เล่มที่ 5 บทที่ 134 ตำราเคล็ดวิชาซู่
ฟ่านซื่อขยับปากอยู่นาน แต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
“ค่ายเฟิงเยียนสามชุดนี้ไม่เลวเลยทีเดียว...” หลินเฟยหยิบหินบนโต๊ะขึ้นมาพิจารณาดูครู่เดียวก็รู้ว่าฝีมือของอีกฝ่ายพอใช้ได้ ยิ่งมีค่ายเฟิงเยียนเพิ่มขึ้นมาอีกสามชุด นอกจากจะไม่ทำให้พลังเสิ่นทงเดิมถดถอยแล้ว ยังเพิ่มความสามารถในการผ่อนแรงอัดกระแทกของพลังปราณที่ปะทะเข้ามายังหินอีกด้วย
แม้จะลดแรงอัดกระแทกได้เฉพาะพลังของผู้บำเพ็ญขั้นจู้จีเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็ความสามารถที่ไม่เลวเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็เพียงก้อนหินธรรมดาๆ หากเป็แร่โฮ่วเทียนละก็ ดีไม่ดีอาจจะลดแรงอัดกระแทกของผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนได้เลยทีเดียว...
หลินเฟยวางหินลงบนโต๊ะก่อนจะเอ่ยกับฟานซื่อ
“ท่านเป็ศิษย์สำนักว่านหลิงสินะ?”
ฟานซื่อได้ยินดังนั้นก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที
สายตาที่มองก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดระแวง
“ไม่ต้องใไปหรอก” หลินเฟยเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมา คิดเพียงว่าเขากำลังมาถูกทางแล้ว
แม้สำนักว่านหลิงจะล่มสลายไปแล้วก็ตาม
แต่เมื่อหมื่นปีก่อน สำนักว่านหลิงก็เป็หนึ่งในสิบสำนักใหญ่ เรียกได้ว่าเป็สำนักหลอมอาวุธอันดับหนึ่งก็ว่าได้ ทุกๆวันจะมีผู้บำเพ็ญมากมายมาขอให้ช่วยหลอมอาวุธที่เชิงเขาสำนักว่านหลิง ในตอนนั้นสำนักว่านหลิงกับสำนักเทียนจีต่างก็เชี่ยวชาญไปคนละด้าน ฝ่ายหนึ่งเชี่ยวชาญการหลอมอาวุธ ฝ่ายหนึ่งก็เชี่ยวชาญด้านกลไก หากนำสองสำนักนี้มารวมกัน เรียกได้ว่าเป็แหล่งกำเนิดสมบัติล้ำค่าทั้งหมดในเป่ยจิ้งเลยทีเดียว ดังนั้นเหล่าผู้บำเพ็ญต่างก็ใฝ่ฝันจะมีทั้งอาวุธของสำนักว่านหลิง และยานพาหนะของสำนักเทียนจีก็ว่าได้
แต่ภายหลังสำนักว่านหลิงเกิดภัยพิบัติขึ้น จนถึงขั้นล่มสลายภายในคืนเดียว...
ตอนนั้นมีข่าวลือต่างๆมากมาย
บ้างก็บอกว่าสำนักว่านหลิงคิดจะใช้ศพของผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซินมาหลอมอาวุธ แต่กลับล้มเหลว ศพผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซินจึงฟื้นคืนชีพขึ้นมากลายเป็ผีดิบ ไล่เข่นฆ่าศิษย์ในสำนักทุกคนจนตายตกภายในคืนเดียว
บ้างก็บอกว่าระหว่างที่สำนักว่านหลิงขุดเจาะจุดชีพจรพิภพ ก็ดันไปขุดเจอสุสานโบราณขนาดใหญ่เข้า ศิษย์ในสำนักทุกคนล้วนตายด้วยคำสาปโบราณเหมือนกันหมด
มีข่าวลือต่างๆแพร่สะพัดไปมากมาย ทว่าความจริงเป็อย่างไรกลับไม่มีคนรู้ บัดนี้เวลาผ่านไปหลายหมื่นปี ก็ยังไม่มีใครรู้เช่นเดิม...
“สะ...สำนักว่านหลิงอย่างนั้นหรือ?” สายตาฟานซื่อเต็มไปด้วยความหวาดระแวง สำหรับผู้บำเพ็ญทั่วไปแล้ว สำนักว่านหลิงเป็แค่สำนักที่ล่มสลายไปนานแล้ว แต่สำหรับช่างหลอมอาวุธนั้น สำนักว่านหลิงก็เปรียบเสมือนตำนานที่น่าอัศจรรย์เลยทีเดียว...
ใบยุคที่สำนักว่านหลิงรุ่งเรืองที่สุด ถึงกับถูกเรียกขานว่าเป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของช่างหลอมอาวุธก็ว่าได้ มีช่างหลอมอาวุธจำนวนไม่น้อยที่พยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้เข้าไปศึกษาตำรา์ทั้งสี่ของสำนักว่านหลิง
ทว่าหลังจากสำนักว่านหลิงล่มสลายลง ศิษย์ที่รอดตายกลับแก่งแย่งกันอย่างเอาเป็เอาตายราวกับสินค้าลดราคาชิ้นหนึ่ง ศิษย์ที่รอดชีวิตมาได้จึงมีไม่ถึงสิบคน...
ดูจากอายุแล้วฟานซื่อไม่น่าจะเป็ศิษย์สำนักว่านหลิงหรอก
แต่เขากลับสืบทอดเคล็ดวิชาของสำนักว่านหลิงมาได้...
