ฮวาซานยังคงเงียบ
ป้าใหญ่หนิวเหลือบตาแล้วเบะปาก "เชอะๆๆ ทุกคนมาฟังกันเร็วเข้า เด็กคนนี้พูดอะไรออกมา! แค่ญาติสนิทกันมาเก็บผักกันบ้าง กลายเป็ขอผักไปได้? เหมือนพวกเราเป็ขอทานซะอย่างนั้น!"
ในแถบูเา พื้นที่ราบมีน้อย ภูมิประเทศแคบยาว ทำให้บ้านที่อยู่ใกล้กันก็อยู่ห่างกัน แต่ก็สามารถมองเห็นกันได้
ตอนที่ฮวาซานพาคนกลุ่มใหญ่มาที่บ้านฮวาเฉียงอย่างฮึกเหิม ก็มีหลายคนที่เห็น
ทั้งหมู่บ้านค่าวซานมีบ้านอยู่ไม่กี่หลัง วันนี้เป็่พักจากงานไร่นา คนเกือบทั้งหมดเลยมาดูเื่สนุก
เพียงแต่ด้วยความที่รู้จักนิสัยของฮวาเฉียงและฮวาซาน พวกเขาจึงดูเื่สนุกกันอย่างเงียบๆ
ถ้าเป็เื่สนุกของบ้านอื่น พวกเขาคงเปิดประชุมอภิปรายกันไปแล้ว
แต่คำพูดของฮวาเจานี้ก็ถือว่าไปกระทบคนอื่นจริง ๆ การเก็บผักจากบ้านญาติหรือเพื่อนฝูงนั้นถือเป็เื่ปกติ จะเรียกให้มาเอา หรือให้มาหยิบไปก็ได้ ไม่ใช่การขอ
"ป้าใหญ่หนิวพูดได้ไพเราะมาก ญาติสนิท มาเก็บผักกันบ้าง?" รอยยิ้มบนใบหน้าของฮวาเจาหายไป แล้วพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน "ใคร ๆ ก็รู้ว่าบ้านฉันมีผักกินไม่พอตลอดปี ปู่ฉันต้องเสียเงินไปซื้อผักทุกเดือน! บ้านไหนอนุญาตให้ฉันไปเก็บผักได้บ้าง? ฉันเคยโดนพวกเธอไล่ตีออกมาเพราะไปเก็บผักแล้ว!"
เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เ้าของร่างเดิมยังเด็ก ผักในสวนผักของบ้านไม่พอให้เธอกิน เธอรู้ว่าในหมู่บ้าน ถ้าบ้านไหนมีผักเหลือ ก็มักจะเอาผักจากสวนมาให้กัน เ้าของร่างเดิมจึงไปขอผักที่บ้านฮวาซาน แต่กลับถูกไล่ตีออกมา
ป้าใหญ่หนิวรู้สึกหน้าเสียเล็กน้อย แต่ก็ยังปากแข็ง พึมพำว่า "บ้านเรามีคนสิบกว่าคน ยังกินไม่พอเลย จะมีเหลือให้เธอได้ยังไง"
"ป้าพูดถูก!" ฮวาเจาพูดเสียงดัง "ก็เป็แบบนั้นแหละ! ผักบ้านฉันยังกินไม่พอเลย จะมีเหลือให้พวกเธอได้ยังไง!"
คำพูดนี้เหมือนเป็การปิดตาย ทำให้ป้าใหญ่หนิวพูดไม่ออก ได้แต่หายใจฮืดฮาด
คนในบ้านฮวาซานต่างก็ถือจอบมองฮวาเจา แล้วมองฮวาซาน
ฮวาซานจ้องฮวาเจา
เพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆ ก็มองฮวาเจาด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่าคำพูดที่คมคายแบบนี้จะออกมาจากปากของหลานสาวหมีดำของฮวาเฉียง
ฮวาเฉียงถึงกับตื้นตันใจจนน้ำตาคลอ
ฮวาเจามองฮวาซาน แล้วพูดตรง ๆ ว่า "ท่านปู่สาม ถ้าบ้านท่านมาช่วยด้วยความจริงใจ ฉันก็ขอบคุณ แต่ถ้าท่านมาช่วยโดยอ้างชื่อเพื่อจะมายึดที่ดินบ้านฉัน ฉันก็เชิญกลับไปเลย!"
รอบข้างเงียบลง อากาศเหมือนหยุดนิ่ง
ฮวาซานจ้องฮวาเจาแน่นิ่งอยู่สองสามวินาที แล้วก็ะโขึ้นว่า "พวกเราไป!"
