ขณะที่ทุกคนกำลังร้อนใจอยู่นั้น ท่านตาซึ่งมีผมสีขาวเดินขากะเผลกก็เข้ามาในห้อง ครั้นเห็นหนิงมู่ฉือที่มีสีหน้ากระวนกระวายและเฉินเกอที่มีาแเต็มตัว ในใจเคร่งเครียดยิ่งนัก ทว่าความที่ไม่อยากรบกวนหนิงมู่ฉือจึงถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกไป
หมอเดินถือล่วมยาวิ่งเข้ามาในห้อง เห็นเฉินเกอนอนอยู่บนเตียง ตามร่างกายเต็มไปด้วยาแน้อยใหญ่ลึกตื้นมากมายก็พลันส่ายหน้า
หมอเดินไปที่เตียง จัดการาแตามร่างกายให้อย่างเบามือ ก่อนจะจับชีพจร เสร็จเรียบร้อยสีหน้าก็ผ่อนคลายลง “โชคดีที่คุณชายไม่มีาแที่ถึงแก่ชีวิต มีเพียงแผลภายนอกเท่านั้น ใช้แค่ยาห้ามเืก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง”
หนิงมู่ฉือที่เอาแต่กังวลมาตลอดได้ฟังเช่นนั้น ก็ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง
หมอเขียนยาห้ามเืลงในใบสั่งยา เสร็จแล้วยื่นส่งให้หลิงชี
ครั้นส่งหมอออกจากจวนเสร็จ หลิงชีเดินไปเตรียมยา หนิงมู่ฉือถอนหายใจอย่างโล่งใจ นางเริ่มคิดว่าเฉินเกอไปทำเื่ใดมาถึงได้าเ็ถึงเพียงนี้ ทว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
ลมพัดแรงจนหน้าต่างเปิดออก หนิงมู่ฉือกลัวว่าเฉินเกอจะต้องลมจนไม่สบาย จึงเดินไปปิดหน้าต่าง
ริมฝีปากแห้งซีดของเฉินเกอขยับ หนิงมู่ฉือรีบวิ่งไปหา เห็นใบหน้าเฉินเกอไร้สีเื นางรู้สึกสงสารจนปวดใจ “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ว่ากระไรหรือ”
“น้ำ…น้ำร้อน…หนาว…” เสียงที่เปล่งออกมาอ่อนระโหยโรยแรงทั้งยังสั่นเครือ
หนิงมู่ฉือรีบวิ่งไปที่ห้องครัวเพื่อไปเอาน้ำร้อน ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่ห้อง นางตักทีละช้อนป้อนเฉินเกอ เห็นอีกฝ่ายดื่มน้ำร้อนได้ นางถึงค่อยรู้สึกโล่งอก
เฉินเกอหลับไปอีกครา หนิงมู่ฉือคอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอดอย่างไม่วางใจ ด้วยกลัวว่าหากอีกฝ่ายตื่นขึ้นมาแล้วจะไม่เห็นนาง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฉินเกอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ขนตายาวกระพือก่อนจะลืมตาขึ้น เห็นหนิงมู่ฉือนอนฟุบอยู่ข้างเตียง ขนตาของนางงอนและยาว จมูกโด่งสูง ริมฝีปากบางเม้มเป็เส้นตรง แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็สตรีที่สวยจนไม่อาจละสายตา แต่ก็ทำให้คนมองแล้วสบายตาสบายใจ อดไม่ได้ที่จะชื่นชอบ
เฉินเกอเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ตอนนี่เขาไร้เรี่ยวแรง ขณะพยายามจะลุกขึ้นนั่งกลับไปโดนาแโดยไม่ทันระวังเข้า หนิงมู่ฉือที่หลับอยู่รับรู้ได้ว่าเฉินเกอขยับตัวจึงลืมตาตื่นขึ้นมา เอ่ยด่วยน้ำเสียงตื่นใ “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ตื่นแล้วหรือ!”
