ณ ลานภายใน ร่างงามของซิ่งอวี่เจวียนกำลังยืนจ้องมองชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษผู้มีรูปงามแต่แฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งด้วยสายตาพิฆาต ดวงคิ้วเรียวของนางขมวดมุ่น
ชายหนุ่มผู้นี้คือเยวี่ยเสี่ยวจวินซึ่งเป็ศิษย์หลักของสำนักร้อยบุปผา หนิงเทียนจำได้ว่าเคยพบชายคนนี้ในแดนลับของยอดเขาหมื่นอสูร ยามนั้นอีกฝ่ายพยายามลวนลามซิ่งอวี่เจวียน แต่ถูกหนิงเทียนขัดขวางไว้ได้
ครั้งนั้น หนิงเทียนเคยซักถามถึงเื่ราวระหว่างซิ่งอวี่เจวียนกับเยวี่ยเสี่ยวจวิน แต่นางกลับไม่เอ่ยถึง
เื่ราวนั้นคาใจหนิงเทียน แต่ด้วยภารกิจมากมายเขาจึงไม่มีโอกาสไต่ถาม
วันนี้ เพิ่งกลับมาถึงสำนักร้อยบุปผาก็ต้องพบกับภาพนี้ ดูท่าว่าเื่ราวจะซับซ้อนกว่าที่คิด
“หนิงเทียน เ้ากลับมาแล้ว!”
เมื่อได้ยินเสียงของหนิงเทียน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธของซิ่งอวี่เจวียนก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความดีใจ นางรีบหันมาหาเขา แล้วจับแขนเขาไว้ด้วยความตื่นเต้น
เมื่อเยวี่ยเสี่ยวจวินเห็นหนิงเทียน คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย ดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าหนิงเทียนจะกลับมาใน่เวลานี้
“เขาทำพี่สาวไม่พอใจหรือ?”
ดวงตาเ็าแฝงแววความดุดันของหนิงเทียนจับจ้องไปที่เยวี่ยเสี่ยวจวิน
หากเป็คนอื่น หนิงเทียนคงไม่คิดจะใส่ใจ แต่หากผู้ใดคิดกลั่นแกล้งเสิ่นซินจู๋และซิ่งอวี่เจวียน หนิงเทียนไม่มีวันยอม!
ซิ่งอวี่เจวียนััได้ถึงความโกรธเกรี้ยวของหนิงเทียน นางจึงรีบคว้าแขนเขาไว้ด้วยความร้อนรน กลัวว่าเขาจะกระทำการรุนแรงโดยไม่ไตร่ตรอง
“อย่าไปสนใจเขาเลย กลับห้องกันเถอะ”
เสิ่นซินจู๋ที่ยืนอยู่ด้านข้างบีบแขนหนิงเทียนเบาๆ ทั้งยังส่งสายตาห้ามปรามไม่ให้เขาใจร้อน
หนิงเทียนค่อนข้างสับสน แม้ว่าอาจารย์เยี่ยหลิงหลานจะถูกผู้นำแห่งโถงมรดกเชิญตัวไป แต่การจะจัดการกับเยวี่ยเสี่ยวจวินซึ่งเป็ยอดฝีมือขั้นเก้าของขอบเขตผนึกดารานั้นง่ายดายสำหรับหนิงเทียน ทำไมซิ่งอวี่เจวียนกับเสิ่นซินจู๋ถึงได้ระแวงเขาขนาดนั้น?
เยวี่ยเสี่ยวจวินขมวดคิ้วโดยไม่พูดอะไร เขาสามารถรับรู้ถึงความไม่เป็มิตรของหนิงเทียน แต่กลับไม่มีสีหน้าหวาดกลัว สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขามีความมั่นใจในระดับหนึ่ง
ซิ่งอวี่เจวียนและเสิ่นซินจู๋ดึงหนิงเทียนออกจากลานไปยังห้องของซิ่งอวี่เจวียน
หลังจากปิดประตู ซิ่งอวี่เจวียนก็จับมือหนิงเทียนและถามไถ่เื่ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาจากไป
หนิงเทียนเล่าเื่ราวคร่าวๆ ก่อนที่จะเอ่ยถามถึงเยวี่ยเสี่ยวจวิน
“ระหว่างพี่สาวกับเขา มีอะไรขัดแย้งกันหรือไม่?”
