หยาดฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย เฉียวเยว่กางร่มเดินมาร้านขายตำรา วันนี้เป็วันหยุด นางไม่ต้องไปสำนักศึกษา เนื่องจากซีเหลียงเข้าเมืองแล้ว นางจึงได้หยุดสามวัน
เฉียวเยว่มีอุปนิสัยไม่อยู่นิ่งเฉย สองวันก่อนได้ยินเถ้าแก่บอกว่าจะมีหนังสือใหม่เข้าวันนี้ ก็รีบแล่นมาทันที วันนี้พี่อิ้งเยว่เข้าวังจึงไม่ว่าง นางกลัวว่าหนังสือโบราณล้ำค่าจะถูกผู้อื่นชิงไป จึงไหว้วานเฉียวเยว่ให้มาเร็วหน่อย
เฉียวเยว่หุบร่มเก็บ แล้วถามด้วยรอยยิ้ม "เถ้าแก่ หนังสือใหม่วันนี้เข้าหรือยังเ้าคะ"
เถ้าเแก่เห็นคุณหนูเจ็ดสกุลซู ก็ตอบทันที "คุณหนูเจ็ดโปรดรอสักครู่ มาถึงแล้วขอรับ เพียงแต่เพิ่งเข้ามา ยังมิได้จัดเรียงขึ้นชั้น กองอยู่บนชั้นสามชั่วคราว หากคุณหนูเจ็ดอยากจะดูก่อน ก็เชิญขึ้นไปเลือกตามพอใจเลยขอรับ"
เขาเดินออกมาจากโต๊ะบัญชี สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความเอื้ออารี
เฉียวเยว่พยักหน้า "ได้"
เสียงรถม้าผ่านเข้ามา เฉียวเยว่หันไปมอง เห็นรถม้าของจวนอวี้อ๋องจอดอยู่หน้าประตูร้านขายตำรา เฉียวเยว่ทอยิ้มอ่อนๆ รู้สึกว่าประจวบเหมาะยิ่งนัก
นางยืนอยู่ข้างประตูท่าทางเ้าเล่ห์แสนกล "ยินดีต้อนรับเ้าค่ะ"
หรงจ้านยิ้มออกมาเบาบาง ไร้ความประหลาดใจ ราวกับคาดเดาไว้ก่อนแล้วว่านางต้องอยู่ที่นี่ เฉียวเยว่ทำคนใไม่ได้ก็ทำปากยื่นออกมา "พี่จ้านมิให้ความร่วมมือเลยสักนิด"
หรงจ้านหัวเราะหึๆ "รถม้าจวนซู่เฉิงโหวคันใหญ่จอดอยู่หน้าประตู ข้ามีสมองนะ"
เฉียวเยว่ทำเสียงกระเง้ากระงอด "นั่นอาจเป็ผู้อื่นในจวนซู่เฉิงโหวก็ได้ พี่สาวข้าก็มาประจำ"
เฉียวเยว่ยังกลิ้งกลอก เ้าเล่ห์แสนกลเป็ที่สุด
หรงจ้านปรายหางตาไปที่นางปราดหนึ่ง ราวกับมองคนสติไม่สมประกอบ ค่อยๆ เอ่ยว่า "พี่สาวเ้าเข้าวังวันนี้ เ้านึกว่าข้าไม่รู้อันใดเลยรึ"
เฉียวเยว่ "..."
เขามองเฉียวเยว่ สายตาแฝงแววตำหนิ "ไฉนให้เ้ามาผู้เดียว ไม่พาผู้ติดตามมาด้วย ระหว่างทางปลอดภัยหรือไม่?"
