บนแท่นบูชาหินอ่อนสีขาว นักบวชในชุดคลุมสีดำยืนสวดมนต์อยู่หน้าวงล้อไม้ขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนัง แกะสลักจากไม้เนื้อแข็งขัดเงา มีสลักเื่ราวของประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์อันยาวนาน เมื่อแสงไฟสาดส่อง มันทอประกายวาววับราวกับมีชีวิต
เสียงสวดมนต์ทุ้มต่ำก้องกังวานไปทั่วห้อง ผสานกับเสียงฝนที่ตกกระหน่ำด้านนอก สร้างบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์และน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน ชาร์ลส์แอบสังเกตจากมุมมืด เห็นคนในชุดคลุมอีกสี่คนยืนล้อมวงอยู่รอบแท่นบูชา ศีรษะก้มต่ำ มือประสานกันไว้ด้านหน้า
สายตาของชายหนุ่มกวาดมองไปรอบๆ ห้อง สำรวจหาทางเข้าออกและจำนวนคนที่อยู่ในนั้น นอกจากบาทหลวงและคนในชุดคลุมแล้ว ยังมียามสองนายยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูใหญ่ และอีกสองนายที่มุมห้องด้านใน
ชาร์ลส์ถอยกลับเข้ามาในห้องเก็บของ แนบตัวชิดผนัง สมองครุ่นคิดหาทางออก
'รอให้พวกนั้นเปิดห้องลับเองคงไม่ได้' เขาคิด ขมวดคิ้วด้วยความกังวล 'อาจใช้เวลานานเกินไป หรือไม่เปิดเลยทั้งคืนก็ได้ แบบนั้นเราคงถูกจับได้ก่อนแน่'
ชายหนุ่มเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง สายฝนยังคงกระหน่ำไม่หยุด 'ต้องจับใครสักคนมาสอบปากคำ?' เขาชั่งใจ 'แต่จะออกไปอัดคนข้างนอกที่ยืนกระจายกันก็คงไม่ได้ ถ้าใครสักคนไหวตัวทัน พวกมันคงเรียกกำลังเสริมมาทันที'
เขาเหลือบมองฝนที่ตกหนักอีกครั้ง อย่างน้อยเสียงฝนก็ช่วยกลบเสียงปะทะได้บ้าง แต่ความเสี่ยงก็ยังสูงเกินไป
'หรือจะล่อพวกมันออกมาข้างนอกดี?' เขาคิดต่อ แต่ก็ต้องส่ายหน้า 'ไม่มีตัวล่อ ไม่มีผู้ช่วย จะทำยังไงให้พวกมันออกมาพร้อมกัน?'
ชาร์ลส์ลูบคางครุ่นคิด ดวงตาจับจ้องไปที่คบเพลิงบนผนัง เปลวไฟวูบไหวตามสายลมที่พัดผ่านซอกหน้าต่าง ความคิดหนึ่งวาบขึ้นในหัว
'หน้าต่างเปิดแง้มอยู่...' เขาคิด มองไปที่บานหน้าต่างไม้เก่า 'ถ้าทำให้มันกระแทกเปิดออกอย่างแรง เหมือนถูกลมพัด คนเฝ้าในโบสถ์ต้องได้ยินและเข้ามาตรวจสอบแน่'
