ดนตรีของคุณชายหลงฉินยังคงบรรเลงต่อไปเพลงแล้วเพลงเล่า แต่เสียงเ่าั้ไม่ได้เข้าหัวของอวิ๋นซีเลยแม้แต่เพลงเดียว เนื่องด้วยความคิดทุกอย่างของนางล้วนตกอยู่ภายใต้สายพระเนตรของเสี้ยวเหวินตี้ ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อย้อนคิดกลับไปทีไร นางก็จะมักมีความรู้สึกเหมือนโดนอีกฝ่ายจ้องมองจนทะลุปรุโปร่ง
นับแต่กลับชาติมาเกิดใหม่และได้กลับมาเมืองหลวงอีกครั้ง นางก็ค้นพบว่าเสี้ยวเหวินตี้แตกต่างไปจากกาลก่อนที่นางเคยรู้จักอยู่สองสามส่วน อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่านางจะรู้จักเสี้ยวเหวินตี้มากมายอะไร เพียงแต่ในตอนที่พระองค์ประชวรหนัก นางในฐานะชายาองค์ชายใหญ่จึงได้มีโอกาสดูแลรับใช้ใกล้ชิดเป็เวลานาน ฮ่องเต้ในกาลก่อนนั้น แม้จะทรงพระปรีชา แต่ก็หาได้มีสายพระเนตรที่น่ากลัวเช่นนี้
ยามนี้เมื่อได้เจอกันอีกครั้ง นางกลับรู้สึกเหมือนว่า นับวันจะยิ่งมองเสี้ยวเหวินตี้ไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ ั้แ่เื่ที่พระองค์ทรงแต่งตั้งจวินเหยียนเป็ชินอ๋อง จนถึงยามนี้ที่ให้ความสำคัญต่อบุตรในครรภ์ของนางยิ่ง ในทุกๆ เื่ ทุกๆ การกระทำล้วนแสดงออกว่าพระองค์ทรงให้ค่าพวกเขาเป็อย่างมาก แต่ความเป็จริงกลับกำลังยกพวกเขาสองสามีภรรยาขึ้นตั้งเตาปิ้ง
ไม่ว่าจะหนิงชินอ๋อง หรือหลานสายตรง ก็ล้วนสามารถเป็เป้าหมายให้องค์ชายทั้งหลายกำจัดทิ้ง
คุณชายหลงฉินบรรเลงพิณไปได้สองสามเพลง ซึ่งเพลงที่สองนั้นเป็เพลงที่มอบแด่เสี้ยวเหวินตี้ ท้ายที่สุดเมื่องานบรรเลงพิณนี้จบลง ผู้ฟังทั้งหลายก็ยังคงจมอยู่กับเสียงพิณเสนาะหูที่ยากจะหลุดพ้น อวิ๋นซีหันมองโอวหยางเทียนหัวที่นั่งอยู่ไกลๆ ไปทีหนึ่ง จึงได้เห็นเขากำลังมองสาวใช้ข้างกายของคุณชายหลงฉินอยู่
มุมปากนางโค้งขึ้นน้อยๆ สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือการที่เขาจะไม่มอง ดวงตาของคนผู้นั้นยามนี้กลับเต็มไปด้วยราคะที่ผุดพุ่งมาจากข้างในโดยแท้จริง กาลก่อนเป็เพราะนางโง่เขลาถึงได้ถูกหลอก ดังนั้น ตอนนี้นางจึงใช้สิ่งนี้มาจัดการกับโอวหยางเทียนหัว ให้เขาได้ััถึงรสชาติของการติดอยู่ในห้วงแห่งราคะ
