เฒ่าสวีชะงักกึก หันขวับมาจ้องลูกชายด้วยแววตาเกรี้ยวกราด “แกพูดอะไรนะ!”
สวีเซี่ยงหัวกระตุกยิ้มที่มุมปาก “ไม่ตีแล้วก็ดี นี่มันลูกสะใภ้คนโปรดของท่านนี่นา จะไปตีให้ตายได้ยังไงล่ะ ในเมื่อตีไม่ตาย งั้นเรามาคุยเื่แยกบ้านกันดีกว่า”
เฒ่าสวีแทบสำลักลมหายใจ คว้าไม้กวาดแน่น “นี่แกพูดจาอะไรอย่างนี้วะ ฉันเป็พ่อแกนะ แกอยากให้ฉันตีมันให้ตายแล้วติดคุกใช่ไหมวะ ทำไมฉันถึงมีลูกอกตัญญูอย่างแกได้!”
“ท่านจะไปกล้าตีเธอให้ตายได้ยังไงล่ะครับ ถ้าเธอตายไป ใครจะช่วยพี่ใหญ่คว้าผลประโยชน์ล่ะ” สวีเซี่ยงหัวแค่นหัวเราะ แผนการตื้นๆ ของพ่อและสวีเซี่ยงกั๋ว คิดว่าเขาดูไม่ออกหรือไง คนหนึ่งเล่นบทใจร้าย คนหนึ่งเล่นบทใจดี หลอกให้คนในบ้านเป็คนโง่ ใครกันที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง เพียงแต่แกล้งทำเป็โง่เพราะเห็นแก่หน้าคนแก่ทั้งสองคน แต่หลิวหงเจินกลับทำตัวเกินเลยขึ้นทุกทีๆ เมื่อก่อนยังมีบ้างที่เกรงใจ แต่มาวันนี้กลับทำตัวเห็นแก่ได้ราวกับว่าคนอื่นๆ เป็หนี้บุญคุณพวกเขา ควรถูกใช้งานเยี่ยงทาส
เฒ่าสวีโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม โดยเฉพาะเมื่อเห็นชาวบ้านซุบซิบกันไปมา เขารู้สึกเหมือนทุกคนกำลังหัวเราะเยาะตนเอง ความโกรธจึงพลุ่งพล่าน สวีผู่หงฟาดไม้กวาดเข้าใส่สวีเซี่ยงหัว
“ลุงครับ เราคุยกันดีๆ อย่าลงไม้ลงมือเลยครับ” สวีไจ่ชุนและบรรดาญาติๆ เข้ามาห้ามเฒ่าสวีที่กำลังโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ
“ปล่อยฉันนะ ฉันจะตีไอ้ลูกอกตัญญูตัวนี้ให้ตาย มันปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่ไหม ไม่เห็นหัวฉันที่เป็พ่อแล้วใช่ไหม!”
ซุนซิ่วฮวามองสามีที่หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด จากนั้นก็มองลูกชายคนเล็กที่ใบหน้าเ็า จู่ๆ ความเศร้าก็ถาโถมเข้ามา นี่มันพ่อลูกกันจริงหรือนี่!