'แค่หนึ่งหรือสองคนที่จะเข้ามาตรวจสอบ ไม่ใช่ปัญหา จากนั้นก็แค่รีดข้อมูลแล้วทำให้สลบ'
ริมฝีปากของชายหนุ่มเหยียดเป็รอยยิ้มบาง สำหรับผู้ยกระดับตัวตนอย่างเขา การจัดการคนแค่สองคนไม่ใช่เื่ยาก ยิ่งมีเสียงฝนกระหน่ำช่วยกลบเสียง ยิ่งทำให้แผนของเขามีโอกาสสำเร็จสูง
เขาเหลือบมองรอบห้อง 'ในห้องต้องมีเชือกแน่ๆ' สายตากวาดมองชั้นวางของและลิ้นชักต่างๆ
ชาร์ลส์เริ่มสำรวจห้องอย่างละเอียด มองหาจุดที่เหมาะจะซ่อนตัว และเชือกสำหรับมัดเหยื่อ
ในที่สุดชายหนุ่มก็เจอเชือกที่เขา้าวางอยู่บนชั้น 'เยี่ยม หลังจากสอบปากคำได้ข้อมูลแล้ว ค่อยมัดพวกมันทิ้งไว้'
'เหลือแค่หาจุดซ่อนตัวที่เหมาะสม' เขาคิด พลางกวาดตามองหาที่กำบังที่จะทำให้เขาเห็นประตู แต่คนที่เข้ามามองไม่เห็นเขา
ชาร์ลส์เลือกมุมห้องด้านซ้ายของประตูเป็จุดซ่อนตัว ตรงนั้นมีตู้หนังสือสูงตั้งชิดผนัง เมื่อประตูเปิดเข้ามา บานประตูจะบังเขาไว้ ทำให้คนที่เข้ามาไม่เห็นตัวในทันที รวมกับทำให้คนที่จะเข้ามาจดจ่ออยู่กับหน้าต่าง ก็ยิ่งไม่มีใครเห็นเขามากกว่าเดิม
ชายหนุ่มหยิบเชือกจากชั้นวางของมาวางไว้ใกล้มือ พร้อมใช้งานเมื่อถึงเวลา แล้วย่องไปที่หน้าต่าง รอจังหวะที่เสียงสวดมนต์ดังขึ้น จึงผลักบานหน้าต่างให้กระแทกกับกรอบอย่างแรง
"ปัง!" เสียงไม้กระทบดังลั่น แม้เสียงฝนจะดังแต่ก็ไม่อาจกลบเสียงกระแทกที่ก้องไปทั่วโบสถ์
ชาร์ลส์รีบไปซ่อนตัวหลังตู้ หูเงี่ยฟังเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา เสียงสวดมนต์หยุดชะงักไปชั่วขณะ
"เสียงอะไรวะ?" เสียงหนึ่งดังขึ้น
"เหมือนเสียงอะไรกระแทกแถวห้องเก็บของ" อีกเสียงตอบ
"ไปดู อาจมีอะไรเข้ามา" เสียงทุ้มสั่งการ
ฝีเท้าสองคู่เดินมาหยุดที่หน้าประตู มือข้างหนึ่งผลักประตูเปิดออกช้าๆ แสงจากคบเพลิงในระเบียงส่องเข้ามา ทอดเงาของชายสองคนลงบนพื้น
"เป็ไงบ้าง?" เสียงถามมาจากด้านนอก
"หน้าต่างเปิดอยู่" คนที่เห็นก่อนตอบ "น่าจะเป็ลมพัดทำให้มันกระแทก"
"ไหน" อีกคนก้าวเข้ามาในห้อง "ใครวะลืมล็อกหน้าต่าง?"
