ในตอนที่หลินลั่วหรานจัดการนำเอา ‘เสื้อผ้า’ ส่งให้กับผู้เป็แม่ ยังไม่ทันที่เธอจะได้รับคำชมผู้เป็แม่ก็จับเข้าที่ใบหูของเธอ
“ไหน บอกมาสิ แม้แต่ฉลองปีใหม่ก็ยังไม่มาร่วมกับคนในครอบครัวยังไม่ทันได้กินปูก็เก็บตัว จนกระทั่งหน่อไม้หลังบ้านมันแก่จนแตกเป็ต้นไผ่ขึ้นมาแล้วถึงได้เพิ่งจะโผล่ออกมา...เทอมนี้ลั่วตงสอบได้ที่หนึ่งของชั้นรอลูกมาตลอดวันหยุดปิดเทอมฤดูหนาว แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของลูก ทั้งๆที่อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆแต่ว่าถ้าแม่หรือพ่ออยากจะเจอสงสัยว่าจะต้องนัดก่อนแล้วใช่ไหม?”
ใบหูของหลินลั่วหรานเริ่มปรากฏสีแดงขึ้นมาการดึงหูแบบนี้ของผู้เป็แม่นั้นเริ่มต้นขึ้นั้แ่ตอนเธอไปทำให้ไก่ของเพื่อนบ้านหลุดออกมาจากเล้าตอน่อายุห้าขวบจากนั้นมันก็เติบโตมาพร้อมกับเธอ แต่เมื่อเธอโตขึ้นเรื่อยๆการดึงหูของผู้เป็แม่ก็พบเห็นได้น้อยลง แต่ว่าในครั้งนี้ดูเหมือนว่าเธอก็คงจะโกรธขึ้นมาแล้วจริงๆ
“แม่ เบาหน่อย...” หลินลั่วหรานยังคงหลบไปอยู่ด้านหลังผู้เป็พ่ออย่างเคยเพื่อให้ผู้เป็พ่อออกมาช่วยป้องกันเอาไว้ สุดท้ายผู้เป็พ่อก็ต้องช่วยพูดให้เธอผู้เป็แม่ถึงได้ทอดสายตาไปที่ ‘เสื้อผ้า’ ชิ้นนั้นแทน
ของสิ่งนี้มองดูภายนอกก็ดูเบาบาง แต่เมื่อผู้เป็แม่รับมาไว้ในมือเธอก็ได้รู้ว่ามันมีน้ำหนักกว่าห้าถึงหกกิโลกรัม แล้วมันจะสวมเข้าไปได้อย่างไร? หลินลั่วหรานนำมือของผู้เป็แม่ประทับลงไปในบริเวณของผลึกอัคนีด้วยความออดอ้อนผู้เป็แม่รู้สึกถึงความเจ็บแปลบบริเวณนิ้วกลางของเธอก่อนที่เืของเธอจะหยดลงไปที่้าของผลึกอัคนี ไม่นานนักก็ถูกมันดูดซึมเข้าไป
“นี่มันอะไรกัน?” ผู้เป็แม่นั้นค่อนข้างที่จะใกลัวกับการดูดซึมเืของมัน
แต่ผู้เป็พ่อนั้นกลับพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ “นี่คือหยดเืแสดงความเป็เ้าของเหรอ?”