ถ้ายังทะเลาะกันต่อไป คงได้กลายเป็ศัตรูกันแน่ๆ ที่ผ่านมานางมักจะเข้าข้างสามี ครั้งนี้จะบังคับให้ลูกชายยอมไม่ได้อีกแล้ว
“พอได้แล้ว!” ซุนซิ่วฮวากระแทกไม้เท้าลงอย่างแรง ก่อนจะตำหนิสวีเซี่ยงหัว “ทำไมแกถึงพูดกับพ่อแกแบบนั้น!” ตำหนิลูกชายเสร็จก็หันไปมองเฒ่าสวีที่กำลังเดือดดาล “คุณก็อย่าไปโทษที่ฮัวจื่อพูดจาตรงๆ เลย จยาจยาหยางหยางถูกหลิวหงเจินตีซะขนาดนั้น ไม่ต้องพูดถึงฮัวจื่อเลย แม้แต่ฉันเองก็ยังอยากจะตีเธอให้ตายเลย”
เฒ่าสวีใช้โอกาสลงจากหลังเสือ เหลือบมองสวีเซี่ยงหัวที่หน้าตาเคร่งเครียด ก่อนจะถอนหายใจ “เมียเ้าคนโตทำตัวไม่เหมาะสมจริงๆ แต่แกก็ตีไปแล้ว ฉันก็ตำหนิไปแล้ว เดี๋ยวให้พี่ชายแกไปตำหนิอีกที รับรองว่าคราวหน้าเธอไม่กล้าทำอีกแน่”
สวีเซี่ยงหัวเผยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก “งั้นเื่นี้ก็จบแค่นี้เหรอครับ ให้ผมทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมจะต้องรับใช้ครอบครัวพี่ใหญ่ต่อไป ให้พวกเขาใช้เงินที่ผมหามาด้วยความเหนื่อยยาก กินดีอยู่ดี แล้วพอว่างๆ ก็มารังแกลูกผม” สวีเซี่ยงหัวกระตุกเสื้อเล็กน้อย จ้องมองเฒ่าสวี “ในบรรดาพวกเรานี่ มีแต่พี่ใหญ่คนเดียวใช่ไหมที่เป็ลูกแท้ๆ ของท่าน ส่วนคนอื่นๆ เป็ลูกเก็บมาเลี้ยง เลยต้องทำงานรับใช้ครอบครัวพี่ใหญ่ไปตลอดชีวิต”
เมื่อได้ยินคำว่า “คนรับใช้” เฒ่าสวีทั้งใและโกรธจัด ตะคอกลั่น “หุบปาก! แกพูดอะไรเหลวไหล!” เขาเป็คนรับใช้ แล้วคนอื่นๆ จะกลายเป็อะไร
“ผมพูดเหลวไหลเหรอครับ? ทำงานน้อยที่สุด ได้รับมากที่สุด แถมยังไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย กลับคิดว่าเป็เื่ปกติ คิดแต่จะรีดไถผลประโยชน์จากพวกเราให้หมด พอไม่ได้อย่างที่้าก็พูดจาเสียดสีประชดประชัน วันนี้ถึงขั้นลงไม้ลงมือแล้ว นี่ไม่ใช่นิสัยของเ้าของที่ดินแล้วเหรอครับ”
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของสวีเซี่ยงหัว
หลิวหงเจินคนนี้มันไม่ต่างอะไรกับนายหญิงเ้าของที่ดินจริงๆ ทำงานแบบขอไปที แต่ถ้าใครแอบอู้ นางเป็ต้องส่งเสียงโวยวาย ไม่เหมือนมาทำงาน แต่เหมือนมาตรวจงานมากกว่า
แล้วสวีเจียวเหวิน เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี ถ้าเป็บ้านอื่นคงเป็กำลังหลักในการทำนาแล้ว แม้จะดูไม่ค่อยแข็งแรง แต่ก็ไม่ถึงกับทำงานไม่ได้เลย แต่เขากลับไม่เคยทำงานเลยสักวัน อ้างว่าจะไปเรียนหนังสือ แต่ในหมู่บ้านก็ไม่ได้มีแค่นักเรียนมัธยมปลายเพียงคนเดียว คนอื่นวันหยุดก็ยังลงนาทำงานหาคะแนนงานกัน นาฬิกาก็ใส่ รองเท้าหนังก็สวม ทำตัวเป็คุณชายจริงๆ
เมื่อคิดเช่นนี้ ทุกคนก็เริ่มไม่พอใจ ทำงานก็ไม่ทำ แต่ก็ได้ส่วนแบ่งข้าวไม่น้อย นั่นเท่ากับว่าทุกคนเลี้ยงพวกเขาเปล่าๆ หรือไง คิดว่าตัวเองเป็เ้าของที่ดินหรือไง เ้าของที่ดินน่ะถูกล้มล้างไปหมดแล้ว!