หลังจากสิ้นสุดการแสดง เสี้ยวเหวินตี้ก็ได้ไปพบกับคุณชายหลงฉินเป็การส่วนตัว เดิมทีองค์รัชทายาทเองก็คิดจะไปเป็เพื่อน แต่กลับถูกเสี้ยวเหวินตี้ไล่ออกมา ขณะนั้นอวิ๋นซีและจวินเหยียนอยู่ในห้องส่วนตัวกำลังนั่งกินข้าวอย่างสุขสงบ ส่วนรัชทายาทนั้น ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าเขาไปที่ใด
ผ่านไปราวๆ ครึ่งชั่วยาม ตอนที่สองสามีภรรยากินอาหารเสร็จ และเตรียมตัวจะจากไป ถงไห่ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมบอกว่าเสี้ยวเหวินตี้ให้มาเชิญ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาสองคนจึงต้องเข้าไปในห้องพักของคุณชายหลงฉิน ก่อนจะได้เห็นบุรุษทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่
ทันทีที่เห็นบุตรชายและลูกสะใภ้เข้ามาแล้ว เสี้ยวเหวินตี้ก็หันมองไปทางอวิ๋นซีแล้วเอ่ยถาม “ได้ยินมาว่า ฝีมือดีดพิณของเ้าเองก็ไม่เลวเลย? ”
อวิ๋นซีที่ได้ยินก็ราวกับมีบางอย่างแวบขึ้นมาในสมอง ขณะที่ปากของนางสามารถกล่าวปฏิเสธได้อย่างรวดเร็ว นางส่ายหน้าพูดว่า “ตอนเด็กๆ สิ่งที่หม่อมฉันชอบที่สุดก็คือวิชาแพทย์เพคะ ดังนั้น ดีดพิณ หมากล้อม เขียนอักษร และวาดภาพ เพียงเคยร่ำเรียนมา แต่ไม่ชำนาญสักอย่างเลยเพคะ”
ด้วยเื่นี้ ไม่ถือเป็การโกหก เพราะการดีดพิณ หมากล้อม เขียนอักษร และวาดภาพเ่าั้ อวิ๋นซีล้วนไม่ชำนาญ ต่อให้ยามเป็เฉียวอวิ๋นซีจะพอมีความสามารถ แต่นางก็ไม่คิดจะทำลายตัวตนของตนในยามนี้ ดังนั้น นางจะไม่บ้าไปดีดพิณอะไรนี่ตอนนี้แน่
เสี้ยวเหวินตี้มองนางไปทีหนึ่ง จากนั้นก็มองไปยังคุณชายหลงฉิน “เ้าลองพิจารณาข้อเสนอของเจิ้นสักหน่อยเถอะ”
หลงฉินหัวเราะหึหึ “ฝ่าาทรงเป็กังวลเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากหลงฉินจะรับศิษย์สักคนต้องดูที่วาสนา ซึ่งครั้งแรกที่กระหม่อมได้เห็นชายาหนิงอ๋องก็รู้สึกได้ในทันทีว่า นางเป็ศิษย์ที่กระหม่อมตามหา”
เมื่ออวิ๋นซีได้ยิน ชั่วขณะนั้นก็อึ้งไป รับศิษย์? นางบอกั้แ่เมื่อใดว่าอยากจะกราบอาจารย์?