ผู้เป็พ่อที่ยิ่งมีอายุมากเท่าไร ก็ยิ่งดูเด็กลงเรื่อยๆไม่ได้เหมือนกับผู้เป็แม่ที่วันๆ ก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องครัว เขาจึงเริ่มที่จะตามโลกในยุคปัจจุบันได้ทันแล้วเวลาที่เข้าไปในอินเทอร์เน็ตเขาก็มักจะเข้าไปอ่านนิยายเกี่ยวกับผู้ฝึกศาสตร์ที่ได้รับความนิยมอยู่ใน่นี้ทำให้ผู้เป็พ่อไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการหยดเืเพื่อแสดงความเป็เ้าของแบบนี้นัก
หลินลั่วหรานพยักหน้าลง แต่ผู้เป็แม่กลับส่งเสียงร้อง เอ๋ ออกมา
หลังจากที่ผลึกอัคนีได้ดูดซับเืสดไปแล้ว เธอก็รู้สึกเหมือนกับว่าเธอกับเ้าเสื้อผ้าสีดำสนิทแถมยังหนักตัวนี้มีความรู้สึกสัมพันธ์กันแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อเธอได้รับมันกลับมาจากมือของลูกสาวอีกครั้ง จาก ‘เสื้อผ้า’ ที่มีน้ำหนักมากในตอนแรกก็เปลี่ยนเป็เบาสบายขึ้นมาผู้เป็แม่จึงกลับเข้าห้องไปลองสวมเอาไว้ด้านในด้วยความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“เบาสบายดีนี่ ไม่รู้สึกว่าสวมอยู่เลยสักนิด...” พื้นผิวของมันกระชับติดตัว เป็เสื้อผ้าที่แปลกจริงๆ
หลินลั่วหรานหลับตาลงเพื่อที่จะซึมซับการเคลื่อนไหวของพลังในยุทธศาสตร์เมื่อพบว่าไม่มีอะไรผิดพลาด กลุ่มไฟก็ประกายขึ้นในมือของเธอพร้อมกับพุ่งตรงไปที่ทางร่างของผู้เป็แม่
ผู้เป็พ่อนั้นขยับขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ก่อนที่เขาจะคิดขึ้นมาได้ว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าของเขาคือลูกสาวของตัวเองดังนั้นลูกสาวของเขาคงจะไม่มีทางทำร้ายผู้เป็แม่ที่ให้กำเนิดเธอออกมาผู้เป็พ่อจึงกลายเป็เพียงแค่ผู้ชมอยู่ข้างๆ ส่วนผู้เป็แม่นั้นด้วยการโจมตีที่ว่องไวของหลินลั่วหรานเธอที่เป็เพียงคนธรรมดาจึงไม่ทันได้ตอบสนองอะไร!
กลุ่มไฟะเิออกต่อหน้าผู้เป็แม่ในระยะประมาณหนึ่งฟุตตัวของผู้เป็แม่เปล่งประกายแสงเบาบางออกมาเพื่อป้องกันกลุ่มไฟเ่าั้เอาไว้ทั้งสามร้อยหกสิบองศาโดยไม่มีหลุดรอด เกราะนี้ก็เป็เหมือนกับเกราะพลังที่หลินลั่วหรานใช้เวทสร้างขึ้นมันสามารถปกป้องได้ทั้งตัว
ผู้เป็แม่ใขึ้นมา หลินลั่วหรานได้ทำการทดลองเสร็จเรียบร้อยแล้วบางทีอาจจะเป็เพราะก่อนหน้านี้ผลึกอัคนีและาาแมงป่องต่างก็เคยอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันเกราะนี้เองก็เป็เกราะพลังธาตุไฟ เมื่อได้รับการโจมตีจากพลังธาตุไฟมันจึงไม่เพียงแต่ป้องกันการโจมตีเอาไว้แต่ยังดูดซึมพลังธาตุไฟเ่าั้มาเป็พลังในการป้องกันให้กับตัวเองด้วยเปลี่ยนจากโจมตีมาเป็ป้องกัน นี่ถือได้ว่าเป็เกราะระดับสองที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียวหลินลั่วหรานไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันคือผลลัพธ์ที่เธอได้มาจากการสร้างครั้งแรกของตัวเอง
ผู้เป็พ่อเองก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาเช่นกันในใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความดีใจ ลูกสาวสามารถสร้างเสื้อผ้าแบบนี้ขึ้นมาได้สำหรับภรรยาที่ไร้ซึ่งหนทางในการป้องกันตัวแล้วมันก็สามารถเพิ่มอัตราความปลอดภัยของเธอให้สูงขึ้นมากว่าร้อยเท่า
“พ่อ รอให้หนูจัดการเื่พวกนี้เสร็จก่อนแล้วหนูจะทำให้พ่อกับลั่วตงด้วยนะ ตอนนี้ก็อย่าเพิ่งเสียใจไปก็แล้วกัน โอเคไหม?”