ตำราที่ซ่อนอยู่ในสุสานโบราณนอกจากบันทึกเคล็ดวิชาหลอมไว้มากมายแล้ว ยังบันทึกชีวประวัติอันน่าเศร้าของปรมาจารย์ด้านหลอมอาวุธท่านหนึ่งไว้อีกด้วย
ฟานซื่อจึงไม่เคยเอ่ยปากบอกว่าตนเองได้ร่ำเรียนเคล็ดวิชามาจากไหน แม้แต่เจียงหลีที่เป็ศิษย์ตนเองก็ไม่อาจรู้ได้
คิดไม่ถึงว่าจะถูกเ้าเด็กหนุ่มคนนี้รู้เข้าก่อน
แล้วจะไม่ให้เขาหวาดกลัวได้อย่างไร?
“เ้าล้อเล่นรึเปล่า ข้าไม่เคยได้ยินชื่อสำนักว่านหลิงมาก่อนเลย ตัวข้าเป็แค่ผู้บำเพ็ญอิสระ ไม่มีสำนักหรอก…” ฟานซื่อปฏิเสธด้วยแววตาแข็งค้าง เสียงก็แหบแห้งจนฟังดูน่ากลัว หลังจากพูดจบก็ไม่สนมนต์สะกดทั้งเก้าสายอีกต่อไป เขารีบยกมือคารวะเตรียมตัวจากไป
“ข้ายังมีธุระต้องทำต่อ ขอตัวก่อน…”
“ไม่ต้องรีบร้อน ข้าไม่สนเคล็ดวิชาของสำนักว่านหลิงหรอก อีกอย่างท่านเองจะรู้สักมากแค่ไหนเชียว…” หลินเฟยดูก็รู้ว่าฟานซื่อไม่เชื่อเขาแม้แต่น้อย หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ก็เอ่ยขึ้นต่อ
“ก็แค่ตำราเคล็ดวิชาซู่ครึ่งเล่มเท่านั้น…”
“เ้า…” ฟานซื่อได้ยินเช่นนั้นก็อดที่จะสูดลมหายใจเต็มปอดไม่ได้
“ตำรา์ทั้งสี่เล่มของสำนักว่านหลิงนั้น ข้าเคยอ่านแค่ตำราเคล็ดวิชาซู่กับตำราเคล็ดวิชาฟ่า ส่วนตำราเคล็ดวิชาเทียนกับตี้นั้น ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน จึงพอรู้อยู่บ้าง…”
พูดจบหลินเฟยก็ทำในสิ่งที่ฟานซื่อไม่คาดคิดขึ้นมา
หลินเฟยกำลังท่องตำราออกมา!
ตำราเคล็ดวิชาซู่มีทั้งหมดสามพันตัวอักษร หลินเฟยท่องั้แ่ต้นจนจบ กินเวลาถึงหนึ่งชั่วยามเลยทีเดียว ที่นานเช่นนี้ก็เพราะระหว่างที่ท่องตำรา หลินเฟยก็อธิบายไปด้วย…
กระทั่งท่องจบ หลินเฟยก็เอ่ยถามต่อ
“อยากฟังตำราเคล็ดวิชาฟ่าด้วยไหมล่ะ?”
“…”
ฟานซื่อได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงขึ้นมาทันที
ความจริงั้แ่หลินเฟยเริ่มท่องตัวอักษรแรก ฟานซื่อก็ตะลึงไปั้แ่ตอนนั้นแล้ว จากนั้นเขาก็อ้าปากตาค้างอยู่หนึ่งชั่วยามเต็มๆ แววตาแข็งค้างราวกับรูปปั้น ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เกรงว่าคงจะมีฟานซื่อคนเดียวเท่านั้นที่รู้ดีว่าตนเองใมากเพียงใด…
‘นี่เป็ตำราเคล็ดวิชาซู่เชียวนะ…’
เป็หนึ่งในสี่ตำรา์ที่เป็สมบัติล้ำค่าประจำสักนักว่านหลิง…
ตอนที่อายุสิบกว่าปี ฟานซื่อเคยหลงเข้าไปในสุสานโบราณแห่งหนึ่ง โชคดีที่ได้ตำราเคล็ดวิชาซู่ครึ่งเล่มของปรมาจารย์หลอมอาวุธที่หลงเหลือไว้กลับมา
เพราะตำราครึ่งเล่มนี้เอง ที่ทำให้ฟานซื่อสามารถเป็ช่างหลอมอาวุธได้ั้แ่อาวุธสามสิบกว่าได้ จากนั้นก็บำเพ็ญเพียรด้วยความยากลำบากมานับร้อยปี จึงมีฝีมือเช่นในวันนี้ แม้วันนี้จะเปิดร้านหลอมอาวุธเล็กๆที่เมืองวั่งไห่ แต่ถ้าพูดถึงฝีมือการหลอมอาวุธแล้วละก็ เชื่อว่าฟานซื่อเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสิบสำนักสักเท่าไรนักหรอก
แต่ฟานซื่อก็รู้สึกเสียดายที่ได้มาเพียงแค่ครึ่งเล่มเท่านั้น
และก็นึกไม่ถึงว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้ยินเนื้อหาตำราฉบับสมบูรณ์…
ฉะนั้นประโยคที่ว่าเป็คนต้องมีความฝัน จึงดูจะเป็เช่นนั้นจริงๆ
เพราะวันใดวันหนึ่งฝันอาจจะเป็จริงก็ได้
แน่นอนว่าฟานซื่อเองก็คิดไม่ถึงว่าฝันที่เป็จริงจะมาในรูปแบบนี้…
ตัวเขาเองกำลังนั่งฟังอีกฝ่ายท่องตำราจนอ้าปากตาค้างในโรงเตี๊ยมเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองวั่งไห่ นอกจากนี้หลังฟังจบอีกฝ่ายยังเสนอจะท่องให้ฟังอีกเล่มด้วย…
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