ชาร์ลส์กลั้นหายใจ รอจนทั้งสองคนเดินผ่านจุดที่เขาซ่อนตัว จึงปล่อยพลังออกไป ทำให้พวกเขาเผลอชั่วขณะ แล้วค่อยๆ ปิดประตูเบาที่สุดเพื่อไม่ให้คนด้านนอกเห็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตี
ชาร์ลส์เริ่มเข้าหาคนที่อยู่ด้านหลังก่อน กระชากคอเสื้อ ดึงให้เสียหลัก แล้วต่อยเข้าที่ปลายคางอย่างรุนแรงจนหมดสติ พร้อมกับประคองร่างไม่ให้ล้มลงเสียงดัง
คนที่กำลังปิดหน้าต่างไม่ทันรู้ตัว ชาร์ลส์ย่องเข้าไปด้านหลัง รัดคอไว้แน่น จนร่างนั้นอ่อนระทวยลงไปไร้สติ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเงียบกริบ ไร้เสียงปะทะใดๆ
ชายหนุ่มรีบคว้าเชือกที่วางเตรียมไว้มามัดพวกเขา เริ่มจากคนที่รัดคอจนสลบก่อน มัดทั้งตัวและปากให้แ่า ก่อนจะหันไปมัดคนที่โดนชกคาง
ขณะนั้นเอง คนที่โดนรัดคอเริ่มขยับตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใ พยายามสูดอากาศเข้าปอดที่ขาดออากาศ คอแดงช้ำจากการถูกรัด สมองยังมึนงง เห็นว่ามีคนแปลกหน้ากำลังมัดเพื่อนร่วมงานของตนอยู่
ชาร์ลส์สังเกตเห็นว่าหนึ่งในเหยื่อฟื้นขึ้นมาแล้ว กำลังจะเริ่มสอบปากคำ แต่แล้วเสียงจากด้านนอกก็ดังขึ้นเสียก่อน
"มีอะไรรึเปล่า?" เป็เสียงของเพื่อนร่วมงานที่เริ่มสงสัยว่าทำไมพวกเขาเข้าไปนานเกินไป
ชาร์ลส์รีบกระชากมีดออกมา จ่อที่ใต้หว่างขาของชายที่เพิ่งฟื้น กระซิบข้างหูเสียงเย็น "พูดให้รอดนะ อย่าให้คนข้างนอกเข้ามา ไม่งั้นของรักของแกขาดแน่ ถ้าทำอะไรตุกติก ฉันตัดมันทิ้งแล้วค่อยไปสู้กับคนอื่นก็ได้"
ชายผู้นั้นพยักหน้าหวาดหวั่น เหงื่อเย็นผุดท่วมใบหน้า ชาร์ลส์แก้เชือกที่ปากออก
"ไม่มีอะไร" เขารีบะโตอบ เสียงสั่นเครือ "น้ำฝนสาดเข้ามา กำลังเช็ดน้ำที่เลอะพื้นอยู่"
"งั้นรีบๆ หน่อย"
ชาร์ลส์รอจนเสียงฝีเท้าเดินจากไป จึงหันมาสนใจเหยื่อทั้งสองที่ตอนนี้ฟื้นขึ้นมาแล้วทั้งคู่ กระซิบถามเสียงเย็น
"บอกมา ทางเข้าห้องใต้ดินอยู่ตรงไหน?"
ชายที่ถูกจ่อมีดมองหน้าเพื่อนที่ถูกมัดอยู่ข้างๆ ดวงตาฉายแววลังเล ชาร์ลส์รู้สึกได้ถึงความกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เขายังไม่ยอมพูด
"ไม่ต้องมองหน้ากัน" ชาร์ลส์กระซิบ พร้อมกดมีดแน่นขึ้นอีกนิด "ตอนนี้แกมีทางเลือกแค่สองทาง หนึ่งบอกฉันแล้วรอดไปพร้อมกับความเป็ชาย หรือสองปากแข็งแล้วกลายเป็ขันที… คิดให้ดีๆ"
หยดเหงื่อไหลลงมาตามขมับของชายผู้นั้น ลมหายใจหอบถี่ด้วยความกลัว สายตาเหลือบมองคมมีดที่จ่ออยู่ใกล้จุดสำคัญ ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาเสียงสั่น
"ใต้... ใต้แท่นบูชา" เขากลืนน้ำลาย "มีคันโยกซ่อนอยู่ข้างใต้ ดึงลงแล้วพื้นจะเปิด"
"มีคนอยู่ข้างล่างกี่คน?"
"สิบ... สิบกว่าคน" เขาตอบเสียงแ่ "แต่ถ้าเกิดเื่ พวกเขาจะรู้ตัวทันที มีระฆังเตือนภัย..."