สิ่งที่ผู้เป็พ่อตอบกลับเธอไปก็คือรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักและความเอ็นดู
ลูกสาวของเขามีความสามารถมากขึ้นแล้วผู้เป็พ่อและแม่จะไม่ดีใจแทนเธอได้อย่างไรผู้เป็แม่ถูกเสื้อผ้าที่ดูประหลาดดึงเอาสติให้หลุดลอยไปเธอยังไม่ทันได้คิดบัญชีเื่ที่หลินลั่วหรานเก็บตัวไปกว่าครึ่งปีหลินลั่วหรานก็รีบเดินไปยังห้องหนังสือด้วยความว่องไวเสียก่อน
ห้องหนังสือของคฤหาสน์หลินนั้นตั้งอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่ที่เกาะกลางน้ำห้องหนึ่งในกระท่อมถูกเ้าจิ้งจอกน้อยยึดไป ส่วนอีกห้องหนึ่งหลินลั่วหรานก็ใช้ในการเก็บตำราบันทึกต่างๆ ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วบริเวณรอยแตกของไม้ไผ่ก็ปรากฏหน่อไม้ออกมา หลินลั่วหรานตัดสินใจว่าเดี๋ยวอีกสักพัก เธอจะขุดมันไปทำอาหาร
เมื่อพูดถึงเื่กินหน่อไม้ขึ้นมาแล้วหน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิทีู่เาบ้านเกิดของเธอ มีขนาดเล็กแหลมราวกับนิ้วมือเมื่อหั่นออกมาแล้ว ก็จะเห็นเป็สีใสนุ่มนวล มันคือของป่าที่หาได้ยากเมื่อก่อนต่างก็มีคนหาหน่อไม้ที่เริ่มเข้าไปอยู่ในูเาั้แ่่ฤดูใบไม้ผลิในทุกๆ วัน พวกเขาก็จะเข้าป่าไปหาพวกหน่อไม้เหล่านี้ แล้วนำมาขายในราคาถูกๆกับผู้คนที่รับซื้อ การหารายได้อันแสนลำบากแบบนี้ต่างก็ทำให้หลินลั่วหรานมีค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนไม่ขาด
ไม่ว่าจะเพื่อหน่อไม้ หรือว่าเพื่อกลับไปย้ายเอาหินก้อนนั้นออกมาหลินลั่วหรานก็คงจะต้องหาเวลากลับไปที่เขาบ้านเกิดของเธอสักรอบ...น่าเสียดายที่ตอนนี้ดูเหมือนว่า เธอจะไม่สามารถหาเวลาว่างได้เลย
หลินลั่วหรานเปิดประตูห้องหนังสือเข้าไป สายตาของเธอทอดไปยังบนโต๊ะในทันที
นั่นคือบันทึกไม้ไผ่ที่ถูกกองเอาไว้ประมาณหลายสิบฉบับหลินลั่วหรานเปิดมันออกดูผ่านๆ ก่อนจะพบว่ามันถูกบันทึกเอาไว้ด้วยฉุ่ยชูเจิงเทียนนั้นจริงใจเสียเหลือเกิน เพื่อที่จะไม่ให้มีอะไรหลุดรอดไปเขาจึงนำบันทึกไม้ไผ่ทั้งหมดมาให้เธอ
หากว่าพวกบันทึกไม้ไผ่ที่ถูกขุดขึ้นมาเหล่านี้หายไปอย่างไร้ร่องรอยมันก็คงจะสร้างความตื่นตระหนกได้มาก อย่างไรมันก็เป็ของที่พวกนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญต่างก็เคยพบเห็นมาด้วยตาของพวกเขาดังนั้นเจิงเทียนจึงไปหาเอาผู้เชี่ยวชาญมาสร้างของปลอมขึ้นเขาสั่งแกะสลักพวกมันลงไปทั้งหมด แม้แต่สายทองที่ใช้ร้อยซีกไม้ไผ่เข้าด้วยเขาก็ใช้เป็เส้นทองแท้จริงๆ เพื่อส่งไปแทน...ส่วนเ้าของโบราณในสมัยราชวงศ์ฮั่นที่ควรจะถูกนำส่งไปยังพิพิธภัณฑ์ต่างก็ถูกนำมาไว้ที่บ้านหลินั้แ่แรกแล้ว
บันทึกไม้ไผ่ตั้งมากมายขนาดนี้ หากจะให้หลินลั่วหรานแปลมันออกมาด้วยตัวเองก็คงจะต้องใช้เวลานานจนไม่รู้จักจบจักสิ้น
หลินลั่วหรานนึกถึงหรงตงหลินขึ้นมาพ่อของเขาคือผู้เชี่ยวชาญทางฉุ่ยชูที่รู้และเข้าใจทางด้านนี้มากที่สุดหากว่าจะให้เขามาช่วยแปลบันทึกไม้ไผ่เหล่านี้ ก็น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้วใช่ไหม?