ซิ่งอวี่เจวียนลังเลอยู่ชั่วครู่ ขณะที่เสิ่นซินจู๋ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยชักชวน “พูดเถอะศิษย์พี่ ตอนนี้หนิงเทียนกลับมาแล้ว เราไม่ต้องกลัวเขาอีกต่อไป”
คำว่า “กลัว” นั้นแฝงไปด้วยความอึดอัด เ็ป ทำให้หนิงเทียนโกรธแค้นสุดขีด
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซิ่งอวี่เจวียนเป็ที่รู้กันทั่วทั้งสำนักร้อยบุปผา ทว่าตอนที่เขาไม่อยู่กลับมีคนกล้ารังแกซิ่งอวี่เจวียน นี่ก็หมายความว่าเป็การไม่ให้เกียรติหนิงเทียนเลยสักนิด
ซิ่งอวี่เจวียนอึกอัก ไม่รู้จะพูดอย่างไร หลายปีที่ผ่านมานางมีแต่ความอัดอั้นตันใจ
ครั้งแรกเมื่อเยี่ยหลิงหลานเอ่ยปากให้หนิงเทียนติดตามซิ่งอวี่เจวียนไปที่โถงมรดก นางถึงกับร่ำไห้โฮอย่างสุดแสนจะโศกเศร้า
ทว่าวันนี้ ในที่สุดหนิงเทียนก็ก้าวเท้าเข้าสู่โถงมรดกท่ามกลางความโศกเศร้าและอึดอัดของซิ่งอวี่เจวียนผู้เปี่ยมไปด้วยความกังวลและความหวาดหวั่น
หนิงเทียนััได้ถึงความขัดแย้งในใจของซิ่งอวี่เจวียน เขาจึงเข้าไปโอบนางเข้าไว้ในอ้อมกอด
“บอกข้ามาเถิดว่าท่านมีเื่ขื่นขมอันใด”
ซิ่งอวี่เจวียนร่ำไห้ ความทุกข์ระทมที่เก็บไว้ในใจนานปี พลันหลั่งไหลออกมาในวินาทีนั้น พร้อมเสียงสะอื้นดังก้องไปทั่วห้อง
หนิงเทียนปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่เสิ่นซินจู๋ก็ถอนหายใจด้วยความเห็นใจ ครู่ต่อมาซิ่งอวี่เจวียนจึงสงบสติอารมณ์ลงได้
“สิบปีก่อน ข้าเข้าสู่โถงมรดกเป็ครั้งแรก และได้พบกับเยวี่ยเสี่ยวจวินตอนนั้นเราทั้งคู่ยังเด็ก เขาชอบโอ้อวดความเก่งกาจของตนเอง และมักจะหาเื่กลั่นแกล้งเหล่าศิษย์สาวที่มีความงดงามอยู่เสมอ ในยามนั้นยังมีศิษย์พี่ชีผู้เปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์ ยุติธรรม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เขามักปกป้องพวกเราอยู่บ่อยครั้ง”
ซิ่งอวี่เจวียนรำลึกถึงอดีต ก่อนที่รอยยิ้มอันขมขื่นจะปรากฏบนใบหน้า
“เยวี่ยเสี่ยวจวินมีภูมิหลังที่ยากหยั่งถึง ยากมีผู้กล้าเข้าไปยุ่มย่าม เขามักจะเข้ามาคุกคามข้าด้วยกิริยาหยาบคาย โชคดีที่มีศิษย์พี่ชีคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ เมื่อเวลาผ่านไปข้าจึงรู้สึกเกลียดชังเยวี่ยเสี่ยวจวินมากขึ้นทุกที ในทางตรงกันข้ามกลับสนิทสนมกับศิษย์พี่ชีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ด้วยความที่ข้ารักศิษย์พี่ชี ไม่ได้รักเขา ชายผู้นี้จึงโกรธแค้น และหาเื่ราวรังแกพวกข้าอยู่เป็นิตย์ ท้ายที่สุดเขาถึงกับลงมือสังหารศิษย์พี่ชีต่อหน้าข้าอย่างโเี้”
ครั้นเอ่ยถึงตรงนี้ซิ่งอวี่เจวียนก็พลันโกรธแค้นสุดขีด นางกำหมัดแน่นจนตาสั่น อยากจะจับเยวี่ยเสี่ยวจวินมาฉีกเป็ชิ้นๆ