"และถ้าฉันไม่เชื่อที่แกพูด?" ชาร์ลส์กดมีดแน่นขึ้น
"จริง! ฉันพูดจริง!" เขารีบร้อง น้ำเสียงร้อนรน "ถ้าไม่เชื่อ ลองเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานของบาทหลวงดู มีแผนผังห้องใต้ดินอยู่"
ชาร์ลส์จ้องหน้าเขานิ่ง พยายามหาร่องรอยการโกหก แต่ความกลัวในดวงตาของชายผู้นั้นบ่งบอกว่าเขาพูดความจริง
"ดี" ชาร์ลส์พยักหน้า "แต่ถ้าโกหก..." เขาไม่พูดจบประโยค ปล่อยให้จินตนาการของเหยื่อทำงานเอง ก่อนจะรีบคว้าเชือกมามัดและอุดปากให้แ่า ไม่ให้ส่งเสียงได้เมื่อฟื้นขึ้นมา
ชาร์ลส์หันไปมองเหยื่ออีกคนที่ตาเบิกกว้างด้วยความกลัว เขาตรวจดูเชือกที่มัดอีกครั้งให้แน่ใจว่าแ่า ถอดรองเท้ามาสับเปลี่ยนกับของตนเองที่เปียกชื้น แล้วลากร่างทั้งสองไปซ่อนหลังตู้หนังสือ
'ต้องรีบแล้ว' เขาคิด 'ก่อนที่คนพวกนั้นจะสงสัยว่าทำไมยามหายไปนาน' ตอนนี้เขากำจัดศัตรูไปได้สองคนแล้ว เหลือเพียงพวกที่อยู่ในห้องพิธีกรรม และคนในห้องใต้ดินที่ต้องจัดการ
ชาร์ลส์ย่องออกมาจากห้องเก็บของอย่างเงียบเชียบ สำรวจสถานการณ์อีกครั้ง ในโบสถ์ยังเหลือคนอีกเจ็ดคน บาทหลวง ผู้ช่วยสี่คนที่กำลังสวดมนต์อยู่หน้าวงล้อไม้ และยามอีกสองนายที่ยืนเฝ้าประตูใหญ่
ชายหนุ่มปล่อยพลังออกไปอย่างระมัดระวัง ทำให้กลุ่มนักบวชจดจ่ออยู่กับพิธีกรรมมากขึ้น สมาธิของพวกเขาจะได้ไม่ว่อกแว่กมาสังเกตสิ่งรอบตัว จากนั้นค่อยๆ แผ่พลังไปยังยามทั้งสองที่ประตู ทำให้พวกเขาเผลอและสติเลื่อนลอยชั่วขณะ
ชาร์ลส์ย่องไปตามเงามืดของเสาหิน หลบอยู่ในจุดอับสายตา รอจังหวะที่เสียงสวดมนต์ดังขึ้น เพื่อกลบเสียงการเคลื่อนไหวของเขา เมื่อมาถึงจุดที่ใกล้พอ เขาพุ่งเข้าจัดการยามทั้งสองอย่างรวดเร็ว ใช้พลังทำให้พวกเขาเผลอ ก่อนจะใช้ท่าจู่โจมที่เงียบและรวดเร็ว จนทั้งคู่สลบไปโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง
ชาร์ลส์ลากร่างของยามทั้งสองกลับไปที่ห้องเก็บของ เพราะที่นั่นมีเชือกที่เขาเห็นบนชั้นวางของ หยิบเชือกมามัดพวกเขาให้แ่า แล้วลากไปซ่อนไว้หลังตู้เช่นเดียวกับสองคนก่อนหน้า
ตอนนี้เหลือเพียงกลุ่มนักบวชห้าคนที่ยังคงสวดมนต์อยู่หน้าแท่นบูชา โดยไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น