“ป้าสะใภ้ใหญ่กับครอบครัวเป็พวกกินแรง ทำให้พวกผมกับพี่ๆ ต้องกินข้าวต้มใสๆ” เสียงเด็กใสๆ ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
มองตามเสียงไป ก็เห็นสวีชิงเจียกำหมัดแน่นยืนอยู่หลังฝูงชน “ตอนที่ย่าาเ็และพ่อไม่อยู่บ้าน ป้าสะใภ้ใหญ่ตักข้าวในโจ๊กไปหมด เหลือแต่โจ๊กใสๆ ให้พวกเรากิน”
น้ำเสียงและเนื้อหาที่น่าสงสารของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ทำให้ชาวบ้านทนไม่ไหวอีกต่อไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง ไม่เคยเห็นใครหน้าด้านขนาดนี้มาก่อน ถ้าไม่มีสวีเซี่ยงหัวและคนอื่นๆ พวกเขาจะกินข้าวดีๆ ได้ทุกวันได้อย่างไร แต่กลับไม่ยอมให้ลูกคนอื่นอิ่มท้อง
เมื่อก่อนยังรู้สึกว่าสวีเซี่ยงหัวค่อนข้างก้าวร้าว แต่ตอนนี้ความคิดก็เปลี่ยนไป เื่แล้วเื่เล่าที่เกิดขึ้น หลิวหงเจินช่างใจร้ายเกินไปจริงๆ ถ้ายังอยู่ด้วยกันต่อไป ไม่รู้ว่าจะรังแกเด็กๆ อีกมากแค่ไหน
สายตาของชาวบ้านที่มองมาทำให้เฒ่าสวีรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีด แทบจะะโไปชี้นิ้วใส่สวีเซี่ยงหัว และสวีชิงเจีย “พวกแกบ้าไปแล้วหรือไง อยากทำให้ฉันตายใช่ไหม!”
ซุนซิ่วฮวาเม้มริมฝีปาก “พอแล้ว ไม่มีใครต้องพูดอะไรอีกแล้ว เราแยกบ้านกันเถอะ” เมื่อเห็นสายตาที่โกรธจัดของเฒ่าสวี ซุนซิ่วฮวาก็ไม่เข้าใจอีกต่อไป “เื่มันมาถึงขั้นนี้แล้ว คุณยังคิดว่าจะสามารถกินข้าวหม้อเดียวกันได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ”
เฒ่าสวีใจหายวาบ ลนลาน ผลักสวีไจ่ชุนและคนอื่นๆ เข้าไปในบ้าน “จะแยกบ้านก็รอฉันตายก่อนเถอะ!”
“คุณอย่าไร้เหตุผลสิ!” ซุนซิ่วฮวาก็โกรธเช่นกัน
“อยากแยกก็แยกไป แต่ต่อไปนี้ผมจะไม่ส่งเงินเข้าบ้านแม้แต่สตางค์เดียว และพี่รอง” สวีเซี่ยงหัวล้วงโทรเลขออกมาจากกระเป๋า “นี่คือโทรเลขที่พี่รองส่งมา เขาก็อยากแยกบ้าน คังจื่อจะมาอยู่กับผมก่อน ไม่อย่างนั้นต่อไปเขาก็จะไม่ส่งเงินกลับบ้านอีก” ก่อนไปทำงาน เขาได้ส่งโทรเลขไปหาสวีเซี่ยงจวินที่ซินเจียงเกี่ยวกับเื่แยกบ้าน และสวีเซี่ยงจวินก็เห็นด้วย เงินของใครก็ไม่ใช่หามาง่ายๆ จะเลี้ยงดูพี่น้องและหลานชายที่มีแขนขาครบครัน แต่กลับไม่ได้รับคำขอบคุณเลย
ไม่พูดถึงเหตุผลใช่ไหม ได้ งั้นก็ไม่ต้องพูดเหตุผลกันทั้งหมด การไม่ยอมแยกบ้านก็แค่มองเงินเดือนของพวกเขาก็เท่านั้นแหละใช่ไหม?
เฒ่าสวีที่เดินไปสองสามก้าวหันกลับมาอย่างกะทันหัน ใบหน้าของเขาดูน่ากลัว “แกกล้าขู่ฉันงั้นเหรอ ถ้ารู้ว่าแกเป็ไอ้สารเลวแบบนี้ ฉันน่าจะบีบคอแกให้ตายไปซะั้แ่ตอนนั้น!” เฒ่าสวีที่โมโหจนทนไม่ไหว พุ่งเข้าใส่ “ฉันจะตีไอ้ลูกอกตัญญูตัวนี้ให้ตาย!”
