~ ศาลาปีก์ ~
ภายในศาลาปรากฏร่างของฉางเฟิงและลุงเซี่ยกำลังวุ่นอยู่กับงานของศาลาปีก์อย่างมือไม้พันกัน โดยที่มีหลวนซิงกำลังคัดกรองเหล่าภารกิจลอบสังหารที่ผ่านการยืนยันข้อเท็จจริง
ั้แ่ไป๋เฉินจากไปศาลาปีก์ก็เริ่มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น และส่วนใหญ่ก็เป็ดั่งที่ไป๋เฉินคาดหวังไว้ทุกประการ ขณะนี้หน่วยข่าวกรองสองแห่งภายในเมืองเทียนหยุนตกอยู่ภายใต้การครอบงำของศาลาปีก์ไปโดยสมบูรณ์
และเด็กแซ่เทียนทั้งสิบที่ถูกรับเป็นักฆ่าหน่วยกลืน์ก็พยายามมุ่งมั่นฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง ภายในเวลาไม่นานเด็กบางคนก็สามารถล้างแค้นกับผู้ที่กระทำกับพวกเขาได้สำเร็จด้วยตัวของพวกเขาเอง ไม่ว่าจะสังหารพ่อค้าทาส กลุ่มของผู้มีอิทธิพลลักพาตัวเด็กกำพร้าไปทุบตีและทรมานใช้งานเยี่ยงทาสก็ถูกล้างบางจนแทบจะไม่หลงเหลือคนประเภทนี้ในเมืองเทียนหยุนอีกต่อไป!
แต่จู่ๆภายในห้องทำงานกลับมีนกพิราบบินผ่านเข้ามา ที่เท้าของนกตัวนั้นปรากฏให้เห็นม้วนกระดาษเล็กๆที่ถูกแนบมา ฉางเฟิงที่อยู้ใกล้ที่สุดก็รีบดึงม้วนกระดาษและอ่านเนื้อหาภายใน
ดวงตาของฉางเฟิงเปล่งประกายครั้นได้อ่านเนื้อหาที่ถูกส่งมา "ตระกูลหวงถูกสังหารหมู่ไปเกือบทั้งหมด หวงเทียนหลิงมีอาการาเ็สาหัส หวงเทียนหลงแขนขาดหนึ่งข้างและหวงเทียนลู่เองก็มีอาการาเ็ภายในไม่ต่างจากหวงเทียนหลิง"
จากนั้นเขาก็อ่านข้อสรุปเกี่ยวกับตระกูลหวงที่ถูกส่งมาจากไป๋เฉิน ลุงเซี่ยที่ได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ "แม้นจะไม่สามารถทำลายล้างตระกูลหวงในขณะนี้ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรตระกูลหวงจะไม่รุ่งโรจน์เฉกเช่นในอดีตอีกต่อไป"
แต่สีหนัาของฉางเฟิงเศร้าโศกเล็กน้อยเมื่ออ่านถึงบรรทัดถัดไป "แต่นายน้อยกำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง..."
ลุงเซี่ยโบกมือเบาๆ "ไม่ต้องกังวล แม้แต่มหาอำนาจจากแผ่นดินใหญ่ก็ไม่สามารถทำอะไรนายน้อยได้ ต่อให้นายน้อยเดินทางไปทั่วทั้งทวีปก็ไม่มีใครสามารถทำอันตรายต่อท่านได้"
.
.
.
ภายในที่พักของาานักฆ่า มีร่างสองร่างของไป๋เฉินและไป๋ซวนที่ถอดหน้ากากหนังของชายวัยกลางคนออก โดยที่ไป๋เฉินกำลังก้มหน้าลงขะมักขะเม้นราวกับกำลังต้มบางอย่างในหม้อ และมีถังสังกะสีอีกถังที่กำลังเผาไหม้ไม้เนื้ออ่อนที่ได้ซื้อมา
ไป๋ซวนที่กำลังเช็ดกริชก็ชำเลืองมองการกระทำของไป๋เฉินอย่างสงสัย เขาไม่สามารถระงับความอยากรู้อยากเห็นได้จึงเอ่ยถามออกไป "น้องเฉิน เ้านำเอามูลค้างคาวมาต้มเพื่ออะไรงั้นรึ?"