หนิงเทียนมิได้เอ่ยคำใด เพียงนิ่งฟังอย่างตั้งใจ
“หลังจากศิษย์พี่ชีเสียชีวิต เยวี่ยเสี่ยวจวินยิ่งทวีความอุกอาจ เขายึดข้าเป็สมบัติส่วนตัว ห้ามศิษย์ร่วมสำนักคนใดเข้าใกล้ เขา้าให้ข้าก้มหัวเชื่อฟัง แต่ข้าดื้อรั้น เขาจึงกลั่นแกล้งข้าไม่เว้นวัน”
หยาดน้ำตาคลอในดวงตาของซิ่งอวี่เจวียน อดีตอันเลวร้ายของนาง ย้อมใบหน้าของหนิงเทียนให้ซีดเผือด
“ข้าฝึกฝนอย่างหนัก พยายามอย่างสุดความสามารถ หวังเพียงจะไม่ถูกใครกลั่นแกล้งอีก ทว่าในยามที่ข้าบรรลุขั้นแปดของขอบเขตผนึกดาราเขาคิดจะขืนใจข้า ยามนั้นข้าต่อสู้ขัดขืนสุดชีวิต เขาจึงทำร้ายข้าจนาเ็สาหัส ส่งผลให้รากฐานพลังเสียหาย ระดับพลังร่วงหล่น กลายเป็คนพิการครึ่งหนึ่ง โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้าุโฝ่ายใน จนกระทั่งได้พบกับเ้า ข้าจึงอยู่เพียงขั้นเจ็ดของขอบเขตผนึกดารา”
เื่ราวต่อจากนั้นหนิงเทียนพอจะทราบอยู่บ้าง เขาคือผู้ใช้ทักษะจิตรกรรมิญญาไร้ลักษณ์เพื่อฟื้นฟูรากบ่มเพาะให้กับซิ่งอวี่เจวียนสมบูรณ์เอง
เมื่อพิจารณาจากคำบอกเล่าของซิ่งอวี่เจวียน เยวี่ยเสี่ยวจวินนั้นลุ่มหลงในรูปโฉมอันงดงามของนาง จึงคิดร้ายหมายปองจนถึงขั้นสังหารศิษย์พี่ชีผู้เป็ที่รักของนางอย่างโเี้ มิหนำซ้ำยังหมายข่มเหงนางด้วยกำลังจนเื่ราวบานปลาย และนางจำต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในสำนักฝ่ายใน หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย
“ช่างเป็เื่ที่ไร้เหตุผลสิ้นดี!”
หนิงเทียนอดไม่ได้ที่จะตวาดลั่นด้วยความโกรธแค้น เยวี่ยเสี่ยวจวินช่างอุกอาจ ไร้ซึ่งความละอาย แล้วในบรรดาศิษย์หลักของโถงมรดก ไม่มีผู้ใดกล้ายับยั้งเขาเลยหรือ?
เสิ่นซินจู๋ถอนหายใจแล้วเอ่ยอย่างแ่เบา “หลังจากข้าเข้าสู่โถงมรดก เขาก็มาคุกคามข้าอยู่เนืองๆ ทั้งพูดจาหยาบคาย ล่วงเกินถึงขั้นคิดลงมือลวนลาม”
แววตาของหนิงเทียนฉายแววเย็นะเื เขาถามด้วยน้ำเสียงดุดัน “เหตุใดพวกท่านถึงถึงได้กลัวเขานัก? ข้าอยู่ที่นี่ และข้าจะจัดการเขาให้สิ้นซาก!”
ซิ่งอวี่เจวียนถอนหายใจอย่างขมขื่น “พวกเราต่างก็อยากสังหารเขาให้สิ้นซากเช่นกัน แต่ทั้งสำนักร้อยบุปผาไม่เว้นแม้แต่ผู้นำ ไม่มีใครกล้าแตะต้องเขา ด้วยเหตุว่าเยวี่ยเสี่ยวจวินเป็บุตรคนเดียวในตระกูลซึ่งเป็ผู้สืบทอดสายเืเพียงคนเดียวของรุ่นที่ห้าแห่งตระกูลเยวี่ย บิดาและปู่ของเยวี่ยเสี่ยวจวินล้วนล่วงลับไปแล้ว เหลือเพียงเขาผู้เป็ความหวังเดียวในการสืบสกุล บรรพบุรุษรุ่นปู่ของเขานั้นดำรงตำแหน่งรองประมุขแห่งสำนักวั่นจื๋อ”
แววตาของหนิงเทียเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาฮึดฮัด “รองประมุขปล่อยปละละเลยลูกหลานเช่นนี้หรือ?”