สวีไจ่ชุนห้ามอย่างช่วยไม่ได้ คนแก่แล้วทำไมถึงไม่รู้จักสงบปากสงบคำเสียบ้าง แต่สวีเซี่ยงหัวก็ทำเกินไปจริงๆ ถึงขนาดดึงสวีเซี่ยงจวินมาเป็พวก แต่สุดท้ายแล้ว เื่ราวมาถึงขั้นนี้ ก็ยังเป็เพราะลุงไคเกินไปหน่อย ไม่มีใครเอาเนื้อของลูกชายคนอื่นๆ ไปเลี้ยงลูกชายอีกคนอย่างนี้หรอก
“พ่อครับ ทำไมพ่อถึงเอาแต่โกรธ ไม่คิดบ้างว่าทำไมพวกเราถึงต้องทำแบบนี้ ถ้าทนได้ พวกเราจะยินดีสร้างเื่วุ่นวายให้คนอื่นหัวเราะเยาะหรือครับ” สวีเซี่ยงหัวหัวเราะทั้งน้ำตาด้วยความโมโหจัด
ตอนนี้เอง สวีเซี่ยงตังที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยปากอย่างอึมครึม “พ่อครับ แม้จะแยกบ้านกันไปแล้ว ผมกับชุ่ยชุ่ยก็ยังจะดูแลพ่อกับแม่เหมือนเดิมครับ” แค่ไม่อยากทนกับความอับอายอีกต่อไปแล้ว
ไม่คิดว่าลูกชายคนที่สามที่เงียบขรึมเหมือนลูกมะกอกก็อยากแยกบ้าน เฒ่าสวีชี้นิ้วไปที่สวีเซี่ยงตัง พูดอะไรไม่ออก จากนั้นก็มองสวีเซี่ยงหัวที่กำลังเยาะเย้ย
ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงและพ่ายแพ้ถาโถมเข้ามา เฒ่าสวีเอามือกุมหน้าอกแล้วล้มหงายหลัง “ฉันจะตายอยู่แล้ว! พวกแกอยากให้ฉันตายใช่ไหม! ทำไมฉันถึงมีลูกอกตัญญูสามคนอย่างพวกแกได้!”
สวีไจ่ชุนใช้นิ้วหัวแม่มือกดที่ร่องจมูกของเฒ่าสวี ทำให้เฒ่าสวีที่หลับตาอยู่ต้องตื่นขึ้นมาอย่างทุลักทุเล แล้วส่ายหน้าเบาๆ ลุงไคลงทุนเพื่อครอบครัวสวีเซี่ยงกั๋วมากจริงๆ
เฒ่าสวีจ้องสวีไจ่ชุน
สวีไจ่ชุนยิ้มอย่างใสซื่อ “ตื่นขึ้นมาก็ไม่เป็ไรแล้วครับ ไม่เป็ไรแล้ว”
สวีเซี่ยงหัวดันปลายลิ้นกับกระพุ้งแก้ม จู่ๆ ก็รู้สึกว่าพ่อค่อนข้างน่าสงสาร ใช้ชีวิตมานานขนาดนี้ แต่กลับไม่เข้าใจอะไรเลย
อยากแกล้งเป็ลมเพื่อกล่าวหาว่าเขาอกตัญญู บีบบังคับให้เขาไม่กล้าแยกบ้าน ก็ลองดูก็แล้วกันว่าสุดท้ายใครจะอับอายขายหน้ามากกว่ากัน
“วันนี้ถึงแม้ฟ้าจะถล่ม ผมก็ต้องพูดให้ชัดเจน ท่านอย่าเพิ่งรีบจ้องตาและด่าผมว่าอกตัญญูเลยนะครับ ั้แ่ผมเริ่มทำงาน ผมก็ส่งเงินเดือนให้ครอบครัวมาตลอด ตอนแรกผมได้เงินเดือนแค่ 23 หยวน 5 เหมา ผมรู้ว่าครอบครัวพี่ใหญ่มีลูกเยอะ แถมยังเลี้ยงคนป่วยอยู่ด้วย ก็เลยขาดแคลนเงิน ผมเลยเก็บไว้แค่ค่าอาหาร แล้วส่งให้ 15 หยวน ต่อมาเงินเดือนผมก็เพิ่มขึ้น ผมก็ส่งเงินเข้าบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ หลายปีมานี้ผมส่งเงินให้ครอบครัวเดือนละ 30 หยวน ยังไม่รวมผ้า อาหาร และเนื้อสัตว์ที่ซื้อกลับมาเป็ครั้งคราวอีกด้วย เงินเดือนส่วนใหญ่ที่ผมหามาได้ตลอดหลายปีนี้ก็ให้ครอบครัวไปหมดแล้ว