ชายหนุ่มย่องกลับออกมา มองไปยังกลุ่มนักบวชที่ยังคงสวดมนต์อยู่หน้าแท่นบูชา พวกเขายืนเรียงแถวหน้ากระดานห้าคน สวมชุดคลุมดำยาว ศีรษะก้มต่ำ มือประสานกันไว้ด้านหน้า เสียงสวดมนต์ทุ้มต่ำก้องกังวานผสานกับเสียงฝนด้านนอก
'ถ้าจู่โจมตรงๆ อาจมีคนหนึ่งคนใดหนีลงไปเตือนคนข้างล่างได้' ชาร์ลส์คิด 'ต้องหาทางทำให้พวกเขาอยู่นิ่งๆ ก่อน'
ชายหนุ่มปล่อยพลังออกไปอีกครั้ง ครั้งนี้แรงกว่าเดิม ทำให้สมาธิของนักบวชทั้งห้าจดจ่ออยู่กับการสวดมนต์อย่างสิ้นเชิง ราวกับถูกสะกดจิต จากนั้นเขาค่อยๆ ย่องเข้าไปด้านหลังของนักบวชคนสุดท้าย
ในจังหวะที่เสียงสวดมนต์ดังขึ้น เขาใช้ท่อนแขนรัดคอนักบวชอย่างรวดเร็ว อีกมือปิดปากไว้ไม่ให้ส่งเสียง รอจนร่างนั้นอ่อนระทวยลงจึงค่อยๆ วางลงกับพื้น
จู่โจมปิดฉากคนต่อๆ ไป ทีละคนอย่างเงียบกริบ พลังที่ปล่อยออกไปทำให้พวกที่เหลือยังคงจดจ่ออยู่กับการสวดมนต์ ไม่รู้สึกตัวว่าเพื่อนร่วมพิธีกำลังหายไปทีละคน
จนกระทั่งเหลือเพียงบาทหลวงที่ยืนอยู่หน้าสุด กำลังชูมือขึ้นสูงนำสวด เสียงของเขาทุ้มต่ำก้องกังวาน ดูเหมือนจะไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขากำลังสวดมนต์อยู่เพียงลำพัง
ชาร์ลส์กำลังจะเข้าไปจัดการคนสุดท้าย แต่แล้วบาทหลวงก็หยุดสวด หันขวับมาด้านหลังอย่างฉับพลัน
ชาร์ลส์ใกับการหันกลับมาอย่างฉับพลันของบาทหลวง ด้วยสัญชาตญาณ เขาพุ่งเข้าชกเต็มแรงใส่ใบหน้าของอีกฝ่าย ร่างในชุดคลุมดำเซถลาไปด้านหลัง แต่ก่อนที่จะล้มลง ชาร์ลส์ก็ตามด้วยเตะเสยเข้าที่ปลายคางอย่างจัง จนบาทหลวงสลบไปในทันที
ชาร์ลส์รีบถอยหลังสองก้าว ย่อตัวต่ำในท่าเตรียมรับมือ สายตาจับจ้องร่างที่นอนนิ่งตรงหน้า มือขวากำผ้าเช็ดหน้าที่เปลี่ยนเป็ดาบ พร้อมรับมือกับอะไรก็ตามที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็คาถาอาคม หรือพลังพิเศษที่อีกฝ่ายอาจซ่อนไว้
แต่เมื่อผ่านไปครู่ใหญ่ ร่างนั้นก็ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง
"...จบแล้ว?" ชายหนุ่มอุทานในใจ หัวใจยังเต้นแรงด้วยความใ "นึกว่าจะเก่ง"
เมื่อหายใ ชาร์ลส์รีบเก็บดาบ จัดการมัดนักบวชทั้งห้าคนด้วยเชือกที่หาได้จากห้องเก็บของ ส่วนคนที่หันมาก่อนหน้านี้เขามัดไว้แ่าที่สุดเพื่อความปลอดภัย ลากร่างไร้สติไปซ่อนไว้ในมุมมืดหลังแท่นบูชา ที่คนจากด้านล่างจะมองไม่เห็นเมื่อขึ้นมา
ตอนนี้ชั้นบนปลอดคนแล้ว เหลือเพียงในห้องใต้ดิน