ซิ่งอวี่เจวียนถอนหายใจยาว พลางเอ่ยขึ้นว่า “ปู่ทวดของเยวี่ยเสี่ยวจวินมีนามว่าเยวี่ยหรูซาน เป็ถึงปรมาจารย์จื๋อซิวผู้เลื่องชื่อในยุทธภพ ว่ากันว่าเป็ผู้รักความยุติธรรม เกลียดความชั่วร้าย ซื่อสัตย์ สุจริต ยิ่งใหญ่ เปี่ยมด้วยคุณธรรม เป็ที่ยกย่องนับถือในหมู่เหล่าผู้บำเพ็ญจื๋อซิว เยวี่ยเสี่ยวจวินยังมีอาหญิงและพี่สาว พวกนางเป็หญิงแกร่ง ล้วนเป็ยอดฝีมือแห่งสำนักวั่นจื๋อ ในขณะที่เยวี่ยเสี่ยวจวินถูกตามใจมาั้แ่เด็ก จึงเอาแต่ใจตนเองยากจะควบคุม ผู้คนในสำนักสำนักร้อยบุปผาทั้งบนล่างล้วนเห็นแก่หน้าท่านรองประมุขเยวี่ยหรูซานจึงพยายามอดทนอดกลั้นและไม่กล้าหาเื่”
หนิงเทียนขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “แต่เื่นี้ก็ไม่สามารถปล่อยผ่านไปเฉยๆ เช่นนี้ได้! ชายผู้นี้มิอาจก่อกรรมทำชั่วได้ตามอำเภอใจเพียงเพราะบรรพบุรุษของเขาคือเหล่าผู้ทรงคุณธรรม ไม่ว่าจะเป็ปู่ทวด อาหญิง หรือแม้แต่พี่สาวเป็คนดี”
เสิ่นซินจู๋เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขมขื่น “คนทั้งสำนัก นอกจากเ้าแล้ว ยังมีใครกล้าไปยุ่งกับเขาอีก? หากคนอื่นกล้าลงมือ ผู้นำย่อมต้องออกโรงห้ามปราม กระทั่งศิษย์พี่ซิ่งแม้จะฝีมือแซงหน้าเยวี่ยเสี่ยวจวินไปแล้วในเวลานี้ก็ยังไม่กล้าลงมือโดยง่าย”
หนิงเทียนเป็ศิษย์สายตรงของเยี่ยหลิงหลาน และเป็อัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในเชื้อสายจื๋อซิว มีเพียงเขาเท่านั้นที่ทำให้เยวี่ยเสี่ยวจวินรู้สึกเกรงขาม ไม่กล้าคิดริอาจทำเื่หุนหันพลันแล่น
“เช่นนั้นข้าจะลงมือเอง!”
หากเื่นี้มิได้รับการแก้ไข ทั้งซิ่งอวี่เจวียนและเสิ่นซินจู๋คงไม่มีวันอยู่ในสำนักร้อยบุปผาอย่างสงบสุขได้
ซิ่งอวี่เจวียนรั้งตัวเขาไว้ แล้วเอ่ยห้ามปราม “อย่าใจร้อน แม้เยวี่ยเสี่ยวจวินจะน่ารังเกียจ แต่อย่างไรเยวี่ยหรูซานก็เป็รองประมุขสำนักวั่นจื๋อ เื่นี้เราทำเกินเลยไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจสร้างความลำบากให้กับอาจารย์ของเ้า”
หนิงเทียนยืนกราน “วัชพืชหากไม่ถอนรากถอนโคน ยามลมวสันต์พัดมาย่อมงอกงามอีกครั้ง[1] ชายผู้นี้หากไม่สังหารเสียแต่วันนี้ วันหน้าเขาย่อมไปรังแกผู้อื่น”
เสิ่นซินจู๋กล่าวว่า “ถ้อยคำนี้จริงแท้ แต่เกียรติยศของรองประมุขสำนักวั่นจื๋อไม่อาจเมินเฉย หากข้าและศิษย์พี่ไม่ให้ความเคารพ ต่อไปคงยากจะดำเนินชีวิตในยุทธภพได้อย่างราบรื่น”
“พวกท่านไม่ปรารถนาจะสังหารเขาเช่นนั้นหรือ?”