ตอนนี้พี่ใหญ่ก็เป็หัวหน้าทีมแล้ว ร่างกายอาเหวินก็ดีขึ้นแล้ว ลูกๆ หลายคนก็ช่วยทำงานบ้านได้แล้ว ชีวิตก็สามารถดำเนินต่อไปได้แล้ว
ผมเหนื่อยแล้ว ไม่อยากเลี้ยงอีกต่อไป ก็กลายเป็คนอกตัญญูแล้วงั้นเหรอ แล้วท่านอยากให้ผมเลี้ยงพวกเขาไปถึงเมื่อไหร่ เลี้ยงพวกเขาจนกระทั่งแต่งงาน มีลูก แล้วก็ช่วยเลี้ยงหลานชายอีก หรือจะให้ผมทิ้งงานไว้ให้พวกเขาไปเลย ใช่ไหม?
ได้ยินแต่ว่าต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ไม่เคยได้ยินว่าต้องเลี้ยงดูพี่น้อง สะใภ้ และหลานชายเลย มีความสามารถมากแค่ไหนก็กินได้มากแค่นั้น ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี ก็ไปหาเองสิ ถ้าไม่ยอมลำบาก ก็เอาแต่ดูดเืน้องชายมาเสวยสุข แล้วยังบ่นว่าดูดน้อยไป อีกสามวันก็รังแกคนอื่น พ่อครับ มันไม่มีเหตุผลแบบนั้นหรอกครับ”
คำพูดของเขาทำให้ชาวบ้านที่มามุงดูต่างคิดไปต่างๆ นานา ถ้าครอบครัวของสวีเซี่ยงกั๋วไม่มีจะกิน ให้พี่น้องช่วยกัน ก็ยังพอเข้าใจได้ แต่เหมือนที่สวีเซี่ยงหัวพูด ครอบครัวนี้อยากมีชีวิตที่ดี แต่กลับไม่มีความสามารถ ก็เลยไปกดขี่พี่น้องคนอื่นๆ
“ไคเก็น ลูกสะใภ้บ้านแกออกเรือนไปสี่ปีแล้ว แกก็ควรจะแยกบ้านได้แล้วนะ จะให้ฮัวจื่อเลี้ยงหลานชายไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก พวกเราไม่มีธรรมเนียมแบบนี้” พ่อของสวีไจ่ชุนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เมื่อเขาเอ่ยปาก ชาวบ้านที่ทนไม่ไหวก็เริ่มพูดกันอื้ออึง เื่ราววุ่นๆ ของครอบครัวเฒ่าสวี ชาวบ้านก็เคยแอบพูดคุยกัน แต่เมื่อเ้าตัวไม่พูด คนนอกก็ไม่กล้าพูดมาก วันนี้สวีเซี่ยงหัวเปิดเผยความขัดแย้งออกมาตรงๆ พวกเขาจะมองข้ามไปได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องพูดจาอย่างยุติธรรมบ้าง
เสียงที่ไม่เห็นด้วยจากทุกทิศทุกทางหลั่งไหลเข้ามา ทำให้ใบหน้าของเฒ่าสวีเปลี่ยนจากเขียวเป็ขาว จากขาวเป็เขียว
“เอะอะโวยวายอะไรกัน!”