ในตอนนั้นนอกจากนางที่งุนงงไปหมด ชายข้างกายเองก็ชะงักไปอย่างชัดเจนเช่นกัน เพียงแต่ครู่เดียวเท่านั้น เขาก็สามารถดึงสติกลับมาได้ ชายหนุ่มยิ้มถาม “คุณชายหลงฉินคิดอยากจะรับอาซีเป็ศิษย์หรือ? ”
เื่นี้ สำหรับเขาแล้ว ถือว่ากะทันหันมากเช่นกัน
“อืม” คุณชายหลงฉินมองมายังอวิ๋นซี ยิ้มบางๆ ถามว่า “พระชายาหนิงอ๋องจะยินดีหรือไม่? ”
นางรู้สึกเหมือนจะดึงสติกลับมาไม่ได้นิดหน่อย “ท่านจะรับศิษย์ ไม่ใช่ว่าควรจะหาคนที่อายุน้อยสักหน่อย และมีพร์หรอกหรือ เหตุใดถึงอยากให้อาซีที่กำลังจะเป็แม่คนอยู่แล้วมาเป็ศิษย์เล่า? ”
เมื่อหลงฉินฟังแล้ว ก็หัวเราะฮ่าฮ่าพูดว่า “กระหม่อมแก่กว่าพระชายายี่สิบกว่าปี พอจะเป็อาจารย์ของพระชายาได้แล้ว ส่วนเื่ที่ว่าจะยอมเป็ศิษย์อาจารย์กันหรือไม่ คงต้องดูท่านก่อนว่าจะยินดีหรือไม่”
ส่วนเหตุผลที่เขาอยากได้นางมาเป็ศิษย์นั้น เขาไม่มีทางบอกนาง
อวิ๋นซีขบคิด สุดท้ายก็พูดด้วยท่าทีสงบนิ่ง “หากกราบท่านเป็อาจารย์ ในวันหน้าข้าย่อมสามารถฟังอาจารย์ดีดพิณได้บ่อยๆ สำหรับสตรีที่ตั้งครรภ์อยู่เช่นข้า หากได้ฟังเสียงพิณเพราะๆ เช่นนี้ก็ถือเป็การบำรุงครรภ์ที่ดียิ่ง ดังนั้น เหตุใดอาซีจะไม่ยินดีเล่า”
เมื่อพูดจบ นางก็ขึ้นหน้ามาก้าวหนึ่งพร้อมกับถือถ้วยชาที่อยู่อีกด้านมาด้วย จากนั้นจึงเดินไปด้านหน้าและหยุดลงตรงหน้าหลงฉิน นางพูดว่า “ท่านอาจารย์ เชิญดื่มชาเ้าค่ะ” ตามปกติแล้ว การกราบอาจารย์ฝากตัวเป็ศิษย์จำต้องโขกศีรษะ แต่สถานะของนางก็นับว่าพิเศษ แม้หลงฉินจะมีอำนาจในยุทธภพ ตัวตนของเขาลึกลับยิ่ง แต่ก็ยังไม่ถึงจุดที่พระชายาหนิงอ๋องเช่นนางต้องคุกเข่าโขกศีรษะให้
เสี้ยวเหวินตี้เห็นท่าทางนางเช่นนี้ก็พยักหน้าด้วยความพอใจอยู่เพียงในใจ ไม่อาจไม่พูดได้ว่า ในบรรดาลูกสะใภ้ทั้งห้ามีแต่สะใภ้รองคนนี้นี่แหละที่ถูกใจเขาที่สุด นางเป็คนเฉลียวฉลาด ระมัดระวังตัว ทั้งยังรู้จักสถานะของตนเป็อย่างดี รู้ว่าตนควรต้องทำสิ่งใด และรู้ว่าเื่ใดที่ไม่ควรทำ
ในฐานะพระชายาหนิงอ๋อง หากต้องคุกเข่าลงเพื่อกราบหลงฉินเป็อาจารย์ก็เท่ากับราชวงศ์แห่งหนานเย่าอยู่ต่ำกว่าผู้อื่นขั้นหนึ่ง เป็ถึงลูกสะใภ้ฮ่องเต้ยังต้องคุกเข่าให้คนอื่น เช่นนี้จะได้อย่างไร
หลงฉินมองอวิ๋นซีไปทีหนึ่ง ส่งยิ้มให้ ก่อนจะรับถ้วยชาที่นางยกมาให้ และดื่มจนหมดในอึกเดียว จากนั้นก็โบกมือไหวๆ เพื่อให้เด็กรับใช้ข้างกายไปนำพิณโบราณตัวหนึ่งมาให้ “นี่เป็ของขวัญที่อาจารย์อยากมอบให้เ้า”
