่ถึงว่าชาตินี้ตัวข้าช่างน่าสงสาร ิญญาคนรักกลับแยกไปจุติในร่างคนอย่างน้อยสองคน…"
เฉินเฟิงไม่ใส่ใจเสียงะโอันโกรธเกรี้ยวและน่าเกรงขามของหลินว่านชิงแม้แต่น้อย แววตาของเขากลับจ้องมองลึกลงไปในิญญาของเธอ จากนั้นจึงพึมพำด้วยน้ำเสียงจริงจังผิดปกติ
หลินว่านชิงเรียกใช้เกราะนวัพิทักษ์สุสานแล้วกระโจนเข้าหาเฉินเฟิงอย่างรวดเร็ว ย่นระยะห่างระหว่างพวกเขาจนอยู่ห่างกันเพียงหนึ่งเมตร ขอบเขตเกราะเกือบจะแตะตัวเขาได้อยู่แล้ว
แต่น่าเสียดาย
พลังของัทองคำทั้งเก้าตัวกลับพุ่งเข้าหาร่างกายของเฉินเฟิง ทำให้เกราะนวัพิทักษ์สุสานของเธอมลายหายไปในพริบตา!
"พลังัทองคำทั้งเก้าไหลเข้าร่างกาย… คุณคือจิ๋นซีฮ่องเต้จริงหรือ?!"
หลินว่านชิงตกตะลึง เอ่ยปากถามอย่างไม่เชื่อสายตา
ในฐานะหัวหน้าตระกูลพิทักษ์สุสานรุ่นปัจจุบัน หลินว่านชิงเข้าใจดีว่าการที่พลังัทองคำเก้าตัวของเธอไหลเข้าสู่ร่างกายผู้อื่นหมายถึงอะไร
ยิ่งกว่านั้นเธอยังได้ยินเสียงพึมพำของเฉินเฟิงอย่างชัดเจน
"เ้าเพิ่งผ่านวันเกิดครบรอบอายุยี่สิบเก้าปีไปเมื่อเร็วๆ นี้สินะ คิดไม่ถึงว่าชีวิตเ้าในชาตินี้ช่างน่าสงสาร" เฉินเฟิงอดเอื้อมมือไปลูบไล้ใบหน้างามของหลินว่านชิงไม่ได้ น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความรักและความรู้สึกผิด
"เ้ามีเพียงหนึ่งิญญาสองขวัญ ทั้งยังมีสายเืจิ้งจอกเก้าหาง สองสิ่งนี้ล้วนกลายเป็โรคร้ายแรง ทำให้เ้ามีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินครึ่งปี มีอายุไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ
ถ้าจะตำหนิใครก็คงต้องตำหนิตัวข้าเองที่ก่อนสิ้นลมด้วยอาการโรคภัยไข้เจ็บในอดีต ข้าสาปแช่งด้วยราชโองการในฐานะบรรพชนั [1] ให้ตระกูลป๋ายฉี่เปลี่ยนแซ่เป็หลิน กลายเป็ตระกูลพิทักษ์สุสานและประทานวิชาเกราะนวัพิทักษ์สุสานให้
สมาชิกตระกูลจึงมีเพียงแต่ผู้มีหนึ่งิญญาสองขวัญ เพื่อเป็การชดเชยให้เหล่าดวงิญญาที่ถูกป๋ายฉี่สังหารมากมายนับไม่ถ้วนในอดีต สาปให้ผู้คนตระกูลนี้ไม่มีวันอายุยืนเกินสามสิบ!"
ดวงตาของหลินว่านชิงสบเข้ากับสายตาอันเต็มไปด้วยความรักและความรู้สึกผิดของเฉินเฟิง เธอััได้ถึงพลังอำนาจของจักรพรรดิัที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ภายในแวววตาของเขาปราศจากความโกรธเกรี้ยวใดๆ แต่กลับดูน่าเกรงขาม เธอรับฟังคำพูดตำหนิติเตียนตนเองจากปากเขา
ในที่สุดเธอก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าเฉินเฟิงคือจิ๋นซีฮ่องเต้ผู้หวนคืนชีพอีกครั้ง!