“ลุงหก” ฝูงชนเปิดทางให้อาหกเข้ามา พร้อมกับอาสองสวีไคฟาที่มาด้วยกัน
เฒ่าหกผอมแห้ง แต่ดูมีชีวิตชีวาดี ถือไม้เท้าตรวจดูเฒ่าสวีที่ใบหน้ากระตุก “พอแล้ว แยกย้ายกันไปได้แล้ว ไคเก็นเข้าบ้านไปคุยกัน” อยู่ข้างนอกให้คนอื่นดูเหมือนละครสัตว์ ไม่อายบ้างหรือไง
ลุงหกหันไปทางซุนซิ่วฮวาอีกครั้ง “คนบ้านไคเก็นก็เข้ามา” แล้วชี้ไม้เท้าไปที่สวีเซี่ยงหัวและสวีเซี่ยงตัง “พวกแกสองคนไม่ต้องเข้ามา”
สวีเซี่ยงหัวไม่สนใจ เขาพาชิงเจียกลับห้องไปเก็บของ ไม่ว่าพ่อจะตกลงหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เขาอยากพูดก็ได้พูดไปหมดแล้ว ต่อไปก็ไม่มีใครจะกล่าวหาเขาว่าอกตัญญูได้อีก
ส่วนเื่บ้านนี้ เขาไม่อยากอยู่แม้แต่นาทีเดียว ไม่อย่างนั้นถึงจะแยกบ้านไป ก็เท่ากับแยกเปล่าๆ
เขากับสวีไจ่ชุนตกลงกันแล้วว่าจะไปเบียดกันอยู่บ้านสวีไจ่ชุนก่อน ตอนที่สวีไจ่ชุนสร้างบ้าน เขาตั้งใจจะสร้างหกห้อง เพราะคิดว่าตัวเองจะมีลูกห้าหกคน แต่สุดท้ายก็มีลูกชายแค่สองคน เลยเหลือห้องว่างสองห้องพอดี เป็ประโยชน์กับเขา แม่กับลูกสาวอยู่ห้องเดียวกัน เขาพาลูกชายสองคนอยู่ห้องเดียวกัน
ส่วนสวีเซี่ยงตัง ตามคำแนะนำของสวีเซี่ยงหัว ตั้งใจจะกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ของโจวชุ่ยชุ่ยสักพัก เขาก็ไม่กล้าอยู่ต่อไปเหมือนกัน
ทางด้านเฒ่าสวี หลังจากสี่คนเข้าไปในห้องโถง ก็ปิดประตูลง ทำให้ห้องมืดลงมากทันที
เฒ่าสวีหน้าบึ้งตึงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ซุนซิ่วฮวาเม้มริมฝีปากนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ลุงหกและสวีไคฟานั่งแยกกันทางทิศใต้และทิศเหนือ
“ไม่อยากแยกบ้าน?” ลุงหกจ้องเฒ่าสวี
เฒ่าสวีทำหน้าบึ้งตึงไม่พูดอะไร
ลุงหกแค่นหัวเราะ “ฉันว่าแกแก่จนเลอะเลือนแล้วจริงๆ ไปเอาเนื้อของลูกชายคนอื่นมาเลี้ยงลูกชายคนโต แกก็ควรจะทำอย่างลับๆ หน่อยสิ แต่แกกลับดีเสียอีก กลัวคนอื่นไม่รู้ บีบบังคับไม่ให้แยกบ้าน แถมยังตามใจลูกชายของเซี่ยงกั๋วให้กลายเป็คนเลวทราม ทำเื่ให้อับอายขายหน้าอยู่ทุกวัน
วันนี้สร้างเื่วุ่นวายขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงหมู่บ้านเราหรอกนะ แม้แต่ข้างนอกก็คงจะรู้กันหมดแล้ว แกคิดด้วยสมองหน่อยสิว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเซี่ยงกั๋ว ถ้าบรรดาผู้นำได้ยินเื่นี้ พวกเขาจะคิดยังไงกับเขา คนที่เอาเปรียบน้องชาย แถมยังตามใจเมียให้รังแกน้องชาย ใครจะกล้าคบค้าสมาคมด้วยล่ะ