จะว่าต้มเพื่อนำมาทานก็คงจะเป็ไปไม่ได้ ดูเหมือนว่าการกระทำของไป๋เฉินจะมีบางสิ่งซ่อนเร้น
ไป๋เฉินที่กำลังเคี่ยวมูลค้างคาวในหม้อใบเล็กๆก็ยิ้มออกมาจางๆโดยไม่หันกลับไป "ข้ากำลังสร้างวัตถุทำลายล้างที่ไม่จำเป็ต้องใช้พลังปราณ"
"เอ๊ะ? มีของแบบนั้นอยู่ด้วยงั้นหรือ?" ไป๋ซวนอุทานออกมาอย่างแปลกใจ
ไป๋เฉินเช็ดเหงื่อบนหน้าผากก่อนจะผงกศีรษะและตอบกลับ "ถูกต้อง หากข้าทำเสร็จสมบูรณ์ข้าจะมอบให้แก่ท่านบางส่วน"
จากนั้นเขาก็นำไม้อ่อนที่ถูกเผาไหม้เป็ตอตะโกออกมาตรวจสอบก่อนจะปิดฝาและตั้งไว้ให้ร้อนระอุภายใน ก่อนจะหันกลับมาเคี่ยวมูลค้างคาวจนข้นและทิ้งไว้ให้อนุภาคก่อตัวจับกันเป็ผลึก
ไป๋ซวนกำลังจ้องมองสิ่งที่ไป๋เฉินกำลังทำอย่างแปลกใจ เขาเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าชายหนุ่มอย่างไป๋เฉินจะสรรค์สร้างอะไรออกมา
เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งก้านธูปไป๋เฉินลุกขึ้นบิดี้เีก่อนจะส่งเสียงออกมาเบาๆ "ข้าได้ตระเตรียมวัตถุดิบมาบางส่วนแล้ว แต่น่าเสียดายที่วัตถุดิบบางอย่างนั้นช่างหายากและไม่ค่อยมีผู้ใดนำออกมาขาย เฉกเช่นเดียวกับมูลค้างคาวที่มีอยู่ในถ้ำเท่านั้น โชคไม่ดีที่ข้าขูดและนำออกมาได้ไม่มากนัก"
ในขณะที่ไป๋เฉินหลบซ่อนอยู่ในถ้ำเขาก็จดจำบางอย่างได้ว่ามูลค้าวคาวเป็หนึ่งในส่วนผสมในการสร้างวัตถุะเิได้ ยิ่งในชีวิตนี้ต้องพบเจอกับการตามล่าของสำนักวัง์แล้ว วัตถุะเิถือได้ว่าสามารถทุ่นแรงและลดการใช้พลังปราณไปมากโข
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่ไป๋เฉินกำลังทำอยู่คือการสร้างดินปืนเพื่อทำมาสร้างเป็ะเิมือในรูปแบบทดลอง เพราะเขาเองก็ไม่เคยคิดจะสร้างะเิมาก่อน แต่อย่างน้อยเขาก็รู้จักกลไกและวัตถุดิบในการทำให้เกิดการะเิเป็วงกว้าง
ประการแรกที่ต้องมีคือถ่านดำที่นำมาจากไม้อ่อนที่ถูกเผาไหม้ด้วยน้ำมัน ซึ่งเป็หนึ่งในเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้เกิดการติดไฟได้ง่าย
ประการที่สองคือกำมะถันหรือที่เรียกกันว่าซัลเฟอร์ที่ได้มาจากซากพืชซากสัตว์และกลั่นกรองออกมาบางส่วนที่มีเพียงกำมะถันแท้ที่ไม่ผสมกับดินและกรวด
ประการที่สามคือการนำมูลค้าวคาวมาเคี่ยวและต้มจนกว่าจะตกผลึกซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมูลค้าวคาวจะเป็หนึ่งในสารเคมีที่ถูกเรียกว่าดินประสิว!
ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็ส่วนประกอบของดินปืน แม้นว่าดินปืนจะมีอานุภาพน้อยกว่าดินะเิ C4 และดินะเิไดนาไมต์ แต่อย่างไรก็ยังนับว่าเป็วัตถุะเิที่มีอานุภาพเป็กระจุกรัศมีที่้าได้ยอดเยี่ยมและมีโอกาสเกิดลูกหลงน้อยมาก
หลังจากตระเตรียมทุกอย่างจนเสร็จสรรพ ไป๋เฉินก็นำม้วนกระดาษและจดบางสิ่งบางอย่างไว้ด้วยพู่กัน
ไป๋ซวนเกาหัวอย่างมึนงง จนเขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างลังเลใจ "เอ่อ...นั่นคือวัตถุะเิที่เ้าพูดถึงงั้นหรือ?"