หลินลั่วหรานเป็พวกที่คิดแล้วก็ทำเลย ดังนั้นเธอจึงขับรถไปที่มหาวิทยาลัยชู่ต้าทันทีเธอเข้าไปอธิบายถึงเหตุผลที่หายไปโดยไร้ร่องรอยกว่าครึ่งปีกับอาจารย์ชีเสียก่อนพร้อมทั้งพูดถึงเื่ที่เธออยากจะขอให้หรงตงหลินมาช่วยเธอออกไปด้วย
“อยากจะให้เขาไปเป็ติวเตอร์ให้ที่บ้าน? พอดีเลยตอนนี้พวกเอกสารที่พบในถ้ำโบราณสมัยราชวงศ์ฮั่นก็จัดการไปจนจะเรียบร้อยแล้วแถมตอนนี้เขาก็เรียนอยู่ปี 3 เทอม 2 แล้ว เป็่ที่จะต้องคิดเื่ฝึกงานอยู่พอดีเธอมาช่วยจัดการปัญหาใหญ่ให้เขาเลยล่ะ”
อาจารย์ชีหวังว่าหรงตงหลินจะสามารถเดินไปบนเส้นทางนี้ต่อได้แต่ว่าในการจะศึกษาหรือว่าเรียนรู้อะไรสักอย่าง ก็ไม่ใช่เื่ที่ไม่กินไม่ใช้แล้วจะสามารถทำได้ด้วยสถานภาพทางบ้านของหรงตงหลินที่มีข้อจำกัดทำให้อาจารย์ชีรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย ยิ่งเป็เมล็ดพันธุ์ที่เขารักใคร่ดังนั้นเขาจะสามารถปล่อยให้เมล็ดพันธุ์ของเขาหิวตายไปได้อย่างไร?
การเรียนทางด้านภาษาในสายตาของผู้คนส่วนมาก มันก็เหมือนกับการรู้อย่างเป็ดในเวลาฝึกงานการเลือกนั้นเป็สิ่งที่สำคัญมากหากหลินลั่วหรานจะสามารถให้งานที่เหมาะสมแก่หรงตงหลินได้ก็ถือว่าเป็โชคดีของเขาแล้ว
หลังจากที่หรงตงหลินตามหลินลั่วหรานกลับมาที่บ้านอย่างมึนงงเรียบร้อยแล้วในขณะที่เขาก็ยังคงไม่ได้สติกลับมาจากบรรยากาศของคฤหาสน์อันยิ่งใหญ่เขาก็ถูกบันทึกไม้ไผ่ที่ไว้วางอยู่ในห้องหนังสือของบ้านตระกูลหลินทำเอาใมากขึ้นไปอีก
คนซื่อตรงอย่างเขาพูดขึ้นมาอย่างตะกุกตะกัก “นะ...นี่คือของในถ้ำโบราณ...สมัยราชวงศ์ฮั่น!” พระเ้า นี่มันเป็ของที่เขาััมาตั้งหลายเดือนจะเป็ของจริงหรือของปลอมเพียงแค่มองเขาก็รู้ได้แล้วตอนนี้มันควรที่จะกลายเป็สมบัติของประเทศอยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้วไม่ใช่เหรอทำไมถึงถูกนำมาวางเอาไว้ที่นี่ได้ใน่วินาทีนั้นความคิดมากมายไหลผ่านเข้ามาในหัวของหรงตงหลิน และหนึ่งในนั้นก็รวมไปถึงความสงสัยที่มีต่อสถานะของหลินลั่วหรานด้วยเธอเป็พวกค้าสมบัติทางประวัติศาสตร์หรือเปล่า?
หรือแม้แต่คิดขึ้นมาว่า เขาจำเป็จะต้องแจ้งตำรวจหรือไม่
และความคิดมากมายเหล่านี้ก็ถูกรอยยิ้มบางๆของหลินลั่วหรานทำให้สลายหายไปจนหมดหรงตงหลินนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นหลังจากได้รู้จักกับสองพี่น้องขึ้นมาถ้าหากว่าพวกเขาเป็พวกขโมยสมบัติทางประวัติศาสตร์จริงและยังคงมีลักษณะท่าทางได้แบบนี้ แล้วตัวเขานั้นจะเรียกว่าอะไรกัน?