"ข้ามิได้มาผู้เดียวเสียหน่อย ข้าพาเสี่ยวชุ่ยมาด้วย แต่ให้นางไปซื้อขนมให้ที่ร้านข้างหน้า วันนี้ซื่อผิงมิได้ติดตามท่านมาหรือเ้าคะ"
"เ้าใส่ใจเขา" หรงจ้านเอ่ยช้าๆ
เฉียวเยว่หัวเราะพรืดออกมา "คำกล่าวของพี่จ้านประโยคนี้น่าสนใจยิ่ง ข้าเพียงเอ่ยถามไปอย่างนั้นเอง เหตุใดกลายเป็ใส่ใจเขาไปได้ คนที่ข้าใส่ใจคือพี่จ้านต่างหากเล่า คำกล่าวของท่านไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง"
อาจเป็เพราะวันนี้ฝนตก ร้านขายตำราจึงไม่มีคน
"จะขึ้นไปอ่านตำรา สนทนากันหรือไม่?" หรงจ้านถาม
การได้นั่งอ่านตำราชมทิวทัศน์ข้างหน้าต่างยามฝนตกปรอยๆ คือความรื่นรมย์ของชีวิต
"ได้สิเ้าคะ" เฉียวเยว่ตอบทันควัน
แต่พอเดินขึ้นมาถึงบันไดก็มีสีหน้าว้าวุ่นเล็กน้อย หลังจากนั้นก็ชำเลืองมองหรงจ้านอย่างขบคิด แล้วก็ชำเลืองมองอีก หรงจ้านหันกลับมาทำคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม "เ้ากลัวข้าจะทำอันใดรึ
เฉียวเยว่ยืดอก อืม ถึงจะไม่... ไม่มีอะไรก็ต้องระวังไว้ก่อน
"คราก่อนท่านเข้าใกล้ข้าเกินไป ข้าขอบอกท่านไว้ก่อน ข้าเป็สตรีที่โตแล้ว การหยอกล้อเล่นสนุกของท่านทำให้ข้าใ ไม่ดีอย่างยิ่ง"
ต้องมีเหตุผลหนักแน่นเข้าไว้
หรงจ้านหัวเราะเยาะหยัน พูดตรงๆ "เ้าวางใจได้เลย ข้าไม่ทำอะไรหรอก"
เฉียวเยว่ยังคงลังเลไม่แน่ใจ "ใครจะรู้ว่าท่านปากกับใจตรงกันหรือเปล่า ข้าออกจะน่ารักเสียขนาดนี้"
หรงจ้านมองนางอย่างไม่คาดคิด แล้วค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า "อันที่จริง... เ้าไม่ต้องวิตกจริตมากมายเพียงนี้"
"อ๋า?"
"เ้าไม่จำเป็ต้องหวาดระแวงมากมายนัก ข้ามิสิ้นคิดขนาดนั้น เ้าอย่าฟุ้งซ่าน"
เฉียวเยว่แค่นเสียงหึ
"ก็เพราะการกระทำของท่านคราก่อนถึงทำให้ข้าเกิดความหวาดระแวง ท่านอย่านึกว่าตนเองแสร้งทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็จะสามารถชดเชยในสิ่งที่ทำไว้กับข้าคราก่อนได้ ความเสียหายนั้นใหญ่หลวงมาก" เฉียวเยว่บ่นกระปอดกระแปด
หรงจ้านนวดใบหูของตนเอง "เ้า... คิดมากไปจริงๆ"
เดิมทีเขาก็สูงกว่านางไม่น้อย เมื่อมองลงไปจากที่สูงเช่นนี้ ส่วนอกของแม่หนูน้อยแม้แต่เส้นโค้งที่งดงามอ่อนช้อยก็ยังไม่มี ยังจะร้องบอกทั้งวันว่าตนเองโตเป็สาวแล้ว โตกับผีน่ะสิ
แต่แม้จะยังคงเป็แม่นางน้อย แต่กลับมีเสน่ห์ของหญิงสาวผุดออกมารางๆ นางสวมเสื้อผ้าไหมตัวยาวสีน้ำทะเล ลำคอสวมห่วงทองประดับไข่มุกตงจูเล็กๆ ประณีตงดงามขับเน้นความมีสง่าราศีและดูสูงศักดิ์
มือเล็กจ้อยบอบบางที่กำชายเสื้อขาวผุดผ่องประดุจหยกสวมกำไลทอง เข้าชุดกับห่วงทองที่สวมบนลำคอ
งดงาม... แต่ก็ยังคงเป็เด็กน้อย
"รีบเดิน" เขาทำท่ารังเกียจ
เฉียวเยว่ทำแก้มป่อง เดินตามเขาขึ้นไป
แม้ว่าจะเป็ชั้นสาม แต่ห้องคลังตำราเป็อีกห้องหนึ่งซึ่งต้องเลี้ยวขวาหลังจากเดินขึ้นมาแล้ว และไม่ใช่สถานที่เดียวกับห้องดื่มชาของหรงจ้าน
เฉียวเยว่ตามเขามาทางนี้ "การออกจากบ้านวันฝนตกได้อารมณ์สุนทรีย์ดังบทกวีจริงๆ"
หรงจ้านทำสีหน้าเหยียดหยัน "เด็กผู้หญิงอย่างเ้ารู้จักสุนทรีแห่งบทกวีด้วยหรือ?"