มือของไป๋เฉินหยุดเขียนก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มจางๆ "ถูกต้อง แต่ข้าต้องใช้เวลาเล็กน้อยจนกว่าจะใช้งานได้ ในระหว่างนี้ข้าจะยังคงอยู่ที่เมืองเทียนเฟิงไปก่อนและรอจนกว่าจะทุกอย่างจะเตรียมพร้อม"
ในเมื่อเขาได้ตั้งตนเป็ศัตรูกับสำนักวัง์แล้ว ดังนั้นะเิมือเป็สิ่งจำเป็สำหรับเขาที่ออกเดินทางเพียงคนเดียวเป็อย่างยิ่ง
ไป๋ซวนผงกศีรษะเล็กน้อย พร้อมทั้งเดินลงไปนั่งลงบนเก้าอี้และยกจอกสุราขึ้นมาก่อนจะกระดกหมดจอก "น้องเฉิน ข้ายังไม่รู้เลยว่าเหตุใดเ้าจึงปล่อยให้สามคนนั้นหลบหนีไป? โดยปกติแล้วการปล่อยให้ทั้งสามมีชีวิตและหลบหนีไปได้ก็เท่ากับว่าคนที่เดือดร้อนจะเป็พวกเรามิใช่หรือ?"
ไม่ว่าจะมองอย่างไรการตัดสินใจของไป๋เฉินนั้นนับว่าเป็การตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์
แต่ไป๋เฉินส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะให้คำอธิบายว่า "หากในมุมมองปกติ การปล่อยพวกมันทั้งสามเป็การกระทำที่โง่เขลาก็จริง แต่ทว่าข้า้ายืนยันอะไรบางอย่าง"
"ยืนยัน?" ไป๋ซวนพึมพำด้วยสีหน้าฉงนใจ
ไป๋เฉินพยักหน้าเบาๆก่อนจะให้เหตุผล "ถูกต้อง ข้า้าให้ทั้งสามคนส่งข่าวไปยังกลุ่มของพวกมันแต่ละคนเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์และความขัดแย้งภายใน บางทีข้าอาจจะนำข้อมูลนั้นมาใช้ในการประกอบการตัดสินใจและวางแผนในภายภาคหน้าได้"
"ท่านต้องเข้าใจว่าสิ่งที่จะบ่อนทำลายศัตรูที่มีอำนาจล้นฟ้าได้มิใช่กองกำลังภายนอกแต่อย่างใด หากแต่เป็ความขัดแย้งภายในของมหาอำนาจนั้นๆต่างหาก"
"ขณะนี้ในบรรดาสามกลุ่มมีเพียงสำนักวัง์เท่านั้นที่มีการสูญเสียมากกว่าอีกสองกลุ่มหลายเท่าตัว นั่นก็หมายความว่าความแข็งแกร่งโดยรวมของกำลังสำนักวัง์จะลดฮวบ ข้าอยากรู้ปฏิกิริยาของสำนักอัคคีสีชาดและตำหนักกระบี่ไร้เทียมทานที่มีต่อสำนักวัง์ ไม่ว่าอย่างไรด้วยทักษะของท่านท่านสามารถหลบหนีจากการตามล่าของทั้งสามกลุ่มอย่างไม่ยากเย็น... แต่ข้าเชื่อว่าหลังจากนี้ทั้งสามกลุ่มจะไม่ส่งคนมายังเมืองเทียนเฟิงอีกอย่างแน่นอน" ไป๋เฉินกล่าวจบก็หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดมือ
เมื่อได้รับฟังทั้งหมดไป๋ซวนก็ยังไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้ไป๋เฉินสรุปออกมาเช่นนั้น ดังนั้นเขาจึงเอ่ยถามเพื่อไขกระจ่างความสงสัยที่มี "เหตุใดเ้าจึงคิดเช่นน้้น?"
มุมปากของไป๋เฉินขดเป็รอยยิ้มลึกลับในขณะเอ่ย "เว่ยเส้าเทียนถูกสังหาร ผู้าุโอย่างมู่หรงปิงเฟิงก็ตายตกไป สิ่งที่พวกมันจะทำหลังจากนี้คือการเก็บตัวให้เงียบที่สุดและพยายามรักษากองกำลังไว้ให้มากที่สุด ซึ่งการที่พวกมันจะส่งใครบางคนมาตามล่าท่านในเมืองเทียนเฟิงก็เท่ากับการนำกองกำลังที่มีไปเผาผลาญทิ้งซึ่งอาจจะนำไปสู่ความอ่อนแอของสำนักวัง์ก็เป็ได้"
"นั่นเป็เพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น และข้ามีคติว่าก่อนจะทำอะไรต้องมีข้อมูลมากพอและการตัดสินใจครั้งเดียวจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ... การกระทำโดยการเข่นฆ่าโดยไม่คิดอะไรไม่ใช่วิธีการของข้า อย่างน้อยการเคลื่อนไหวหนึ่งครั้งข้าต้องได้รับประโยชน์ตามมาไม่ว่าด้วยทางใดก็ทางหนึ่ง" ไป๋เฉินยกกาน้ำชาเทลงถ้วยก่อนจะจิบเล็กน้อย