หยาดเหงื่อจากความร้อนใจผุดไหลออกมาบริเวณลำคอของหรงตงหลินหลินลั่วหรานรอให้เขาสงบใจลงก่อนจนกระทั่งหลังจากหรงตงหลินได้กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไปหลินลั่วหรานก็พูดอธิบายขึ้นมา
“นายคิดถูกแล้ว นี่คือบันทึกไม้ไผ่ของจริง แต่ว่าที่ฉันกล้าเอามาให้นายเห็นตรงๆแบบนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะฉันจะเอามาเป็ของตัวเองหากจะพูดความจริงกับนายไปก็คงไม่เกิดอะไรขึ้นมา ที่ฉัน้าบันทึกไม้ไผ่เหล่านี้ก็เพียงแค่้าข้อมูลด้านในของมันไปช่วยคนคนหนึ่งเท่านั้น”
“ช่วยคน?” หรงตงหลินไม่เข้าใจอะไรนัก
หลินลั่วหรานเองก็ไม่ได้พูดอธิบายอะไรออกมามากมาย “ฉันอยากจะขอให้เธอมาช่วยแปลบันทึกไม้ไผ่เหล่านี้ให้...ฉัน้าการแปลที่ถูกต้องที่สุดแปลเสร็จเมื่อไร ฉันก็จะนำมันส่งคืนกลับ”
หลินลั่วหรานมีบุญคุณกับเขา แน่นอนว่าเขาจำเป็ที่จะต้องใช้คืนให้เธอ หรงจงหลินจึงไม่ได้คิดอะไรมากมายนักอย่างไรก็เป็งานทางด้านการแปลบันทึกไม้ไผ่ ดังนั้นเขาจึงตอบตกลงไป
หลินลั่วหรานบอกให้ผู้เป็แม่จัดการหาห้องพักให้กับหรงตงหลินก่อนที่จะพาเขาเข้าไป
เมื่อหรงตงหลินเริ่มจะหมกมุ่นอยู่กับกองเอกสารขึ้นมาแล้วหลินลั่วหรานก็ขึ้นนั่งบนแผ่นหลังของเสี่ยวจิน ก่อนที่จะร่าย ‘เวทเกราะเล็ก’ ปกคลุมไปทั่วทั้งตัวของเธอและเสี่ยวจินพร้อมกับบินขึ้นไปบนฟากฟ้าของเมืองหรงเฉิง
มีเพียงแค่แม่เท่านั้นที่มีเกราะป้องกันแล้วหลินลั่วหรานจึงยังไม่สบายใจกับเื่ที่บ้านนัก เธอจึงตัดสินใจไปจัดการเื่ก้อนหินที่หลังเขาบ้านเกิด
เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว แม้ว่ามันจะยุ่งยากแต่สำหรับหลินลั่วหรานแล้ว มันกลับเป็สิ่งที่ยึดแน่นอยู่ในใจขอเพียงแค่ครอบครัวของเธอยังอยู่ ไม่ว่าเธอจะต้องพบเจอเื่ราวอันตรายซับซ้อนวุ่นวายมากมายเท่าไรจากสภาพแวดล้อมภายนอก เธอก็จะยังคงรู้สึกว่า เธอนั้นจะยังมีที่ให้หลบพักอยู่และที่นั่นก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น
เสี่ยวจินขยับปีกออกบินขึ้น และในตอนที่บินขึ้นมาบนอากาศแล้วหลินลั่วหรานก็ได้พบว่า บริเวณกรงเล็บของอินทรีนั้นมีเรือนร่างเล็กๆ ติดอยู่ด้วย
หลินลั่วหรานก้มหน้าลงไปมองก่อนที่เธอจะต้องยิ้มเจื่อนออกมาอย่างช่วยไม่ได้
เ้าจิ้งจอกตัวนี้นี่!