มองไปไกลกว่านั้น อาเหวินก็อายุสิบเจ็ดแล้ว อีกไม่กี่ปีก็จะแต่งงาน ผู้หญิงฝ่ายเ้าสาวจะไม่มาสืบข่าวที่หมู่บ้านหรือไง ด้วยชื่อเสียงของบ้านแกตอนนี้ ใครจะกล้ามาแต่งงานด้วยล่ะ แล้วพวกอาอู่ล่ะ มีตัวอย่างอย่างแกให้เห็น ผู้หญิงฝ่ายเ้าสาวจะไม่กังวลหรือไงว่าบ้านแกจะมีธรรมเนียมที่ลูกชายคนเล็กต้องเลี้ยงดูคนโตหรือเปล่า
ถ้าเป็ฉัน ฉันจะรีบให้เซี่ยงกั๋วออกมาพูดเองว่าอยากแยกบ้าน เพื่อกู้หน้ากลับคืนมา”
เฒ่าสวีฟังแล้วเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้า
ลุงหกเหลือบมองเขา “ตอนนี้รู้แล้วว่ากลัว แล้วเมื่อก่อนทำไมไม่คิดล่ะ แกโชคดี ลูกชายหลายคนล้วนมีความสามารถ แต่เดิมแล้ว ฮัวจื่อและคนอื่นๆ ก็คงจะยังดูแลแก และช่วยเหลือน้องชายกันอย่างปรองดอง ไม่ดีกว่าเหรอ แต่แกกลับคิดว่าตัวเองฉลาดเกินไป ทำให้เื่ราวมันแย่ลงไปหมดจริงๆ ถ้าทำให้ลูกๆ เสียใจแล้ว ฉันอยากจะรู้ว่าในอนาคตแกจะเสียใจไหม”
เขาอายุเจ็ดสิบสองปีแล้ว ได้เห็นได้ยินมามาก พบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ยิ่งลูกที่พ่อแม่ตามใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่กตัญญูเท่านั้น แน่นอนว่าก็มีข้อยกเว้นบ้าง แต่ก็เป็ส่วนน้อย
เขามองดูด้วยสายตาเ็า สวีเซี่ยงกั๋วเองก็คงจะพึ่งพาไม่ได้ ถ้าเป็คนที่มีมโนธรรม ก็คงจะไม่ปล่อยให้พ่อและเมียทำตัวเหลวไหลอย่างนี้โดยไม่ห้ามปราม อย่าบอกว่าเขาห้ามแล้วแต่ไม่ได้ผล ถ้าอยากห้ามจริงๆ เขาที่เป็ลูกชายและสามีที่ได้รับการให้ความสำคัญมากที่สุด จะห้ามไม่ได้เชียวหรือ
แต่เื่นี้เขาไม่สะดวกที่จะบอกเฒ่าสวีตรงๆ ทำได้แค่เตือนอย่างอ้อมๆ จะเข้าใจหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของเฒ่าสวีเองแล้ว
เมื่อเห็นเฒ่าสวีหน้าซีดเซียว สวีไคฟาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อาสาม พวกเราสองคนก็เป็พี่น้องร่วมสายเื บ้านแกก็ใช้ชีวิตดีกว่าฉันมาก ถ้าฉันอยากให้แกเลี้ยงดูฉันไปตลอด แกจะยอมไหมล่ะ คงถึงขั้นตัดขาดความเป็พี่น้องเลยก็เป็ได้
ฮัวจื่อและคนอื่นๆ อดทนมานานหลายปีขนาดนี้ ก็ถือว่ากตัญญูพอแล้ว ถ้าแกยังคงสับสนต่อไป ไม่กลัวหรือไงว่าพวกเขาจะปล่อยมือและไม่สนใจแกอีกต่อไป ถ้าถึงตอนนั้น ก็จะไม่มีใครช่วยแกกล่าวโทษพวกเขาได้เลยว่าไม่ถูกต้อง ทำไมนะหรือ ก็เพราะทุกคนมีตาชั่งอยู่ในใจ”
เฒ่าสวีคิดถึงคำขู่ของสวีเซี่ยงหัว ไอ้ลูกอกตัญญูตัวนี้พูดจริงทำจริงแน่นอน จึงกัดฟันกรอด “แยกบ้านได้ แต่ไอ้คนรองกับไอ้คนสี่จะต้องให้เงินพวกเราสองคนแก่เดือนละยี่สิบหยวน ส่วนไอ้คนสามให้ข้าวร้อยชั่งต่อปี”
ลุงหกตาถลน “แกไม่ไปปล้นเลยล่ะ!” นั่นมันสี่สิบหยวนนะ! มันหมายถึงอะไรกันล่ะ ชาวบ้านเราผู้ชายแข็งแรงทำงานทั้งเดือนไม่กินไม่ใช้ก็ได้แค่สิบหยวนเองนะ!