"ข้าคือหลินว่านชิง หัวหน้าตระกูลพิทักษ์สุสานรุ่นที่เจ็ดสิบสี่ ขอคารวะฝ่าา!"
หลินว่านชิงคุกเข่าลงด้วยความเคารพต่อหน้าเฉินเฟิง
แม้ว่าเฉินเฟิงจะแสดงท่าทีรักใคร่และรู้สึกผิดต่อเธอ แต่ในฐานะหัวหน้าตระกูลพิทักษ์สุสาน หลินว่านชิงต้องแสดงความเคารพยำเกรงต่อจิ๋นซีฮ่องเต้จากใจจริง
"ลุกขึ้นเถิด ชาตินี้ข้ามีนามว่าเฉินเฟิง ้าใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเสมือนคนธรรมดา อดีตชาติเ้าคือคนรักข้า เพราะฉะนั้นไม่ต้องมากพิธีรีตอง"
เฉินเฟิงก้มมองหลินว่านชิงที่อยู่ตรงหน้า พร้อมกับยื่นมือช่วยประคองร่างบอบบางของเธอขึ้นอย่างอ่อนโยน ท่าทางของเขานั้นดูเรียบง่ายไร้ซึ่งความถือตัวแต่อย่างใด
"ข้ามีชะตาชีวิตต่ำต้อย เหลือเวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น ไร้สิ้นซึ่งวาสนาเคียงคู่กับมหาจักรพรรดิั
ข้าขอวิงวอนต่อฝ่าา ด้วยความผูกพันจากชาติภพก่อนรวมถึงความภักดีที่ตระกูลผู้พิทักษ์สุสานของเราได้ทุ่มเทปกป้องรักษาสุสานของฝ่าามาเป็เวลานานนับสองพันสองร้อยสามสิบเอ็ดปี โปรดปลดปล่อยพวกเราจากราชโองการของท่านด้วยเถิด
ขอให้ลูกหลานของตระกูลหลินในอนาคตมีสามิญญาเจ็ดขวัญ [2] สมบูรณ์ครบถ้วน เพียงเท่านี้ข้าก็พอใจและจะสำนึกในบุญคุณอย่างหาที่สุดมิได้"
หลังจากเฉินเฟิงประคองเธอให้ยืนขึ้น หลินว่านชิงยังคงก้มศีรษะลงด้วยความเคารพและยืนอยู่ข้างๆ เขาอย่างสงบนิ่ง ไม่กล้าใกล้ชิดเกินไป ก่อนจะเอ่ยปากขอร้องเขาอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน
"ขอเวลาข้าครึ่งปี ข้าจะตามหาอีกสองิญญาและห้าขวัญที่เหลือแล้วผูกชะตากรรมของิญญาทั้งหลายให้รวมเป็หนึ่ง รวบรวมให้เ้ามีสามิญญาเจ็ดขวัญ
ข้าจะตามหาสมุนไพรล้ำค่าที่สามารถชดเชยพลังปราณให้เ้าได้อย่างต่อเนื่อง ป้องกันไม่ให้สายเืจิ้งจอกเก้าหางของเ้าทำร้ายตัวเ้าเอง เ้าจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้เกินอายุสามสิบและใช้ชีวิตนิรันดร์ร่วมกับข้าในชาติภพนี้"
เมื่อเฉินเฟิงเห็นว่าหลินว่านชิงยังคงรักษาระยะห่าง อีกทั้งยังแสดงท่าทีเคารพเขาอย่างสุดซึ้ง เขาจึงเป็ฝ่ายเดินเข้าสวมกอดร่างเธอด้วยตัวเองและเอ่ยปากกับเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เชิงอรรถ
[1] บรรพชนั หมายถึงจักรพรรดิพระองค์แรกของจีน(จิ๋นซีฮ่องเต้)
[2] ครบสามิญญาเจ็ดขวัญ เป็ความเชื่อของจีน สามิญญาอันประกอบด้วย ิญญาฟ้า ิญญาดิน ิญญาชีวิต เจ็ดขวัญอันได้แก่อารมณ์ต่างๆ รัก โลภ โกรธ หลง เศร้า กลัว ดีใจ เมื่อครบทุกอย่างจึงจะถือว่ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