ซิ่งอวี่เจวียนกัดฟันกรอด แล้วพูดเสียงสั่นเครือว่า “คิดสิ ข้าอยากจะลงมือสังหารเขาด้วยตนเองเสียเหลือเกิน แต่ข้าทำไม่ได้”
เสิ่นซินจู๋เอ่ยต่ออีกว่า “ข้ากับพี่สาวคิดเื่นี้มานานแล้ว การจะสังหารเขานั้นไม่ยาก แต่จะต้องทำให้ตระกูลเยวี่ยยอมรับโดยสิ้นเชิง กล่าวอีกนัยหนึ่ง เื่นี้จะต้องะเืไปถึงตระกูลเยวี่ย และกระตุ้นให้เยวี่ยหรูซานรับรู้ พวกเราถึงจะลงมือได้อย่างชอบธรรม”
หนิงเทียนตั้งคำถาม “เยวี่ยเสี่ยวจวินกระทำเื่ชั่วช้าเลวทราม ตระกูลเยวี่ยไม่รู้เลยหรือ?”
ซิ่งอวี่เจวียนอธิบายว่า “เื่นี้เป็สำนักร้อยบุปผาที่ปกปิด ไม่กล้ารายงาน เยวี่ยเสี่ยวจวินเป็ตระกูลเยวี่ยสายหลักเพียงคนเดียว หากแจ้งให้ท่านปู่ทวดเยวี่ยหรูซานทราบ เื่นี้จะไม่ทำให้รองประมุขสำนักวั่นจื๋อประสบปัญหาและบีบให้เขาลงมือฆ่าลูกหลานตัวเองเพื่อความยุติธรรมหรือ? ทุกคนเคารพท่านเยวี่ยหรูซานในฐานะวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ถึงแม้จะเสียดายที่เยวี่ยเสี่ยวจวินไม่เอาไหน แต่ก็ไม่อยากให้เื่ราวบานปลาย”
เสิ่นซินจู๋กล่าวเสริม “เยวี่ยเสี่ยวจวินยังไม่มีครอบครัวและไม่มีทายาท การฆ่าเขาในเวลานี้จะเป็การสิ้นสุดสายเืของตระกูลเยวี่ย หากเราได้รับความยินยอมจากตระกูลเยวี่ย และให้เวลาเขาสามปี รอจนเขามีทายาทสืบทอดตระกูลเยวี่ยแล้วค่อยลงมือ ในเวลานั้นตระกูลเยวี่ยก็ไม่มีข้ออ้างใดๆ อีก”
ซิ่งอวี่เจวียนเอ่ยขึ้นอีกว่า “เื่นี้ยุ่งยากยิ่งนัก เพียงพวกเราคงไม่อาจจัดการได้ จำเป็ต้องพึ่งพาเหล่าเซียนผู้ทรงพลัง”
หนิงเทียนกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไปหาอาจารย์เดี๋ยวนี้ เื่นี้จะยืดเยื้อไม่ได้ วันนี้ต้องมีบทสรุป ถึงไม่ฆ่ามันก็ต้องทำให้สิ้นฤทธิ์สิ้นเดช จะได้ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นอีก”
เมื่อตัดสินใจแล้วเขาก็รีบไปหาอาจารย์เยี่ยหลิงหลานของตนทันที
เมื่อได้ฟังเื่ราวทั้งหมดจากหนิงเทียน เยี่ยหลิงหลานก็อดมิได้ที่จะเอ่ยคำด่า “เ้าช่างโง่งมนัก เหตุใดจึงต้องลงมือเอง? เื่เช่นนี้ควรบีบให้รองประมุขลงมือสังหารลูกหลานทรยศด้วยความชอบธรรม ต่อจากนั้นพวกเ้าจึงค่อยออกโรงห้ามปราม มอบโอกาสให้เขาสืบสายสกุลก่อนแล้วค่อยจัดการทำลายการบ่มเพาะเสีย!”