ตรงไปตรงมา ไม่มีความอาย คำพูดนี้ก็เหมือนเป็การยอมรับกลาย ๆ ว่าเขามาด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์
แต่ฮวาซานไม่สนใจ เขาเป็คนพาลที่ไม่รู้จักอาย ถ้ายังรู้จักอายก็เป็คนพาลไม่ได้
พวกคนในบ้านฮวาซานต่างก็เก็บจอบแล้วเดินตามฮวาซานออกไป
ในตอนที่เดินไป พวกเขาก็หันมามองฮวาเจาด้วยสายตาดุร้าย
ลูกชายทั้ง 5 คนของฮวาซาน อาศัยอยู่ด้วยกันไม่ไหว แต่ก็แค่แยกบ้านของลูกชายคนที่ 3 และ 4 ออกไปเท่านั้น ลูกชายอีก 3 คนก็ยังอยู่กับเขา ไม่ได้แยกบ้าน
ถ้าไม่แยกบ้านก็จะไม่ได้รับที่ดิน
ลูกชาย 3 คนของฮวาต้าหนิว ลูกชาย 3 คนของฮวาเอ้อหนิวกับลูกสาวอีก 2 คน และลูกชายคนเล็กฮวาไท่หนิว อายุ 25 ปีที่ยังไม่ได้แต่งงาน
ทั้งครอบครัว 15 คนอยู่ด้วยกันในบ้านที่มีลานแค่ไร่กว่า ผักแค่นั้นก็ไม่พอให้กิน
พวกเขามองตาเป็มันกับลานบ้านของฮวาเฉียงมานานแล้ว แค่รอให้เขาตายเท่านั้น
"เดี๋ยวก่อน!" ฮวาเจาร้องขึ้นมา
คนในบ้านฮวาซานหยุดชะงัก ฮวาซานหันหน้ากลับมามองฮวาเจา
"ท่านปู่สาม ปู่ฉันกำลังป่วยอยู่ ห้ามโกรธ อีกอย่างบ้านเราก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรกัน ต่อไปคนในบ้านท่านถ้าไม่มีอะไรก็อย่ามาเยี่ยม หรือถ้ามีเื่อะไรก็ยิ่งไม่ต้องมา! ไม่งั้นฉันจะสงสัยว่าพวกท่านตั้งใจจะทำให้ปู่ฉันตาย เพื่อมายึดบ้านของฉัน!"
คำพูดนี้แข็งกร้าวเสียจนอากาศรอบตัวเย็นลงไปสามองศา
ฮวาซานเบิกตากว้าง มองฮวาเจาด้วยสายตาอำมหิต
แต่ฮวาเจาไม่กลัวแม้แต่น้อย เธอทำอาชีพอะไร? ชาติที่แล้วเธอเป็ทนายความที่รับว่าความในคดีอาญา!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน่หลายปีที่ผ่านมา ชื่อเสียงของเธอดังขึ้นเรื่อยๆ ความสามารถก็มากขึ้นเรื่อยๆ ลูกความของเธอก็มีแต่พวกที่ดุร้ายสุดขั้วทั้งนั้น
ทุกคนที่ผ่านมือเธอไปล้วนแต่ได้รับโทษปะา ไม่เคยมีแม้แต่จำคุกตลอดชีวิต! นั่นทำให้เธอได้รับฉายาว่า "นักกำจัดปีศาจ"
เมื่อเทียบกับสายตาของคนพวกนั้นแล้ว สายตาของฮวาซานก็อ่อนโยนไปเลย
ฮวาซานขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดว่าเธอจะไม่กลัวเขาเลย นี่มันก็แค่คนโง่บ้าบิ่นเท่านั้น!
ฮวาซานมองฮวาเฉียง "พี่ใหญ่! นี่จะตัดญาติกับฉันเลยเหรอ?"
ฮวาเฉียงก็มองเขา ตอบกลับไปหลังจากนิ่งไปสองวินาที แล้วกระตุกมุมปากพูดด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจว่า "หกสิบแปดปีแล้ว ในที่สุดฉันก็ได้ยินแกเรียกฉันว่าพี่ใหญ่ นี่มันเหลือเชื่อจริงๆ"
สีหน้าของฮวาซานเปลี่ยนไป
เขาถูกส่งไปให้คนอื่นเลี้ยงั้แ่เกิด พออายุ 20 ปี คนในครอบครัวนั้นก็ตายไปหมด เพื่อความอยู่รอด เขาจึงกลับมาที่บ้านฮวา แต่ก็ไม่สนิทกับพี่น้องเลย ไม่เคยเรียกพวกเขาว่าพี่ชายหรือพี่สาว มีแต่สีหน้าเ็า ราวกับว่าคนทั้งบ้านเป็หนี้เขา
"คนในครอบครัวที่หวังให้ฉันตายไปเร็ว ๆ แบบแก ฉันไม่้า!" ฮวาเฉียงะโเสียงดัง "ไปให้พ้น!"