อวิ๋นซีจดจ้องของขวัญล้ำค่า จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก “พิณฤทธาหงส์? ”
อย่างไรก็ตาม สามสุดยอดพิณแห่งยุคโบราณประกอบด้วย ฟ้าครามที่ถือเป็สุดยอดอันดับหนึ่ง อันดับสองคือหยกั และฤทธาหงส์คืออันดับสาม พิณโบราณทั้งสามนี้อยู่ในโลกนี้มาหลายร้อยปีแล้ว ซึ่งเหล่าคนที่หลงใหลในเสียงพิณมากมายล้วนใฝ่ฝันอยากจะได้เห็นพิณโบราณทั้งสามนี้สักครั้ง มิคาดภายในวันเดียวอวิ๋นซีจะได้เห็นทั้งฟ้าครามและฤทธาหงส์ ส่วนหยกัอันดับสองนั้น มุมปากนางโค้งขึ้นน้อยๆ หากเดาไม่ผิดคงอยู่ในมือมารดานาง หลิงเยว่เซวียน
เมื่อสิบกว่าปีก่อน ได้ยินมาว่าอวี๋อ๋องเองก็ใช้สิ่งนี้มาเป็ของหมั้นให้หลิงเยว่เซวียน
เช่นนั้น ยามนี้พิณโบราณทั้งสามก็ได้ปรากฏสู่ใต้หล้าแล้ว
หลงฉินมองอวิ๋นซีไปทีหนึ่ง พยักหน้าตอบ “ถูกต้อง พิณฤทธาหงส์นี้ เป็พิณที่อาจารย์ของอาจารย์ทิ้งไว้ให้ ในเมื่อวันนี้เ้ากลายเป็ศิษย์ของข้า เช่นนั้นพิณฤทธาหงส์ตัวนี้ แน่นอนว่าต้องมอบให้เ้า”
แม้แต่เสี้ยวเหวินตี้เองก็ยังคิดไม่ถึง หลงฉินถึงกับยอมมอบพิณฤทธาหงส์ที่ล้ำค่าเช่นนี้ให้อวิ๋นซี ดูท่า เขาจะให้ความสำคัญกับศิษย์ผู้นี้เป็อย่างมาก ฮ่องเต้เฝ้ามองฉากตรงหน้าอย่างสงบเงียบ แต่ในใจกลับกำลังคิดคำนวณบางอย่างอยู่ ซึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้
จู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงร้องะโที่ขัดกับบรรยากาศอันน่ายินดีดังลอดเข้ามา “มีคนจะฆ่าตัวตาย มีคนจะฆ่าตัวตายแล้ว”
ฉับพลันนั้นประตูห้องส่วนตัวของหลงฉินก็ถูกคนผลักเปิดเข้ามาอย่างรวดเร็ว และเป็เด็กรับใช้ข้างกายอีกคนของหลงฉินที่เดินเข้ามา “คุณชาย ชุ่ยเอ๋อร์ะโลงมาจากห้องพักชั้นสอง ตอนนี้นางหัวแตกเือาบไปแล้วขอรับ”
หลงฉินได้ยินก็ขมวดคิ้วถาม “เกิดเื่อะไรขึ้น? ”
เสี้ยวเหวินตี้มองไปยังเด็กรับใช้ แน่นอนว่าเขาย่อมต้องรู้จักชุ่ยเอ๋อร์ เพราะตอนที่เขากับหลงฉินกำลังสนทนากันอยู่ สาวใช้ที่มีนามว่าชุ่ยเอ๋อร์คนนั้นก็ยังยกน้ำชามาให้ ทว่า ตอนนี้อยู่ดีๆ เหตุใดคนถึงได้ฆ่าตัวตาย
เด็กรับใช้มองเสี้ยวเหวินตี้ไปทีหนึ่ง สุดท้ายก็พูดเสียงเบา “คุณชาย ฝ่าา อย่างไรก็ออกไปดูด้วยตนเองเถิดขอรับ ด้วยเื่นี้ ไม่ว่าใครต่างก็รู้ไปทั่วแล้ว”
เสี้ยวเหวินตี้พอได้ฟังคำตอบนั้นก็ให้รู้สึกใจไม่สงบ เขารีบลุกเดินออกไปด้านนอก หลงฉินเองก็ตามติดไปเื้ั ชั่วขณะนั้นอวิ๋นซีกับจวินเหยียนก็หันมาสบตากันทีหนึ่ง ก่อนจะเดินตามออกไป
เื่สนุกๆ เช่นนี้จะขาดพวกเขาสองคนไปได้อย่างไร...