หลังจากนั้นก็เสริมอีกว่า "นอกจากเื่กินทั้งวัน เ้ายังรู้อันใดอีกบ้าง?"
เฉียวเยว่ทำสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง "ข้ายังรู้จักประจบสอพลอท่านอีกอย่าง"
แต่นางก็รู้จักแยกแยะดีชั่วชัดเจน ถึงมีชีวิตที่ดีมากอย่างไรเล่า คิกๆๆ
เห็นนางทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่องเหมือนตนเองเป็ฝ่ายได้เปรียบ หรงจ้านแทบจะอดขบขันไม่ไหว เขาถอนหายใจ "เ้านี่นะ ข้าว่า..." พูดมาได้เพียงครึ่งเดียว เขาก็หยุดชะงัก ชี้ไปที่ห้องคลังตำราด้านขวา เฉียวเยว่งุนงงเล็กน้อย
หรงจ้านเลิกคิ้ว ในที่สุดเฉียวเยว่ก็เข้าใจ นางเดินย่องเข้าไป เถ้าแก่เห็นนางผลุนผลันเข้ามาก็สะดุ้งโหยง แต่ก่อนหน้านี้เขาได้ยินทั้งคู่สนทนากันด้านนอก จึงลูบอกเบาๆ ไม่กล้าเอ่ยคำใด
เฉียวเยว่ทำรูปปากถามว่าตนเองเลือกตำราได้หรือไม่ เถ้าแก่พยักหน้า ทำรูปปากตอบกลับมา ตามแต่ท่านสะดวก
น้ำเสียงเยือกเย็นของหรงจ้านแว่วมา เฉียวเยว่หยุดความเคลื่อนไหวที่มือ แล้วเดินเข้าไปพิงประตูที่ปิดอยู่แล้วแนบหูฟัง
เถ้าแก่มองนางอย่างไร้ถ้อยคำ "..."
แม้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่มาเกินครึ่งร้อย แต่ก็ไม่ใช่เื่ดีนักที่จะอยู่ร่วมห้องกับดรุณีน้อยคนหนึ่ง หลังใคร่ครวญแล้วก็ยิ้มอย่างเก้อเขินแล้วผลักประตูออกไป
เขาไปเตรียมนำชาให้หรงจ้านทันที
หรงจ้านมองไปที่ประตู "เมื่อมาถึงแล้ว เหตุใดถึงไม่เข้าไปเล่า พี่จิ่วกลายเป็คนขี้เกรงใจั้แ่เมื่อใด"
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำแว่วมา แต่หาได้เยือกเย็นเจือไปด้วยความอ่อนโยนเช่นหรงจ้าน เสียงของบุรุษผู้นี้ต่ำกว่าหลายส่วน
"ยากยิ่งที่จ้านเอ๋อร์จะเกรงใจเช่นนี้"
เฉียวเยว่เพียงได้ยินเสียงไม่เห็นคน ฟังเสียงแล้วสมองก็จินตนาการ แต่กลับคาดเดาไม่ถูกว่าคนผู้นี้หน้าตาเป็อย่างไร
"กับคนนอกไม่จำเป็ต้องเกรงใจ แต่พี่จิ่วไม่เหมือนกัน ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทถึงจะแล่นลำเรือได้หมื่นปี เกรงใจบ้างไม่เสียหาย" หรงจ้านยิ้มงามตระการ แตกต่างจากปรกติที่มักวางตัวคลุมเครือยากจะคาดเดา และมีความอบอุ่นขึ้นอีกหลายส่วน "พี่จิ่ว เชิญ"
เขาผายมือเชิญด้วยความเคารพ