หนิงเทียนยกย่องว่า “ท่านอาจารย์ช่างเฉียบคมยิ่งนัก ฆ่าคนโดยไม่ต้องเปื้อนเื ข้าน้อยขอคารวะ”
“เ้าเด็กบ้า เ้าหาเื่ข้าหรือ? กล้าดีอย่างไรมายียวนกวนประสาทข้า!”
“ข้าเพียงยกย่องอาจารย์เท่านั้น เมื่อข้ามีพลังกล้าแข็งในภายภาคหน้า ข้าจะปกป้องอาจารย์ไปชั่วชีวิต”
“หยุดพูดเพ้อเจ้อ! ข้ายัง้าให้เ้ามาปกป้องหรือ?”
หนิงเทียนกุมมืออาจารย์ แล้วเอ่ยด้วยยิ้มเ้าเล่ห์ “ข้าจะแซงหน้าท่านได้ในสักวัน ถึงตอนนั้น... ฮ่าๆ!”
“เ้ายังห่างชั้นข้าอีกโข หยุดฝันกลางวันได้แล้ว”
หนิงเทียนถูกเยี่ยหลิงหลานเหวี่ยงกระเด็นออกไปเพียงนางโบกมือ
หลังจากปรึกษากลยุทธ์แล้ว หนิงเทียนก็รีบกลับไปที่พักของซิ่งอวี่เจวียน แล้วพาหญิงสาวทั้งสองไปหาเยวี่ยเสี่ยวจวิน
ครู่ต่อมา เสียงคำรามกึกก้องก็ดังสนั่นไปทั่วเมืองไป่หลิง ดึงดูดความสนใจจากทุกคนในเมือง
“เยวี่ยเสี่ยวจวิน จงออกมารับโทษตายเสียเดี๋ยวนี้!”
เสียงของหนิงเทียนดังก้องกังวาน สร้างความตกตะลึงให้กับผู้นำและเหล่าผู้าุโของสำนักร้อยบุปผาทันที
“หนิงเทียนอย่าได้มาข่มขู่ข้า ที่ไม่สู้ไม่ได้แปลว่าข้ากลัวเ้า!”
เยวี่ยเสี่ยวจวินปรากฏตัว จ้องมองหนิงเทียนอย่างกรุ่นโกรธด้วยแววตาไร้ซึ่งความหวาดกลัว
เหล่าผู้าุโและศิษย์ภายในโถงมรดกต่างพากันปวดหัว เมื่อได้ยินข่าวคราวความวุ่นวาย ไม่ว่าเยวี่ยเสี่ยวจวินหรือหนิงเทียนก็ล้วนเป็บรรพบุรุษรุ่นเยาว์ของสำนักร้อยบุปผาที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
บัดนี้พวกเขาทั้งสองกลับมาปะทะคารมกัน เื่ราวชักจะยุ่งยากเสียแล้ว
“ท่านผู้นำ ไม่ดีแล้วเ้าค่ะ หนิงเทียนกับเยวี่ยเสี่ยวจวิน...”
“ข้ารู้แล้ว รีบไปห้ามพวกเขาเสีย ห้ามให้พวกเขาต่อสู้กันเด็ดขาด!”
ผู้นำสำนักร้อยบุปผาสีหน้าตึงเครียด ภาวนาต่อเทพยดาฟ้าดิน ขออย่าให้สองศิษย์รักเกิดเื่ร้ายแรงขึ้น
หนิงเทียนและเยวี่ยเสี่ยวจวินยืนประจันหน้ากันภายในลาน เสื้อผ้าปลิวไสว เส้นผมพลิ้วสะบัด บรรยากาศอึดอัดกดดันจนทุกคนใจคอไม่ดี
---------------------------------------
[1] วัชพืชหากไม่ถอนรากถอนโคน ยามลมวสันต์พัดมาย่อมงอกงามอีกครั้ง (斩草不除根,春风吹又生) เป็สำนวนจีนโบราณ หมายถึง ปัญหาหรือศัตรูที่ไม่จัดการให้เด็ดขาดย่อมกลับมาสร้างปัญหาอีกในอนาคต