ทหารผ่านศึกที่เคยเดินผ่านสมรภูมิรบมานั้น มีออร่าที่คนพาลในหมู่บ้านเทียบไม่ได้
ฮวาซานไม่พูดอะไรสักคำ แล้วก็หันหลังเดินจากไป
คนที่มาดูเื่สนุกที่นอกรั้วบ้านมองฮวาเจาด้วยความประหลาดใจแล้วก็เดินจากไป
ฮวาเจาพยุงปู่กลับเข้าไปในบ้าน เงยหน้าขึ้นก็เห็นฮวาเสี่ยวอวี่ยืนอยู่ที่มุมกำแพง เธอยังไม่ได้ไปไหน
ฮวาเสี่ยวอวี่กำลังเบิกตาโตมองข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน เหมือนจะใ
ทำไมรังหมูของบ้านฮวาเจาถึงได้สะอาดขนาดนี้?
แล้วคน ๆ นั้นล่ะ?
"พี่ฮวาเสี่ยว เมื่อวานพี่ชายที่มาบ้านพี่ล่ะ? ไปแล้วเหรอ?"
ฮวาเจาชะงักไป เงยหน้ามองสีหน้าของเธอที่แฝงไปด้วยความผิดหวังท่ามกลางความเขินอาย
เชอะๆๆ
"เธอรู้ได้ยังไงว่าบ้านฉันมีคนมา? แถมพี่ชายอะไรกัน เธอรู้จักเขารึไงถึงได้เรียกซะสนิทขนาดนั้น ไม่อายบ้างรึไง?" ฮวาเจาถาม
ฮวาเสี่ยวอวี่หน้าแดง รีบพูดว่า "เมื่อวานเขามาถามหาบ้านพี่ในหมู่บ้าน แล้วฉันก็บังเอิญเดินผ่านไปเจอ เลยบอกเขาเอง! แถมฉันยังเป็คนพาเขามาที่บ้านพี่ด้วย พี่ลืมไปแล้วเหรอ?"
อ๋อ อันนี้ลืมไปจริง ๆ
แต่ฮวาเจาก็ไม่ได้รู้สึกผิดที่ใส่ร้ายเธอเลย "ต่อไปก็อย่ามาพูดว่าบ้านเรา ๆ ใครบ้านเธอกัน? นี่บ้านฉัน! ส่วนคนในบ้านเธออยู่นอกบ้านนั่นไง เพิ่งไป! เธอก็รีบไปเลย!"
ฮวาเสี่ยวอวี่ตาแดง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ก้มหน้าเดินออกไป
เธอไม่ได้สนใจคำพูดที่ร้ายกาจของฮวาเจาเท่าไหร่ ทุกครั้งที่ฮวาเจาอารมณ์ไม่ดีก็มักจะตีเธอหรือไม่ก็พูดจาแบบนี้ แล้วยังไง? พอเธอไปเอาอกเอาใจหน่อยก็ลืมหมดแล้วนี่นา? ไอ้คนโง่!
"เดี๋ยวก่อน" ฮวาเจาร้องเรียกเธออีกครั้ง
ฮวาเสี่ยวอวี่หันหลังให้เธอ แล้วเบะปาก ใช่แล้ว เป็แบบนี้แหละ บางครั้งไม่ต้องเอาใจใส่ เธอก็ลืมเองได้! เหมือนหมู!
"มีอะไรเหรอพี่ฮวาเสี่ยว?" ฮวาเสี่ยวอวี่หันกลับมา ยิ้มให้ฮวาเจา แล้วถามด้วยเสียงหวาน
"เมื่อกี้ที่ฉันพูดข้างนอก เธอคงได้ยินหมดแล้วใช่ไหม? มันใช้ได้กับเธอด้วยเหมือนกัน!" ฮวาเจาหยิบท่อนฟืนที่ตกอยู่บนพื้น "ต่อไปนี้เธอห้ามก้าวเข้ามาในบ้านฉันแม้แต่ก้าวเดียว... หรือจะยืนะโเรียกอยู่ข้างรั้วก็ไม่ได้! ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน!"
พูดจบ เธอก็ใช้แค่นิ้วชี้กับนิ้วโป้งของสองมือจับท่อนฟืน แล้วก็หักมันอย่างเบามือ ท่อนไม้ต้นเอล์มขนาดเท่าแขนทารกก็ถูกหักเป็สองท่อน
ด้วยพละกำลังมหาศาลของเธอ ฮวาเสี่ยวอวี่ก็เคยััมาแล้ว พอเห็นว่าตอนนี้เธอเอาจริงขึ้นมา แม้จะประหลาดใจ แต่ก็ไม่กล้าเถียงอะไร ก้มหน้าแล้วรีบเดินจากไป