เธอ้าจะทำให้เ้าจิ้งจอกกล้าหาญตัวนี้ใเข้าเสียหน่อยเธอจึงไม่ได้สนใจอะไรมัน และปล่อยให้มันเกาะกรงเล็บอินทรีโบยบินไปจนถึงจุดหมายแบบนั้น
ั้แ่ที่ไอลี่ได้เข้ามาเป็ผู้ดูแลของบริษัทฝูหม่านโหลวภายในห้องทำงานก็ถูกปรับเปลี่ยนการตกแต่งใหม่มันถูกเปลี่ยนแปลงจากห้องที่มีโทนสีมืดครึ้มหนักแน่นให้สดใสขึ้นมา
แน่นอนว่าก็เป็เช่นเดียวกันกับการตกแต่งพวกคนที่อยู่ข้างกายของคุณหนูไอต่างก็ค่อยๆ ถือโอกาสขยับเลื่อนขั้นขึ้นมาตอนนี้ระดับชั้นการจัดการของฝูหม่านโหลวได้เกิดการสับเปลี่ยนของคนรุ่นใหม่และคนเก่าคนแก่การที่คนที่อายุไม่มากนักจะก้าวเข้ามาอยู่ในแผนกการจัดการระดับกลางแบบนี้ก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรแต่คนที่สามารถเลื่อนขั้นได้เร็วที่สุดในฝูหม่านโหลวก็คือผู้หญิงที่มีชื่อว่า ‘ซินหยวนผิง’ เธอกลายเป็ผู้ช่วยพิเศษของท่านประธานในตอนที่ไอลี่ไม่อยู่ เธอก็จะมีอำนาจในการตัดสินใจเป็หลักและด้วยความที่ทั้งสองมักจะเข้าออกบริษัทพร้อมกันอยู่เสมอ ทำให้ผู้คนในฝูหม่านโหลวต่างก็พากันลือว่าประธานสาวคนใหม่ของฝูหม่านโหลวเป็เลสเบี้ยน
ในตอนนี้ประตูของห้องทำงานท่านประธานถูกปิดเอาไว้แน่นสนิทไอลี่นั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานพร้อมกับมองไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยความระมัดระวัง
เรือนผมยาวประบ่า และการแต่งหน้าที่ดูสวยงามเธอคือพนักงานเงินเดือนสาวในเมืองหลวงที่มีหน้าตาสวยงามคนหนึ่ง
เธอก้มหน้าเล่นอยู่กับตราประทับสลักในมือใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
ไอลี่ถามจึงขึ้นด้วยความระมัดระวัง “คุณรู้กระจ่างถึงความลับของรอยสลักนั่นแล้วเหรอ?”
ในสองปีที่ผ่านมา ซินหยวนผิงได้ช่วยจัดการเื่ของไอลี่ไปมากมายเพื่อตราประทับที่สืบทอดมาของตระกูลชิ้นนี้ สำหรับไอลี่แล้วเ้าของสิ่งนี้ดูธรรมดากว่าสมบัติชิ้นอื่นที่ถูกเก็บเอาไว้ในห้องเก็บของของตระกูลมากนักไม่รู้ว่าทำไมผู้เป็ปู่ของเธอถึงได้ยืดเยื้อไม่ยอมยกให้เธอมาเป็เวลามานานมากขนาดนี้
ซินหยวนผิงไม่ได้ตอบกลับคำถามของไอลี่ เมื่อได้ของที่้ามาแล้วเธอก็ไม่คิดว่า เธอยังจำเป็ต้องอยู่ข้างกายหญิงสาวปัญญาอ่อนคนนี้อีกต่อไปแต่ว่าหากอยากได้พื้นที่แห่งการเริ่มต้นที่ดี ผู้หญิงคนนี้ก็ยังคงมีประโยชน์กับเธออยู่ไม่น้อย
ใบหน้าของซินหยวนผิงปรากฏรอยยิ้มเย้ายวนออกมา ไอลี่รู้สึกว่าบางทีเครื่องปรับอากาศในห้องอาจจะใหญ่เกินไปหน่อยหรือเปล่าทำไมถึงได้รู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาแบบนี้?
“ฉันจำได้ว่า เธอเคยบอกว่าแฟนเก่าของเธอชื่อหลี่อันผิง?”
ความคิดของซินหยวนผิงนั้นเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ไอลี่ต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่เธอจะตอบสนองกลับมาได้
“หลี่อันผิง?” ความทรงจำที่เธอมีกับผู้ชายคนนี้มันเริ่มเลือนหายไปตั้งนานแล้ว ผู้ชายคนนี้คือแฟนเก่าของหลินลั่วหรานและก็เป็แฟนเก่าของเธอด้วยเช่นกัน!
ซินหยวนผิงเก็บเอาตราประทับเล็กลงไป ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มที่ดูลึกลับออกมา
“ใช่แล้วพรุ่งนี้ให้เขามาทำงานที่ฝูหม่านโหลว...ไม่ว่าเธอจะต้องใช้วิธีแบบไหนก็ตามเข้าใจไหม?”