เฉินเกออยู่คนเดียวจนชิน ไม่เคยถูกใส่ใจจากผู้ใดมาก่อน เมื่อได้ยินน้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใยจากหนิงมู่ฉือ ในใจรู้สึกหวั่นไหวยิ่ง
าแที่น่ากลัวตามตัวเฉินเกอทำให้หนิงมู่ฉือทั้งเป็กังวลและสงสัยว่าอีกฝ่ายไปโดนอะไรมา “จอมยุทธ์น้อยเฉิน หลายวันที่ผ่านมาท่านไปที่ใดมา แล้วเกิดเื่ใดขึ้น”
เฉินเกอยิ้มอ่อน เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงและแหบแห้ง “ไม่มีอะไร แค่เื่บุญคุณความแค้นของคนในยุทธภพเท่านั้น ฉือเอ๋อร์ ได้เห็นหน้าเ้าอีกครั้งช่างดีเหลือเกิน”
หนิงมู่ฉือนึกสงสัยยิ่งนัก แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายได้รับาเ็สาหัสจึงไม่กล้าถามต่อ ได้แต่ถอนหายใจออกมา “ท่านปลอดภัยแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว แต่วันหลังท่านห้ามทำตัวมุทะลุเช่นนี้อีก หากมีเื่ใดให้ข้าช่วย บอกข้ามาได้เลย แม้นข้าจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่สามารถสืบข่าวมาให้ท่านได้”
เฉินเกอรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก พยักหน้าให้หนิงมู่ฉือเป็การตอบตกลง พร้อมกับกลืนคำพูดบางอย่างที่คิดจะพูดกลับลงท้องไป เอ่ยแค่เพียงว่า “ฉือเอ๋อร์ ข้าอยากกินอาหารฝีมือเ้า”
“ท่านอยากกินอะไรหรือ เดี๋ยวข้าจะไปทำมาให้” หนิงมู่ฉือเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ประหนึ่งลมในฤดูใบไม้ผลิ
“ขอแค่เป็อาหารที่เ้าทำ ข้ากินได้ทั้งนั้น” เฉินเกอกระพริบตายิ้มเอาใจ ตอนนี้เขาอ่อนแอ ไม่มีแรงเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นท่านนอนพักอยู่ที่นี่ก่อน ประเดี๋ยวข้าไปทำมาให้ แล้วข้าจะนำยามาให้ท่านด้วย”
เฉินเกอพยักหน้า รอจนหนิงมู่ฉือออกไป เขาทนเจ็บไม่ไหวอีกต่อไป ถอดเสื้อที่เปื้อนเืออก พบว่ามีแผลหนึ่งฉีกขาดอีกครา ทำให้มีเืไหลซึมออกมาเต็มไปหมด
เขาเจ็บจนต้องสูดปาก มือเอื้อมไปหยิบผ้ามาเช็ดทำความสะอาดแผล ก่อนจะวางกลับลงที่เดิม เขานอนลงเช่นเดิม แกล้งทำเป็ว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
หนิงมู่ฉือเดินมายังห้องครัว หลายวันมานี้เพื่อทำอาหารให้ท่านตาของนาง นางซื้อทั้งของสดและของแห้งจากตลาดมาเก็บไว้ในห้องครัวมากมาย ครั้งนี้จอมยุทธ์น้อยเฉินได้รับาเ็สาหัส นางจึงคิดจะทำอาหารที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกายให้เขา
นางมองไก่ตัวผู้ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อตอนบ่าย เ้าไก่ตัวผู้หลบอยู่ที่มุมห้อง มันมองมาที่นางด้วยความหวาดกลัวพร้อมกับตีปีกพึ่บพั่บไปด้วย
นางมองมัน สองมือกำหมัดอย่างหมายมั่นปั้นมือ พร้อมกับเอ่ยยังทอดถอนใจว่า “เ้าไก่น้อย ขอโทษด้วย ์ได้กำหนดให้ข้านำเ้าไปปรุงอาหารเพื่อบำรุงร่างกายให้จอมยุทธ์น้อยเฉิน”
เอ่ยจบ นางคว้าที่ขาของเ้าไก่ เ้าไก่ร้องอย่างใกลัว หงอนที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงขึ้นไปอีก มันตาโตพร้อมกับตีปีกไม่หยุด นางลูบหัวของมันอย่างอ่อนโยนราวกับจะปลอบ “เด็กดี ทนหน่อยนะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
นางหยิบมีดขึ้นมา ก่อนจะจัดการปลิดชีวิตมันโดยไม่ให้มันต้องเจ็บ นางหลับตาแกล้งทำเป็จำใจ “ขอโทษด้วยเ้าไก่น้อย หากเกิดชาติหน้าเ้ายังเป็ไก่อีก เห็นข้าก็ให้รีบหนีไป อย่าให้ข้าจับได้รู้หรือไม่”
หลิงชียิ้มขณะมองหนิงมู่ฉือพูดกับเ้าไก่ที่สิ้นชีวิตไปแล้ว หนิงมู่ฉือยื่นไก่ส่งให้พร้อมกับเอ่ยว่า “ยังจะยิ้มอีก เลิกยิ้มได้แล้ว เ้ามาช่วยข้าถอนขนไก่และทำความสะอาดไก่ตัวนี้ประเดี๋ยวนี้”
หลิงชีรับไก่ไปอย่างไม่ยินยอมนัก ถอนขนไก่ด้วยความเบื่อหน่ายพร้อมทั้งมองหนิงมู่ฉือไปด้วย จากนั้นถอนหายใจ เอ่ยเสียงเล็กเสียงน้อยว่า “ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้เจอหลานของนายท่าน แต่ไม่คิดเลยว่าหลานของนายท่านจะเป็คนสติไม่ค่อยดีคนหนึ่ง หากนายท่านรู้จะปวดใจสักเพียงใดนะ”
“หลิงชี เ้าพึมพำอันใด ยังไม่รีบทำความสะอาดเ้าไก่ตัวนี้อีก ยังอยากจะกินข้าวหรือไม่” หนิงมู่ฉือที่ยุ่งกับการทำอาหารหันมาเอ่ยกับหลิงชีที่มัวแต่ี้เี
“คุณหนูอย่าใจร้อนสิขอรับ ข้ากำลังถอนขนไก่อยู่นะขอรับ” เอ่ยจบก็ก้มหน้าก้มตาถอนขนไก่อย่างตั้งอกตั้งใจ