มู่หรงจิ่วไม่ขยับ เขาอมยิ้มมองพิจารณาห้องนี้แล้วเอ่ยว่า "หากข้านั่ง คงจะไม่ไปไหนอีกครู่ใหญ่ เกรงว่าแม่นางน้อยในห้องนี้จะอึดอัดตายเสียก่อน ไม่นึกว่าจ้านเอ๋อร์จะคบหากับใครลึกซึ้งเช่นนี้ ชวนให้คาดไม่ถึงจริงๆ" หากบอกว่าเป็การเหน็บแนมเสียดสีก็คงไม่ใช่ เพียงแต่ถ้อยคำของคนผู้นี้มักทำให้ผู้อื่นรู้สึกแปลกชอบกล
เฉียวเยว่มิอาจเห็นคนที่อยู่ด้านนอก แต่กลับสามารถฟันธงได้ว่าคนผู้นี้เป็อย่างไรจากน้ำเสียง ขณะที่เขาเอ่ยวาจาน่าจะมีความคิดบางอย่างในใจ แม้ไม่เห็นตัวคนเพียงฟังจากเสียงก็รู้ได้ว่าคนผู้นี้เป็คนคลุมเครือยากคาดคะเนเหมือนกับหรงจ้าน
เฉียวเยว่เอามือกุมคาง นั่งยองอยู่ข้างประตู ไม่มีอารมณ์จะหาตำราอันใดแล้ว
"พี่จิ่วเพิ่งมาถึงเพียงสองวันก็รู้ทุกอย่างกระจ่างแจ้ง ไม่ไว้หน้าน้องชายสักนิด จะแสดงตนว่าเป็คนจากต่างถิ่นมิได้เลยหรือ?"
มู่หรงจิ่วยกยิ้มน้อยๆ "หากมือตกเกินไปเกรงว่าจ้านเอ๋อร์จะดูแคลนเอาได้"
หรงจ้านรินน้ำชาเสร็จก็เช็ดมือ มู่หรงจิ่วเห็นการกระทำของเขาก็ถอนหายใจ "จ้านเอ้อร์ต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ?"
เขาก้าวเข้ามา จะวางมือบนหัวไหล่ของหรงจ้าน "แท้จริงแล้วก็มิได้สกปรกอันใดเสียหน่อย"
พูดยังไม่ทันขาดคำ หรงจ้านก็ตวัดสันมือออกไป มู่หรงจิ่วพลิ้วหลบ ทั้งสองประมือกันไปมาอย่างรวดเร็ว
เฉียวเยว่ฟังเสียงจากด้านนอกก็คะเนว่าคงจะลงมือกันแล้ว นางเอามือกุมคางยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองคงยากจะออกไปได้แล้ว
และบัดนี้หรงจ้านกับมู่หรงจิ่วต่างเก็บมือ มู่หรงจิ่วถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าวหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นะเื "จ้านเอ๋อร์เป็สีครามที่เข้มไม่แพ้สีน้ำเงินจริงๆ เ้าทำให้ข้าพึงพอใจมาก ดูท่าข้าคงจะแก่แล้วจริงๆ แม้แต่จ้านเอ๋อร์ก็ยังสู้ไม่ได้"
"หากท่านสู้ข้าได้ เมื่อหกปีก่อนที่ซีเหลียงไหนเลยจะถูกข้าทำปั่นป่วนเสียจนฟ้าสะท้านดินะเื แต่ท่านก็ควรขอบคุณข้า หาไม่แล้ว ราชนิกุลอย่างพวกท่านจะสู้กันจนาเ็ล้มตายไปกว่าครึ่งได้อย่างไร โอกาสในการ่ชิงบัลลังก์ของท่านบัดนี้คงสูงขึ้นกว่าเดิมมากโขกระมัง?"
"สูงหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเ้าจะมองอย่างไร จ้านเอ๋อร์ไร้เยื่อใยเช่นนี้ กลับทำให้ข้ารู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะเฝ้ามอง"
"นานแล้วที่มิได้ชิมฝีมือของจ้านเอ๋อร์" สายตาของเขาเลื่อนไปที่กาน้ำใบใหญ่ที่หรงจ้านพกติดตัวมา
หรงจ้านมองเขาปราดหนึ่ง แล้วขานเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "แม่หนูน้อย มีคนจะแย่งชานมโม่ลี่ของเ้า เ้าว่าข้าควรจะให้เขาหรือไม่?"
เฉียวเยว่รู้ นี่คือหรงจ้าน้าให้นางออกไป แม้เฉียวเยว่จะไม่ทราบสถานการณ์ แต่ก็ยังคงผลักประตูเดินออกมา
หลังจากนั้นก็มองตามสายตาของหรงจ้านไป แล้วก็อึ้งอยู่กับที่
'พี่จิ่ว' ในสมองของนางเป็บุรุษวัยกลางคนที่มีความโอหังลำพองแลดูน่ากลัว อย่างน้อยน้ำเสียงก็ทำให้นางรู้สึกเช่นนี้ แต่ความจริงกลับไม่ใช่สักนิด
บุรุษที่ถูกเรียกว่าว่าพี่จิ่วอายุเพียงยี่สิบห้ายี่สิบหก สวมอาภรณ์สีน้ำตาลแดง รูปร่างสูงใหญ่ เครื่องเคราใบหน้าหล่อเหลา มีสง่าราศีเหนือสามัญ กลางหว่างคิ้วแผ่กลิ่นอายความเมตตาต่อสรรพชีวิต แตกต่างจากหรงจ้านโดยสิ้นเชิง ยิ่งไม่คล้ายเทพ์ที่ดูสลักเสลาเช่นรัชทายาท
แต่เป็ความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาอ่อนโยนอย่างเข้มข้น ชวนให้คนเกิดความเชื่อมั่น และรู้สึกว่าคนผู้นี้จะต้องเป็นักบุญ
หากมองเพียงแค่หน้าตาภายนอก เฉียวเยว่ก็คิดว่าตนเองน่าจะเชื่อคนผู้นี้ได้โดยง่าย แต่นึกถึงบทสนทนาเมื่อครู่ และฟังจากเสียงโดยไม่เห็นหน้าตา เพียงชั่วพริบตานางก็ขนลุกจนผุดเป็ตุ่มหนังไก่แล้ว
ภายใต้ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความใจดีมีเมตตา แต่น้ำเสียงกลับบ่งบอกว่าเป็คนที่น่าสะพรึงกลัว
เฉียวเยว่เข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดวันนั้นหรงจ้านถึงบันดาลโทสะ เขาไม่กลัวว่าศัตรูจะแกร่งกล้าเกินไป แต่กลัวว่าคนของตนเองจะไร้เดียงสาเกินไป
หน้าตาของคนผู้นี้ทำให้ทุกคนรู้สึกไว้วางใจ
แต่หารู้ไม่ว่าคนผู้นี้ปากพุทธะใจอสรพิษ
เฉียวเยว่ยอบกายเล็กน้อย ไม่พูดอะไรมาก นางเดินไปข้างกายหรงจ้านแล้วแบมือขอ "ชานมของข้า"
หรงจ้านเลิกคิ้ว มองมู่หรงจิ่วพลางอมยิ้ม "ก็อย่างที่ท่านเห็น ของสิ่งนี้... มีเ้าของแล้ว"
เฉียวเยว่รับชานมของหรงจ้านมากอดไว้แน่น มองมู่หรงจิ่วด้วยสายตาหวาดระแวง ประหนึ่งกลัวว่าเขาจะแย่งของไป หลังจากนั้นก็ยอบกายคำนับอีกครา "ข้าขอตัวก่อน หากมีตำราโบราณล้ำค่า รบกวนเก็บให้ข้าด้วย"
การวางตัวไม่ต่ำต้อยไม่ก้าวร้าว แล้วก็เดินลงบันไดจากไป
ั้แ่ต้นจนถึงสุดท้ายไม่มีถ้อยคำไร้แก่นสารเล็ดลอดออกมาแม้แต่ประโยคเดียว
